โรคมือเท้าปากภัยใกล้ตัวเด็กเล็กที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) ที่พบบ่อยมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่าห้าปี ทารก และเด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล แม้ว่าในกรณีส่วนใหญ่โรคนี้จะสามารถหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่ในบางสายพันธุ์ เช่น เอนเทอโรไวรัสเซเว่นตี้ไนน์ (Enterovirus 71 หรือ EV71) อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและหัวใจที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการแสดง และแนวทางการพยาบาลที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องลูกรัก
สาเหตุและกลไกการติดต่อของโรค
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมือเท้าปาก ได้แก่ คอกกีย์ไวรัสเอ (Coxsackievirus A) โดยเฉพาะสายพันธุ์เอเทนที (A16) และเอนเทอโรไวรัสเซเว่นตี้ไนน์ (EV71) เชื้อเหล่านี้ติดต่อได้ง่ายผ่านทางระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ โดยมีช่องทางการแพร่กระจายดังนี้
- การสัมผัสโดยตรงกับสาร secretions จากร่างกายผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพอง หรืออุจจาระ
- การสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่น หรือพื้นผิวที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัส
- การไอหรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด
ระยะฟักตัวของโรคโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณสามถึงเจ็ดวันหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีอาการ และเชื้อยังคงขับออกมาทางอุจจาระได้นานหลายสัปดาห์หลังหายป่วยแล้ว
อาการแสดงและลำดับพัฒนาการของโรค
อาการของโรคมือเท้าปากมักจะเริ่มต้นด้วยสัญญาณเตือนทั่วไป ก่อนที่จะแสดงอาการจำเพาะตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็นระยะตามลำดับดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: เด็กจะมีไข้ต่ำถึงไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ และอาจมีอาการซึมเล็กน้อย
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: หลังจากมีไข้ประมาณหนึ่งถึงสองวัน จะเริ่มมีแผลในปากซึ่งมักจะพบบริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก และลิ้น ทำให้เด็กเจ็บปากและปฏิเสธการดื่มนมหรืออาหาร ต่อมาจะมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจลามไปที่บริเวณก้นหรือหัวเข่า
- ระยะฟื้นตัว: อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงภายในสามถึงเจ็ดวัน แผลในปากและตุ่มน้ำที่ผิวหนังจะเริ่มแห้งและตกสะเก็ด โดยตุ่มน้ำจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
แม้โรคมือเท้าปากส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด หากพบบุตรหลานมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะสมองอักเสบหรือก้านสมองอักเสบ
- ไข้สูงมากต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่ลดไปแล้ว
- ซึมมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัว ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการซึมสลับกับกระสับกระส่าย
- อาเจียนพุ่งบ่อยครั้ง กินหรือดื่มอะไรไม่ได้เลย
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หอบจนอกบุ๋ม หรือมีอาการตัวเขียว
- มีอาการสะดุ้งผวาอย่างรุนแรง ผวาบ่อยขณะนอนหลับ หรือมีอาการชัก
- แขนขาอ่อนแรง เดินเซ หรือทรงตัวไม่ได้
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
กุมารแพทย์จะวินิจฉัยโรคมือเท้าปากเป็นหลักจากประวัติการเจ็บป่วยและการตรวจร่างกาย โดยพิจารณาจากลักษณะแผลในปากร่วมกับตุ่มน้ำที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจนหรือมีการระบาดในวงกว้าง แพทย์อาจพิจารณาเก็บตัวอย่างเชื้อจากลำคอ อุจจาระ หรือน้ำจากตุ่มพองส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) เพื่อยืนยันสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะเมื่อสงสัยเชื้อกลุ่ม EV71
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้าน
การรักษาโรคมือเท้าปากเป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug ที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยตรง แนวทางการดูแลที่บ้านประกอบด้วย
- การควบคุมไข้: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) และเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นเพื่อความสบายตัว
- การจัดการแผลในปาก: เนื่องจากเด็กเจ็บแผลในปาก ให้เน้นอาหารอ่อนนุ่มที่มีรสจืด เย็น เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต นมแช่เย็น หรือโจ๊กอุ่นๆ เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดขณะกลืน
- การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ให้จิบน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือนมบ่อยๆ หากเด็กไม่ยอมดื่มน้ำเลยเพราะเจ็บแผล แพทย์อาจพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
การป้องกันโรคมือเท้าปากที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม
- ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสร่วมกันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก