ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทารกถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง: สัญญาณเตือนที่พ่อแม่นิ่งนอนใจไม่ได้

อาการถ่ายเป็นมูกเลือดในทารกถือเป็นภาวะผิดปกติทางการแพทย์ที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของทารกยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโตและมีความเปราะบางสูงมาก เมื่อทารกถ่ายอุจจาระปนเลือดหรือมีมูกปนออกมาเรื้อรัง ย่อมบ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในเยื่อบุลำไส้ ซึ่งอาจมีตั้งแต่โรคที่ไม่รุนแรงและรักษาได้ ไปจนถึงภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน การแยกแยะความต่างระหว่างโรคสำคัญสองกลุ่ม ได้แก่ โรคลำไส้กลืนกัน และภาวะแพ้นมวัว จึงเป็นทักษะและความรู้ทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกุมารแพทย์และผู้ปกครองในการช่วยชีวิตและรักษาชีวิตของเด็กทารกเอาไว้ให้ทันท่วงที

กลไกการเกิดโรคและความแตกต่างที่สำคัญระหว่างโรคลำไส้กลืนกันและแพ้นมวัว

การเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าเหตุใดทารกจึงแสดงอาการถ่ายเป็นมูกเลือดออกมา โดยทั้งสองโรคมีกลไกทางพยาธิสภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception)

โรคลำไส้กลืนกันเป็นภาวะฉุกเฉินในเด็กเล็ก โดยมักพบในช่วงอายุตั้งแต่สามเดือนถึงสามปี เกิดจากภาวะที่ลำไส้ส่วนต้นเคลื่อนตัวสอดเข้าไปในส่วนที่อยู่ติดกัน คล้ายกับการหุบของร่มหรือกล้องส่องทางไกล เมื่อลำไส้เกิดการซ้อนทับกันจะทำให้เกิดการกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงผนังลำไส้ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดเลือด บวมอักเสบ และเนื้อเยื่อลำไส้เริ่มตายในที่สุด การที่เยื่อบุลำไส้ขาดเลือดและหลุดลอกออกมาผสมกับเมือกและเลือด ทำให้ทารกถ่ายอุจจาระออกมามีลักษณะคล้ายเจลลี่ลูกเกดหรือแยมสตอเบอร์รี่ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญมากของโรคนี้

ภาวะแพ้นมวัว (Cow's Milk Protein Allergy - CMPA)

ในทางตรงกันข้าม ภาวะแพ้นมวัวเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนในนมวัวที่ผิดปกติ โปรตีนแปลกปลอมเหล่านี้จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินอาหารของทารก ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่เยื่อบุลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Allergic Colitis) การอักเสบเรื้อรังนี้ทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวเยื่อบุลำไส้เปราะบางและแตกง่าย ส่งผลให้มีเลือดออกซึมปนออกมากับอุจจาระที่มีมูกใสหรือมูกเหนียวเคลือบอยู่ โดยที่เด็กมักไม่มีอาการลำไส้อุดตันเฉียบพลันเหมือนโรคลำไส้กลืนกัน

อาการแสดงและแนวทางการสังเกตความต่างทางคลินิก

การแยกแยะความต่างทารกถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังระหว่างสองโรคนี้ จำเป็นต้องอาศัยการสังเกตลักษณะอาการร่วมอย่างละเอียดรอบคอบ

  • ลักษณะอาการของโรคลำไส้กลืนกัน: ทารกมักมีอาการปวดท้องรุนแรงแบบกะทันหัน ร้องกวน งอขาเข้าหาลำตัวอย่างรุนแรงเป็นพักๆ แล้วนิ่งไปสลับกัน อาเจียนพุ่งบ่อยครั้ง (มักมีน้ำย่อยหรือน้ำดีปน) และในระยะต่อมาจะถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดสดหรือลักษณะคล้ายเจลลี่ลูกเกด ทารกจะมีอาการอ่อนเพลีย ซึมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสูญเสียน้ำและเกลือแร่
  • ลักษณะอาการของภาวะแพ้นมวัว: ทารกมักมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังมาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ แต่อารมณ์และสุขภาพโดยรวมยังดูสดใสดี ร่าเริงได้ระหว่างมื้อนม อาจมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น แหวะนมบ่อย ท้องอืด ผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบ (Eczema) หรือมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามชะล่าใจเด็ดขาดหากทารกถ่ายเป็นมูกเลือดร่วมกับการร้องกวนรุนแรงเป็นพักๆ และอาเจียนพุ่ง เพราะอาจเป็นนาทีชีวิตของโรคลำไส้กลืนกันที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อป้องกันลำไส้เน่าตายและภาวะช็อก

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน

เมื่อพบว่าทารกมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด ผู้ปกครองต้องคอยสังเกตอาการเตือนวิกฤตที่ต้องรีบนำตัวส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลทันที ได้แก่

  • อาการร้องกวน งอตัว ร้องไห้จ้าไม่ยอมหยุดจากอาการปวดท้องรุนแรงเป็นพักๆ
  • อาการซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนม หรืออาเจียนพุ่งทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือนม
  • คลำพบก้อนเนื้อลักษณะคล้ายไส้กรอกบริเวณช่องท้องส่วนบนหรือขวา
  • มีไข้ร่วมด้วย หรือมีภาวะขาดน้ำ เช่น กระหม่อมบุ๋ม ตาโหล ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะนานเกินหชม
  • ผิวหนังซีด เย็น หรือมีอาการช็อกจากการสูญเสียเลือดและน้ำในช่องท้อง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อแยกโรคให้แม่นยำที่สุด เนื่องจากแนวทางการรักษาของทั้งสองโรคแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามลักษณะอุจจาระ ระยะเวลาที่เป็น อาหารที่ทารกได้รับ และทำการตรวจคลำช่องท้องอย่างละเอียดเพื่อหาก้อนเนื้อผิดปกติ
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: ในกรณีสงสัยโรคลำไส้กลืนกัน แพทย์อาจพิจารณาทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) ซึ่งมีความแม่นยำสูงมากในการตรวจพบลักษณะลำไส้ซ้อนกัน หรือการทำเอ็กซเรย์สวนแป้งแบเรียมหรือลม (Air/Barium Enema) ซึ่งนอกจากใช้ช่วยวินิจฉัยแล้วยังสามารถใช้รักษาเพื่อดันลำไส้ให้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้ในบางราย
  • การตรวจอุจจาระ: ตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเชื้อโรค เพื่อแยกโรคติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารออกไป

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์

การรักษาจะขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัยโรคที่แน่ชัดโดยกุมารแพทย์เฉพาะทาง

  • การรักษาโรคลำไส้กลืนกัน: ถือเป็นภาวะเร่งด่วน หากมาพบแพทย์เร็วและยังไม่มีภาวะลำไส้ทะลุ แพทย์อาจใช้วิธีดันลำไส้ด้วยลมหรือสวนแป้งแบเรียมผ่านทางทวารหนัก แต่หากไม่สำเร็จหรือมีภาวะลำไส้ขาดเลือดเน่าตายแล้ว จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องโดยศัลยแพทย์เด็กเพื่อตัดลำไส้ส่วนที่เน่าออกทันที
  • การรักษาภาวะแพ้นมวัว: แนวทางหลักคือการงดโปรตีนนมวัวอย่างเด็ดขาด หากทารกกินนมแม่ คุณแม่ต้องงดผลิตภัณฑ์จากนมวัวและอาหารที่อาจมีส่วนผสมของนมวัวในอาหารของตนเองทั้งหมด หากทารกกินนมผง กุมารแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนเป็นสูตรนมผงสูตรโปรตีนย่อยอย่างละเอียด (Extensively Hydrolyzed Formula) หรือนมสูตรกรดอะมิโน (Amino Acid-Based Formula) ร่วมกับการรักษาตามอาการจนกว่าลำไส้จะคืนสู่สภาพปกติ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การแยกแยะอาการถ่ายเป็นมูกเลือดระหว่างโรคลำไส้กลืนกันและแพ้นมวัว อาศัยความเร็วในการเกิดอาการเป็นสำคัญ โรคลำไส้กลืนกันจะเกิดขึ้นเฉียบพลัน รุนแรง และเด็กปวดท้องมาก ขณะที่แพ้นมวัวจะเรื้อรังและเด็กยังมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี การสังเกตพฤติกรรมของลูกน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารก ผู้ปกครองพึงระปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้อย่างเคร่งครัด

  • ห้ามซื้อยาหยุดถ่าย ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้ปวดท้องมาให้ทารกรับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นและปิดบังอาการสำคัญที่แพทย์ต้องประเมิน
  • ห้ามทำการสวนทวารให้เด็กเองที่บ้าน เนื่องจากอาจทำให้ลำไส้ที่อักเสบหรือกำลังกลืนกันอยู่ทะลุได้ง่าย
  • ห้ามละเลยอาการร้องกวนผิดปกติโดยคิดว่าเป็นเพียงอาการโคลิกธรรมดา หากมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดร่วมด้วยต้องนึกถึงความผิดปกติในทางเดินอาหารเสมอ

วิธีการป้องกันและการดูแลโภชนาการระยะยาว

การป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการดูแลสุขภาพทางเดินอาหารของทารกสามารถทำได้โดยการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียวๆ อย่างน้อยหกเดือนแรก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแพ้นมวัวและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในกรณีที่ทารกได้รับการวินิจฉัยว่าแพ้นมวัว การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้เยื่อบุลำไส้ฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down