ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกกินนมแม่แล้วถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง: สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

อาการถ่ายอุจจาระผิดปกติในทารก โดยเฉพาะทารกที่กินนมแม่ล้วน ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากโดยทั่วไปทารกที่กินนมแม่อมตะมักจะมีลักษณะอุจจาระที่เหลว มีเนื้อนิ่ม หรือเป็นเม็ดมะเดื่อ และถ่ายบ่อยได้เป็นเรื่องปกติ แต่หากพบว่าลูกกินนมแม่แล้วถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง ไม่ว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อย หรือมีอาการเรื้อรังติดต่อกันหลายวัน สิ่งนี้ไม่ใช่ภาวะปกติทั่วไป แต่มักเป็นสัญญาณเตือนจากระบบทางเดินอาหารของทารกที่กำลังเกิดการอักเสบ ระคายเคือง หรือมีความผิดปกติบางประการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์โดยกุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การปล่อยให้ทารกถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังโดยไม่หาสาเหตุที่แท้จริง อาจส่งผลให้ทารกเกิดภาวะโลหิตจาง ขาดสารอาหาร น้ำหนักตัวไม่เพิ่มตามเกณฑ์ และมีการอักเสบเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตในระยะยาว

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการถ่ายเป็นมูกเลือดในทารกกินนมแม่

การที่ทารกกินนมแม่แล้วถ่ายเป็นมูกเลือด เกิดขึ้นได้จากหลายกลไกทางพยาธิสภาพ โดยสาเหตุส่วนใหญ่ในทารกกลุ่มนี้มักไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อรุนแรงเหมือนในเด็กโต แต่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินอาหารที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนี้

โรคแพ้โปรตีนนมวัวแบบมีอาการทางลำไส้ (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis - FPIAP)

นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในทารกกินนมแม่ที่ถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง แม้ว่าแม่จะให้ลูกกินนมแม่ 100% แต่โปรตีนแปลกปลอมจากอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไป (เช่น นมวัว ผลิตภัณฑ์จากนม เนย ชีส หรือแม้แต่โปรตีนจากถั่วเหลือง ไข่ หรือแป้งสาลีในบางราย) สามารถผ่านทางน้ำนมมาสู่ลูกได้ และกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ของทารกเกิดปฏิกิริยาแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเลือดออกที่บริเวณเยื่อบุลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่งผลให้ทารกถ่ายอุจจาระมีมูกปนเลือดสดหรือเลือดคล้ำ โดยที่ทารกส่วนใหญ่ยังมีอารมณ์ดี น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ปกติ และไม่มีไข้

การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสในทางเดินอาหาร

แม้ทารกกินนมแม่จะมีภูมิคุ้มกันสูงจากน้ำนมเหลืองและสารภูมิคุ้มกันในนมแม่ แต่ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อทางเดินอาหารได้จากสิ่งแวดล้อม การสัมผัส หรือสุขอนามัย เชื้อโรคบางชนิด เช่น แบคทีเรียกลุ่มซัลโมเนลลา (Salmonella) แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) หรือเชื้อบิดมีตัว สามารถทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงที่เยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้ถ่ายเป็นมูกเลือดร่วมกับมีไข้ งอแง และซึมลง

ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)

เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่พบได้ในทารกอายุตั้งแต่สามเดือนถึงสามปี แม้จะพบได้น้อยในทารกอายุน้อยมากๆ แต่ก็ต้องระวัง เกิดจากลำไส้ส่วนหนึ่งมุดเข้าไปในลำไส้ใหญ่อีกส่วน ทำให้เกิดการอุดตัน เลือดไปเลี้ยงไม่สะดวก อาการเด่นคือ ร้องกวนกะทันหัน งอขาเข้าหาลำตัว อาเจียนเป็นน้ำดี และถ่ายอุจจาระมีลักษณะคล้ายเจลลี่ลูกเกดหรือมูกเลือดปน

แผลริทารวณหรือรอยแยกที่ขอบทวารหนัก (Anal Fissure)

มักเกิดจากทารกมีปัญหาท้องผูกหรืออุจจาระแข็ง ทำให้เวลาเบ่งอุจจาระเกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ ที่ผิวหนังรอบทวารหนัก ลักษณะเลือดที่ออกมาจะติดอยู่ภายนอกก้อนอุจจาระหรือติดที่ผ้าอ้อม เป็นเลือดสดๆ ไม่มีมูกปน และเด็กมักจะเจ็บเวลาถ่าย

อาการแสดงสำคัญและแนวทางการสังเกตความผิดปกติ

การสังเกตลักษณะของอุจจาระและอาการร่วมอื่นๆ ของทารก จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

  • ลักษณะมูกเลือด: อาจพบเป็นเส้นเลือดแดงสดปนอยู่ในมูกใส หรืออุจจาระมีสีเขียวปนเลือด หากเป็นการแพ้โปรตีนนมวัว มักพบมูกเลือดปริมาณไม่มาก ทารกยังร่าเริงดี แต่หากเป็นการติดเชื้อรุนแรง มูกเลือดจะมีปริมาณมากร่วมกับกลิ่นเหม็นคาวรุนแรง
  • อาการทางผิวหนังและระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย: ทารกที่แพ้โปรตีนนมวัวอาจมีผื่นผิวหนังอักเสบ (Atopic Dermatitis) ผื่นลมพิษ หายใจมีเสียงครืดคราด หรือแหวะนมบ่อย
  • พฤติกรรมของทารก: ทารกที่มีอาการปวดท้องจากลำไส้อักเสบจะมีอาการงอแงมากผิดปกติ ร้องกวนนานโดยไม่ทราบสาเหตุ นอนหลับไม่สนิท และมักงอขาขึ้นหาหน้าท้อง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากทารกมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการถ่ายเป็นมูกเลือด ขอให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  • มีไข้สูงร่วมด้วย โดยเฉพาะในทารกอายุน้อยกว่าสามเดือน
  • อาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นสีเขียวหรือน้ำดี
  • ท้องอืดมาก หน้าท้องตึงแข็ง ร้องกวนตลอดเวลาจากอาการปวดท้องรุนแรง
  • มีอาการซึมลง ไม่ยอมดูดนม ปัสสาวะน้อยลงหรือสีเข้มจัด ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ
  • ถ่ายเป็นเลือดสดปริมาณมาก หรือมีลักษณะเหมือนเจลลี่ลูกเกด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะดำเนินการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ประวัติการกินอาหารของคุณแม่ ลักษณะอุจจาระของลูก ระยะเวลาที่เป็น และประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายดังนี้

  • การตรวจร่างกายทั่วไป: ประเมินภาวะขาดน้ำ ตรวจช่องท้องเพื่อดูอาการท้องอืด ก้อนในท้อง และตรวจบริเวณทวารหนักเพื่อหาแผลหรือรอยฉีกขาด
  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination): เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง ไขมัน เม็ดเลือดในอุจจาระ และตรวจหาเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิ
  • การตรวจเลือด (Blood Test): ในกรณีที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะโลหิตจาง หรือการตรวจหาค่าภูมิแพ้เฉพาะเจาะจง (Specific IgE)

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังในทารกกินนมแม่ จะต้องรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบเป็นหลัก

การรักษาภาวะแพ้โปรตีนนมวัวในทารกกินนมแม่

หากผลวินิจฉัยระบุว่าเกิดจากการแพ้โปรตีนจากอาหารที่คุณแม่รับประทานแล้วผ่านทางน้ำนม แนวทางหลักคือการงดอาหารกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ นมวัว ผลิตภัณฑ์จากนมวัว อาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว เนย ชีส โยเกิร์ต รวมถึงการระมัดระวังผลิตภัณฑ์แฝงในอาหารสำเร็จรูป โดยคุณแม่ควรงดอาหารเหล่านี้อย่างเคร่งครัดเป็นเวลาอย่างน้อยสองถึงสี่สัปดาห์ เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอาการถ่ายเป็นมูกเลือดในทารก ในระหว่างนี้ทารกยังคงสามารถกินนมแม่ต่อไปได้ตามปกติ เนื่องจากคุณประโยชน์ของนมแม่มีสูงมาก และภูมิคุ้มกันในนมแม่ยังช่วยซ่อมแซมเยื่อบุลำไส้ที่อักเสบได้เป็นอย่างดี

การรักษาการติดเชื้อในทางเดินอาหาร

หากตรวจพบว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือจุลชีพก่อโรค แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมและปลอดภัยกับวัยของทารก พร้อมทั้งให้การรักษาประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำทดแทนทางหลอดเลือดดำในกรณีที่ทารกมีภาวะขาดน้ำ หรือการให้สารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก

การฟื้นฟูสุขภาพและการป้องกันระยะยาว

หลังจากอาการถ่ายเป็นมูกเลือดหายเป็นปกติแล้ว การดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง

  • การบันทึกอาหารของคุณแม่ (Food Diary): สำหรับคุณแม่ให้นมบุตร ควรจดบันทึกรายการอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และคัดกรองอาหารที่อาจเป็นตัวกระตุ้นอาการแพ้ของลูกได้อย่างแม่นยำ
  • การเสริมวิตามินและแร่ธาตุ: ในทารกที่ต้องงดอาหารบางกลุ่มเป็นเวลานาน แพทย์อาจพิจารณาเสริมวิตามินหรือแร่ธาตุที่จำเป็น เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร
  • การชะลอการให้อาหารเสริมตามวัย: สำหรับทารกที่ถึงเกณฑ์เริ่มอาหารเสริม (อายุหกเดือนขึ้นไป) ควรปรึกษากุมารแพทย์ในการเลือกชนิดอาหาร โดยเริ่มจากอาหารทีละชนิดและเว้นระยะเวลาในการสังเกตอาการแพ้อย่างน้อยสามถึงห้าวัน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down