ทำไมต้องการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ในเด็ก
ในยุคปัจจุบันที่โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว การปกป้องสุขภาพของเด็กๆ จึงเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรกของพ่อแม่และผู้ปกครอง โรคหัด (Measles) และโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ถือเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงและอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ การได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ในเด็กตามกำหนดจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความรุนแรงของโรค ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และสร้างเสริมสุขภาพระยะยาวให้แก่เด็ก
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหัดและไข้หวัดใหญ่
การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกการก่อโรคของไวรัสทั้งสองชนิดจะช่วยให้พ่อแม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ในเด็กมากยิ่งขึ้น
เชื้อก่อโรคและการติดต่อของโรคหัด
โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Paramyxovirus ซึ่งติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อไวรัสเข้าไปโดยตรง เชื้อนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายสูงมาก หากเด็กไม่เคยได้รับวัคซีนและสัมผัสกับผู้ป่วย โอกาสติดเชื้อมีสูงถึงร้อยละเก้าสิบ ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ก่อนจะเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ส่งผลให้เกิดผื่นแดงกระจายทั่วตัวและมีการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ
เชื้อก่อโรคและการติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่
โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza Virus ชนิดเอ บี และซี ซึ่งมีการกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เชื้อติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือเข้าปากหรือจมูก ไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวม และมีเสมหะจำนวนมาก
อาการและสัญญาณอันตรายของโรคหัดและไข้หวัดใหญ่
อาการของโรคทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันในระยะเริ่มต้น แต่สามารถลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง
อาการของโรคหัดตามระยะเวลา
โรคหัดมีระยะฟักตัวประมาณสิบถึงสิบสองวัน โดยแบ่งออกเป็นระยะ ดังนี้
- ระยะแรกเริ่ม (Prodromal Phase): มีไข้สูง ไอมาก ตาแดง มีน้ำมูก และมักพบจุดคอปลิก (Koplik Spots) ซึ่งเป็นจุดขาวๆ เล็กๆ บริเวณกระพุ้งแก้มด้านใน
- ระยะออกผื่น (Rash Phase): ไข้จะยังคงสูงต่อเนื่อง จากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดงนูนขึ้นที่บริเวณไรผม หลังใบหู แล้วลามลงมาที่ใบหน้า ลำตัว แขน และขา
- ระยะฟื้นตัว: ไข้จะเริ่มลดลง ผื่นจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำลงและลอกออกเป็นขุย พร้อมทั้งทิ้งรอยดำไว้ชั่วคราว
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่
เด็กที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะมีอาการไข้สูงฉับพลัน ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียอย่างมาก ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอแห้ง และมีน้ำมูก ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
- ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ยอมลดแม้ว่าจะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
- เด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนอกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
- มีอาการชักจากไข้สูง หรือเกร็งกระตุก
- ภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อเด็กมีอาการน่าสงสัย กุมารแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการได้รับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และตรวจดูลักษณะของผื่น หรือรอยโรคในช่องปาก
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ในกรณีโรคไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจใช้ชุดตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยการป้ายจมูก (Rapid Influenza Diagnostic Test) ส่วนโรคหัดอาจมีการตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อไวรัสหัด
- การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ: เช่น การเอกซเรย์ปอด ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อน
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้าน
การรักษาโรคเกิดจากไวรัสส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรค
- การลดไข้และการเช็ดตัว: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดเช็ดตามตัวเพื่อระบายความร้อน และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
- การชดเชยน้ำและเกลือแร่: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด นม หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การพักผ่อนและการโภชนาการ: จัดให้เด็กนอนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ
ตารางวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ในเด็ก (อัปเดตล่าสุด)
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ในเด็กตามตารางกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูง
ตารางวัคซีนป้องกันโรคหัด (MMR Vaccine)
วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) มีกำหนดการฉีดจำนวนสองเข็ม ได้แก่:
เข็มที่ 1: ฉีดเมื่อเด็กมีอายุครบ 9 เดือน ถึง 12 เดือน
เข็มที่ 2: ฉีดเมื่อเด็กมีอายุ 2 ปีครึ่ง ถึง 4 ปี (เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นและอยู่ได้นาน)
ตารางวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine)
วัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา
เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 8 ปี ที่รับวัคซีนครั้งแรก: ต้องฉีดจำนวน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์ และหลังจากนั้นฉีดปีละ 1 เข็ม
เด็กอายุ 9 ปีขึ้นไป: ฉีดปีละ 1 เข็มเป็นประจำทุกปี
ทารกอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป: ควรเริ่มรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่โดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันโรคแทรก้อนทางเดินหายใจ
สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
วัคซีนป้องกันโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ในเด็กไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องลูกรักจากโรคติดเชื้อที่รุนแรง พ่อแม่ควรตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพของบุตรหลาน และพาไปรับวัคซีนตรงตามนัดหมายทุกครั้ง ควบคู่ไปกับการฝึกสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่เสี่ยงในช่วงที่มีการแพร่ระบาด