อาการถ่ายเป็นมูกเลือดในเด็กเล็กและทารกถือเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่สร้างความวิตกกังวลให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่ออาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง ไม่ยอมหายขาดเสียที ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอเน้นย้ำว่าอาการถ่ายเป็นมูกเลือดไม่ใช่เรื่องปกติที่ปล่อยไว้ได้ การที่อุจจาระมีมูกปนเลือดหรือมีเลือดสดปนออกมาพร้อมมูกและอุจจาระเหลว บ่งบอกถึงการอักเสบ การติดเชื้อ หรือความผิดโครงสร้างภายในลำไส้ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างตรงจุดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของเด็กได้
ทำความเข้าใจระบบทางเดินอาหารและสาเหตุของอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง
ลำไส้ของเด็ก โดยเฉพาะในวัยทารกและเด็กเล็ก ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เยื่อบุลำไส้มีความบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น จะทำให้ผนังลำไส้อักเสบ มีเลือดออก และขับเมือกออกมาปนกับอุจจาระ สาเหตุหลักของอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังในเด็กสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มตามช่วงวัยและกลไกการเกิดโรค ดังนี้
1. การแพ้อาหาร (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis - FPIAP)
สาเหตุนี้พบบ่อยที่สุดในทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งปี มักเกิดจากการแพ้โปรตีนในนมวัวที่แม่รับประทานแล้วส่งผ่านทางน้ำนมแม่ หรือจากการดื่มนมผสมที่มีส่วนประกอบของโปรตีนนมวัว โปรตีนดังกล่าวจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ของทารก ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่งผลให้เด็กมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง แต่เด็กมักจะยังร่าเริงดี น้ำหนักตัวอาจยังเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติหากอาการไม่รุนแรง
2. การติดเชื้อทางเดินอาหาร (Infectious Enterocolitis)
การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวปรสิต หรือเชื้อไวรัสบางชนิด สามารถทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงที่เยื่อบุลำไส้ ตัวอย่างเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยได้แก่ เชื้อแบคทีเรียกลุ่มซัลโมเนลลา เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ หรือเชื้อชิเกลลา การติดเชื้อเหล่านี้มักทำให้เด็กมีอาการไข้ร่วมด้วย ปวดท้องบิดเกร็ง และอุจจาระมีมูกเลือดปน หากรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไม่ครบถ้วนหรือได้รับเชื้อที่ดื้อยา อาจทำให้อาการกลายเป็นเรื้อรังได้
3. ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)
เป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่พบได้บ่อยในเด็กอายุระหว่างหกเดือนถึงสามปี เกิดจากลำไส้ส่วนต้นเคลื่อนตัวสอดเข้าไปในลำไส้ส่วนที่อยู่ติดกัน ทำให้เกิดการอุดตันและการขาดเลือดไปเลี้ยง อาการเด่นชัดคือเด็กจะร้องกวนงอแงอย่างรุนแรงเป็นพักๆ งอขาเข้าหาหน้าอก อาเจียน และในเวลาต่อมาจะถ่ายอุจจาระออกมามีลักษณะคล้ายเจลลี่สีแดงหรือน้ำล้างเนื้อ ซึ่งเกิดจากเลือดและเมือกที่ปะปนกัน
4. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease - IBD)
แม้จะพบได้น้อยในเด็กเล็ก แต่โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น โรคโครห์นหรือโรคแผลอักเสบเรื้อรังที่ลำไส้ใหญ่ สามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กโตและวัยรุ่น โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่ทำลายเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหารของตนเอง ทำให้เกิดแผลเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด น้ำหนักลด และมีภาวะโลหิตจาง
อาการและสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากลูกน้อยมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดร่วมกับอาการอื่นๆ ดังต่อไปนี้ พ่อแม่ต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
- เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยากหรือไม่ยอมตอบสนอง
- มีไข้สูงร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กทารกอายุต่ำกว่าสามเดือน
- อาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นน้ำสีเขียวหรือมีเลือดปน
- ร้องกวนโยเยไม่หยุดจากอาการปวดท้องรุนแรง ท้องอืดตึง
- สัญญาณภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋มลึกในทารก ปัสสาวะน้อยลงมากหรือผ้าอ้อมไม่เปียกเลยนานเกินหกชั่วโมง
- ถ่ายเป็นเลือดสดปริมาณมากโดยไม่มีอุจจาระปน
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ลักษณะของอุจจาระ ระยะเวลาที่เป็น อาหารที่รับประทาน ประวัติการแพ้อาหารในครอบครัว จากนั้นจะทำการตรวจร่างกาย ประเมินภาวะขาดน้ำ และตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ได้แก่
- การตรวจวิเคราะห์อุจจาระ (Stool Examination and Culture) เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง ไข่พยาธิ หรือเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ
- การตรวจเลือดสมบูรณ์ (Complete Blood Count) เพื่อประเมินภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดและการติดเชื้อ
- การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ (Stool Occult Blood)
- การอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) ในกรณีที่สงสัยภาวะลำไส้กลืนกันหรือมีความผิดปกติทางกายวิภาคของลำไส้
- การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร (Endoscopy or Colonoscopy) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในรายที่สงสัยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
การรักษาอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ ดังนี้
ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อ พร้อมกับการให้สารน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สำหรับการดูแลที่บ้าน พ่อแม่ควรเตรียมอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย สะอาด ปรุงสุกใหม่ และงดอาหารรสจัดหรืออาหารที่อาจระคายเคืองต่อทางเดินอาหารในช่วงที่มีอาการอักเสบ
การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพลำไส้ในระยะยาว
การป้องกันอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังสามารถทำได้โดยการส่งเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหารตั้งแต่แรกเกิด ได้แก่
- สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วนอย่างน้อยหกเดือนแรก เพราะนมแม่มีสารภูมิต้านทานและช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเยื่อบุลำไส้
- ระมัดระวังในการเริ่มอาหารเสริมตามวัย โดยควรเริ่มทีละชนิด สังเกตอาการแพ้อย่างน้อยสามถึงห้าวันก่อนเปลี่ยนชนิดอาหารใหม่
- รักษาความสะอาดและสุขอนามัย ล้างมือก่อนเตรียมอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเดินอาหาร
- หลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด อาหารดิบ หรืออาหารที่มีสารปนเปื้อน
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล
- สังเกตและบันทึกสี กลิ่น และลักษณะของมูกเลือดในอุจจาระของลูกน้อย รวมถึงอาการร่วมอื่นๆ เช่น ไข้ หรืออาการปวดท้อง
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาหยุดถ่ายรับประทานเองเด็ดขาด
- รีบพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันทีเมื่อพบสัญญาณอันตราย
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการงดอาหารหรือนมที่เป็นตัวกระตุ้นการแพ้
- ดูแลให้เด็กได้รับน้ำและเกลือแร่ที่เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ