ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภัยเงียบจากสัตว์มีพิษและสัตว์กัดช่วงน้ำท่วมที่พ่อแม่ต้องระวัง

สถานการณ์อุทกภัยหรือน้ำท่วมขัง นอกจากปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจและโรคทางเดินอาหารแล้ว อีกหนึ่งภัยเงียบที่อันตรายไม่แพ้กันคือการบาดเจ็บจากสัตว์มีพิษและสัตว์นานาชนิดที่ถูกน้ำท่วมซัดจนต้องอพยพหนีตายขึ้นมาอาศัยอยู่ตามบ้านเรือนร่วมกับมนุษย์ เด็กเล็กซึ่งมีความอยากรู้อยากเห็น ขาดความระมัดระวัง และมีความสูงใกล้เคียงกับระดับพื้นดิน จึงตกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในการถูกกัดหรือทำร้ายจากสัตว์เหล่านี้

การเข้าใจกลไกการเกิดโรค ลักษณะของแผลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง ตลอดจนการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นความรู้ช่วยชีวิตที่ผู้ปกครองทุกคนต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันความพิการหรืออันตรายถึงชีวิตที่อาจเกิดขึ้นกับบุตรหลาน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อเด็กถูกสัตว์กัดหรือสัตว์มีพิษทำร้าย

เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม สัตว์บกและสัตว์เลื้อยคลานจำนวนมากสูญเสียที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและต้องอพยพขึ้นสู่ที่สูง สัตว์มีพิษหลายชนิด เช่น งูพิษ แมงป่อง ตะขาบ รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างสุนัข แมว และสัตว์ฟันแทะ จึงเข้ามาหลบซ่อนตามกองผ้า มุมมืด รองเท้า หรือเครื่องเรือนภายในบ้าน การที่เด็กไปสัมผัส หยิบจับ หรือเหยียบโดนโดยไม่รู้ตัว ทำให้สัตว์เกิดความตกใจและป้องกันตัวด้วยการกัดหรือต่อย

ประเภทของแผลและเชื้อโรคที่มากับสัตว์

  • แผลจากการถูกสุนัขและแมวข่วนหรือกัด: ช่องปากของสัตว์เหล่านี้เต็มไปด้วยแบคทีเรียหลากหลายชนิด เช่น แพสเจอร์เรลลา (Pasteurella multocida) สตาฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) ซึ่งสามารถทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • แผลจากสัตว์กัดในช่วงน้ำท่วมขัง: น้ำที่ท่วมขังมักปนเปื้อนเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย และสิ่งปฏิกูลจำนวนมาก เมื่อเกิดบาดแผลขึ้น น้ำสกปรกเหล่านี้จะไหลเข้าสู่บาดแผลโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงและโรคฉี่หนู (Leptospirosis)
  • พิษจากสัตว์มีพิษ: งูพิษ (เช่น งูเห่า งูจะงาด งูกะปะ) จะปล่อยพิษทำลายเนื้อเยื่อ พิษต่อระบบประสาท หรือพิษต่อระบบการแข็งตัวของเลือด ส่วนแมงป่องและตะขาบจะปล่อยสารพิษที่ทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง บวมแดง และอาจแพ้รุนแรงได้ในเด็กเล็ก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: บาดแผลจากสัตว์กัดในเด็กมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และลักษณะแผลมักเป็นแผลเขี้ยวลึกที่ทำความสะอาดได้ยาก การปล่อยทิ้งไว้หรือรักษาเบื้องต้นไม่ถูกวิธีอาจนำไปสู่ภาวะเนื้อตาย การติดเชื้อในกระแสเลือด หรืออันตรายถึงชีวิต

ลักษณะแผลแบบไหนที่เสี่ยงติดเชื้อรุนแรงและต้องระวังเป็นพิเศษ

ไม่ใช่ทุกแผลจะมีระดับความรุนแรงเท่ากัน แพทย์และกุมารแพทย์จะประเมินความเสี่ยงจากลักษณะทางกายภาพของบาดแผล ดังนี้

  • แผลลึกหรือแผลเขี้ยว (Puncture Wounds): เกิดจากเขี้ยวงูหรือเขี้ยวของสัตว์เลี้ยง แผลลักษณะนี้ปากแผลจะแคบและปิดเร็ว แต่เชื้อโรคถูกดันลงไปลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรือเยื่อหุ้มกระดูก ทำให้ออกซิเจนเข้าไม่ถึง และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้อากาศเข้าข่ายอันตราย
  • แผลฉีกขาดขนาดใหญ่ (Lacerations and Avulsions): เกิดจากการถูกสุนัขตัวใหญ่กัดกระชาก ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายมาก มีเลือดออกมาก และมีโอกาสที่สิ่งสกปรก ดิน หรือโคลนจากน้ำท่วมจะเข้าไปฝังตัวอยู่ภายในแผล
  • แผลที่บริเวณใบหน้า มือ เท้า หรือข้อต่อ: มือและเท้ามีเส้นประสาท หลอดเลือด และเอ็นอยู่ตื้น การติดเชื้อบริเวณนี้ลุกลามได้รวดเร็วและอาจทำให้สูญเสียการทำงานของอวัยวะ ส่วนแผลที่ใบหน้ามีความเสี่ยงเรื่องแผลเป็นและความสวยงาม
  • แผลในเด็กที่มีโรคประจำตัว: เด็กที่เป็นโรคเบาหวาน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคไต จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการติดเชื้อลุกลามอย่างรวดเร็ว

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

หากเด็กถูกสัตว์กัดหรือสัตว์มีพิษทำร้าย ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนด:

  • มีไข้สูงหนาวสั่น หรือตัวร้อนจัดร่วมกับซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  • แผลมีอาการบวม แดง ร้อน และรอยแดงลุกลามขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • มีหนองไหลออกจากแผล หรือมีกลิ่นเหม็นเน่าบริเวณบาดแผล
  • อาการปวดแผลทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะได้รับยาแก้ปวดแล้ว
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น หนังตาตก พูดไม่ชัด กลืนลำบาก หายใจลำบาก (กรณีโดนงูพิษหรือสัตว์มีพิษ)
  • มีเลือดออกผิดปกติ มีจุดจ้ำเลือดตามตัว ปัสสาวะเป็นเลือด
  • เด็กอาเจียนมาก หายใจหอบเหนื่อย ตัวลาย หรือมีผื่นลมพิษกระจายทั่วตัวซึ่งบ่งบอกถึงภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis)
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในกรณีที่ถูกงูพิษกัด ห้ามกรีดแผล ห้ามใช้ปากดูดพิษ และห้ามขันชะนอง (Tourniquet) แน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดเลือดและเน่าตายได้เร็วขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือจัดให้เด็กอยู่นิ่งที่สุด ประคองอวัยวะส่วนที่ถูกกัดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าหัวใจ และรีบนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที พร้อมจดจำลักษณะของงูหากทำได้

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องเมื่อเด็กโดนสัตว์กัด

การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องในนาทีแรกๆ สามารถลดปริมาณเชื้อโรคและลดความรุนแรงของการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนดังนี้

  • ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดและสบู่: ให้รีบใช้น้ำสะอาดเปิดไหลผ่านบาดแผลแรงๆ เป็นเวลาอย่างน้อยสิบถึงสิบห้าส นาที เพื่อชะล้างสิ่งสกปรก น้ำลายสัตว์ และเชื้อโรคออก ร่วมกับการฟอกสบู่เบาๆ บริเวณรอบแผล (หลีกเลี่ยงการถูแรงๆ ในแผลลึก)
  • ทายาฆ่าเชื้อโรค: หลังจากล้างแผลและซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด สามารถทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-iodine) เพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียเบื้องต้น
  • ห้ามเลือด: หากมีเลือดออก ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซกด ับแผลโดยตรงเพื่อห้ามเลือด
  • ปิดแผลด้วยผ้าสะอาด: ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและน้ำท่วมเข้าซ้ำ
  • รีบนำส่งแพทย์: พาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินความจำเป็นในการฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies vaccine) วัคซีนบาดทะยัก (Tetanus toxoid) และการพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ป้องกันการติดเชื้อ

การวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับชนิดของสัตว์ สถานที่และเวลาที่เกิดเหตุ รวมถึงประวัติการรับวัคซีนของเด็ก การตรวจร่างกายจะประเมินความลึกและขอบเขตของบาดแผล

แนวทางการรักษาประกอบด้วย:

  • การทำความสะอาดแผลเชิงลึก (Debridement): แพทย์อาจทำการล้างแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะทางในห้องฉุกเฉิน ตัดเนื้อเยื่อที่ตายหรือสกปรกออก และอาจพิจารณาไม่เย็บปิดแผลทันทีหากเป็นแผลลึกหรือแผลสุนัขกัด เพื่อป้องกันการกักเก็บเชื้อโรคไว้ภายใน
  • การให้ยาปฏิชีวนะ: แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดกินหรือชนิดฉีดครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียที่มักพบในช่องปากของสัตว์และในน้ำท่วม โดยต้องรับประทานให้ครบตามแพทย์สั่งแม้แผลจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและบาดทะยัก: หากเด็กไม่เคยได้รับวัคซีน หรือเลยกำหนดกระตุ้น แพทย์จะให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและอิมมูโนโกลบูลิน (Rabies Immunoglobulin) รวมถึงวัคซีนบาดทะยักตามความเหมาะสม
  • การให้เซรุ่มแก้พิษงู: ในกรณีที่ถูกงูพิษกัดและมีอาการแสดงทางพิษวิทยา แพทย์จะให้เซรุ่มแก้พิษงู (Antivenom) ชนิดที่จำเพาะเจาะจงกับชนิดของงู

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่โดนสัตว์กัด มีข้อปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่เคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อกินเอง: การใช้ยาไม่ตรงกับชนิดของเชื้ออาจทำให้เชื้อดื้อยาและโรคมีความรุนแรงมากขึ้น
  • ห้ามพอกแผลด้วยสมุนไพร ดินพอก ยาสีฟัน หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน: สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อ แต่กลับเป็นการเพิ่มสิ่งแปลกปลอมและแบคทีเรียเข้าสู่บาดแผล ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อลุกลามรุนแรง
  • ห้ามใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสแอย์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือแอสไพริน (Aspirin) ทันที: โดยเฉพาะในภาวะที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้แน่ชัด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมีผลกระทบต่อการทำงานของเกล็ดเลือดและไต หากเด็กมีไข้หรือปวดแผล ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) เท่านั้น
  • ห้ามละเลยการติดตามอาการ: แม้แผลภายนอกจะดูแห้งดีแล้ว แต่ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการบวมแดงและไข้ร่วมด้วยอย่างน้อยเจ็ดถึงสิบวัน

วิธีการป้องกันและการเตรียมความพร้อมในช่วงน้ำท่วม

การป้องกันไม่ให้เด็กถูกสัตว์กัดหรือสัตว์มีพิษทำร้ายในช่วงน้ำท่วม เป็นมาตรการที่ดีที่สุดที่ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติได้

  • จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย: ยกสิ่งของขึ้นที่สูง ปิดช่องทางที่สัตว์จะเลื้อยหรือวิ่งเข้ามาในบ้าน เก็บกวาดบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมมืดอับชื้นที่เป็นแหล่งหลบซ่อนของสัตว์
  • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วม ควรให้เด็กสวมรองเท้าบูทกันน้ำยางสูง และผู้ปกครองควรใช้ไม้เคาะนำทางเพื่อไล่สัตว์มีพิษที่อาจซ่อนอยู่
  • ตรวจสอบเสื้อผ้าและรองเท้าก่อนสวมใส่: ก่อนให้เด็กสวมรองเท้าหรือหยิบเสื้อผ้าที่ตากไว้หรือวางไว้ใกล้พื้น ควรเคาะและตรวจสอบด้านในให้แน่ใจว่าไม่มีสัตว์มีพิษซ่อนอยู่
  • ระมัดระวังการเล่นน้ำท่วม: ห้ามปล่อยให้เด็กเล่นน้ำท่วมขังตามลำพัง เนื่องจากนอกจากเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางน้ำแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกสัตว์มีพิษกัดโดยมองไม่เห็น
  • สร้างภูมิคุ้มกันโรค: พาเด็กไปรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดเวลาของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะวัคซีนบาดทะยัก

บทสรุปสำหรับผู้ปกครอง

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับทุกครอบครัว ความปลอดภัยของเด็กๆ คือสิ่งสำคัญที่สุด การรู้เท่าทันอันตรายจากสัตว์กัดและสัตว์มีพิษ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทันที ตลอดจนการสังเกตสัญญาณอันตรายและการรีบนำส่งแพทย์อย่างรวดเร็ว จะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และช่วยปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้อย่างมั่นใจ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down