ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกน้อยถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง: ปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

อาการถ่ายเป็นมูกเลือดในเด็กทารกและเด็กเล็กถือเป็นสัญญาณเตือนภัยทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองไม่ควรนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง ไม่ยอมหายขาด หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ท้องอืด ร้องกวน งอแงผิดปกติ น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ หรือมีไข้ร่วมด้วย อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาการท้องเสียธรรมดา แต่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่อาจรุนแรง ตั้งแต่การแพ้อาหาร การติดเชื้อ ไปจนถึงโรคเรื้อรังของลำไส้ที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องจากกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร

ในทางการแพทย์ ภาวะถ่ายเป็นมูกเลือด (Bloody Stool) หมายถึง การที่มีเม็ดเลือดแดงหรือเลือดปนออกมากับอุจจาระ ร่วมกับสารคัดหลั่งจำพวกมูกที่สร้างจากผนังลำไส้เมื่อเกิดการอักเสบ การที่อาการนี้เป็นแบบเรื้อรัง (Chronic) หมายถึง อาการที่เป็นต่อเนื่องนานเกินกว่าสองสัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดูดซึมสารอาหาร การเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กโดยรวม พ่อแม่จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และแนวทางการดูแลรักษาที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังในเด็ก

การเกิดอาการถ่ายเป็นมูกเลือดในเด็กมีกลไกหลักมาจากการอักเสบ การฉีกขาด หรือการเกิดแผลที่เยื่อบุผนังลำไส้ ทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นเปราะและแตกออก ปะปนมากับอุจจาระพร้อมกับเมือกที่หลั่งออกมาเพื่อป้องกันการระคายเคือง โดยสาเหตุหลักสามารถแบ่งตามช่วงวัยและกลไกการเกิดโรคได้ดังนี้

การแพ้อาหาร (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis)

ในเด็กทารก โดยเฉพาะเด็กกินนมแม่หรือนมผงสูตรทั่วไป สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังคือ ภาวะแพโปรตีนนมวัว (Cow's Milk Protein Allergy) โปรตีนในนมวัวหรืออาหารบางชนิดที่แม่ทานผ่านทางน้ำนมสามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของทารกเกิดปฏิกิริยาการอักเสบที่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เด็กมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด โดยที่เด็กยังคงร่าเริงดี ไม่มีไข้ และน้ำหนักตัวยังเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์

การติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic Gastrointestinal Infections)

การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter), ซาลโมเนลลา (Salmonella), ชิเกลลา (Shigella) หรือการติดเชื้อปรสิตบางชนิด สามารถทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงที่ลำไส้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ตรงจุดด้วยยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เชื้อโรคเหล่านี้อาจหลบซ่อนและทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง

ความผิดโครงสร้างของลำไส้ (Structural Abnormalities)

ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) แม้ส่วนใหญ่จะมาด้วยอาการเฉียบพลันและรุนแรง แต่ในบางกรณีอาจมาด้วยอาการเรื้อรังได้ นอกจากนี้ยังมีโรคติ่งเนื้อในลำไส้ (Intestinal Polyps) หรือเส้นเลือดขอดในทางเดินอาหาร ซึ่งพบได้น้อยในเด็กเล็กแต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเลือดออกเรื้อรังได้เช่นกัน

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease - IBD)

ได้แก่ โรคโครห์น (Crohn's Disease) และโรคลำไส้อักเสบมีแผลโคลไทด์ (Ulcerative Colitis) เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่ทำลายเนื้อเยื่อลำไส้ของตนเอง แม้จะพบน้อยในเด็กเล็กแต่พบได้มากขึ้นในเด็กโตและวัยรุ่น ทำให้เกิดอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังร่วมกับอาการปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลด

อาการแสดงสำคัญและระยะของโรค

ลักษณะของอุจจาระและอาการร่วมอื่นๆ จะแตกต่างกันไปตามสาเหตุหลักของการเกิดโรค ซึ่งแพทย์สามารถใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยเบื้องต้นได้

  • ระยะเริ่มแรก: เด็กอาจมีอุจจาระนิ่มลง มีมูกใสหรือมูกขาวปนเล็กน้อย เริ่มมีอาการงอแงเวลาถ่าย ท้องอืด มีลมในท้องมาก และมีผื่นแพ้ตามผิวหนังร่วมด้วยในกรณีที่เกิดจากการแพ้อาหาร
  • ระยะลุกลามและเรื้อรัง: อุจจาระเริ่มมีเลือดสีแดงสดหรือสีคล้ำปนมากขึ้น ลักษณะเป็นมูกเลือดอย่างชัดเจน เด็กอาจเริ่มมีอาการซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักหยุดนิ่งหรือลดลง และอาจมีไข้ต่ำๆ เรื้อรัง
  • อาการทางระบบอื่นๆ: ในเด็กที่มีภาวะแพ้อาหารรุนแรง อาจพบอาการผื่นลมพิษ ผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) หรือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังร่วมกับอาการซึม อาเจียนพุ่งเป็นน้ำดี มีไข้สูง หรือร้องกวนตับตับสลับกับนิ่งเงียบเป็นพักๆ ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะลำไส้กลืนกันหรือลำไส้ทะลุ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องผ่าตัดเร่งด่วน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าอาการถ่ายเป็นมูกเลือดบางกรณีจะเป็นเรื้อรังและไม่รุนแรงในทันที แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย พ่อแม่ต้องรีบพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์ทันที:

  • มีไข้สูงเกินสามสิบแปดองศาเซลเซียส หรือซึมลง ไม่ยอมเล่น ไม่สบตา
  • ปฏิเสธการดื่มนมหรือน้ำอย่างรุนแรง มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมบุ๋มลงไปอย่างเห็นได้ชัด
  • ปัสสาวะน้อยลงมาก หรือไม่มีปัสสาวะติดต่อกันนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
  • ถ่ายเป็นเลือดสดปริมาณมาก หรืออุจจาระมีสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย
  • มีอาการปวดท้องรุนแรง เด็กงอขาเข้าหาลำตัว ร้องกวนไม่หยุดย
  • ท้องอืดแน่นแข็ง หน้าท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติอาหารที่แม่รับประทาน (กรณีให้นมแม่) ประวัติการทานนมผง และประวัติการขับถ่ายของลูก จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายและพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้

  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination and Culture): เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง ไข่พยาธิ และตรวจหาเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ
  • การตรวจเลือด (Blood Test): ตรวจหาภาวะโลหิตจาง (Anemia) ตรวจระดับการอักเสบในร่างกาย (Complete Blood Count and Inflammatory Markers) และตรวจหาภาวะภูมิแพ้เฉพาะเจาะจง (Specific IgE)
  • การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร (Endoscopy and Colonoscopy): ในกรณีที่หาสาเหตุไม่พบหรือสงสัยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาส่องกล้องเพื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังจะต้องรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การรักษาอาการแพ้อาหาร: หากเกิดจากการแพ้โปรตีนนมวัว คุณแม่ที่ให้นมบุตรจะต้องงดผลิตภัณฑ์จากนมวัว อาหารทะเล ถั่ว ไข่ และสาลี่ อย่างเคร่งครัดนานอย่างน้อยสองถึงสี่สัปดาห์เพื่อดูการตอบสนอง หากทารกทานนมผง แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนเป็นนมผงสูตรไฮสูตรเข้มข้น (Extensively Hydrolyzed Formula) หรือนมสูตรamino acid ทันที
  • การรักษาการติดเชื้อ: หากผลตรวจอุจจาระพบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตราย แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่มีความจำเพาะเจาะจง ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเด็ดขาด
  • การรักษาตามอาการ: แพทย์อาจพิจารณาให้เกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และยาลดการบีบตัวของลำไส้ในกรณีที่จำเป็น รวมถึงการให้ยาเคลือบกระเพาะและลำไส้
คำแนะนำจากคุณหมอ: การปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อรักษาภาวะแพ้โปรตีนนมวัวจำเป็นต้องใช้ความอดทน เนื่องจากโปรตีนบางชนิดใช้เวลาขับออกจากร่างกายและลำไส้ของทารกนานถึงสองสัปดาห์ อาการถ่ายเป็นมูกเลือดจึงอาจยังไม่หายขาดในทันทีที่งดอาหาร พ่อแม่ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและมาพบแพทย์ตามนัดหมายสม่ำเสมอ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่มีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด มีข้อปฏิบัติที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย:

  • ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะให้เด็กทานเอง: การใช้ยาหยุดถ่ายในเด็กที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในลำไส้และเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีข้อบ่งชี้จะทำให้เชื้อดื้อยาและลำไส้เสียสมดุล
  • ห้ามเปลี่ยนนมเองตามอำเภอใจ: การเปลี่ยนสูตรนมบ่อยเกินไปอาจทำให้ลำไส้ของเด็กเกิดการระคายเคืองมากขึ้น ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อเลือกสูตรนมที่เหมาะสมที่สุด
  • ห้ามละเลยการจดบันทึกอาการ: ควรถ่ายรูปหรือเก็บบันทึกสีและลักษณะอุจจาระ รวมถึงจดรายการอาหารที่เด็กและแม่รับประทานในแต่ละวัน เพื่อให้แพทย์ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยที่แม่นยำ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้ลูกน้อยกลับมามีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังซ้ำ สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางเวชปฏิบัติ:

  • ส่งเสริมการเลี้ยงด้วยนมแม่: นมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่ดีที่สุด ช่วยพัฒนาระบบทางเดินอาหารของทารกให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการแพ้อาหารและการติดเชื้อ
  • การเริ่มอาหารเสริมตามวัยที่ถูกต้อง: ควรเริ่มอาหารตามวัย (Weaning Foods) เมื่อทารกอายุครบหกเดือน โดยเริ่มทีละชนิด ทีละน้อย และสังเกตอาการแพ้เป็นเวลาสามถึงห้าวันก่อนจะเพิ่มอาหารชนิดใหม่
  • รักษาสุขอนามัยที่ดี: ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการล้างทำความสะอาดขวดนมและอุปกรณ์ของใช้เด็กด้วยความร้อนอย่างสม่ำเสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตลักษณะอุจจาระของลูกอย่างละเอียด ถ่ายภาพเก็บไว้ให้แพทย์ดูหากจำเป็น
  • หากลูกมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดนานเกินสองวัน หรือมีอาการเรื้อรังร่วมกับน้ำหนักไม่ขึ้น ต้องพาไปพบกุมารแพทย์
  • กรณีสงสัยการแพ้อาหาร ให้งดอาหารกลุ่มเสี่ยงตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาหยุดถ่ายให้เด็กทานเองโดยเด็ดขาด
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และมาตรวจติดตามอาการตามนัดอย่างเคร่งครัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down