ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

กังวลใจเมื่อลูกป่วย: ทำความเข้าใจโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็ก

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หนึ่งในคำถามและความกังวลใจสูงสุดที่พบได้บ่อยจากคุณพ่อคุณแม่คือ เมื่อลูกรักมีอาการป่วยเรื้อรัง มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย หรือมีรอยช้ำตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ความกังวลว่าลูกเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันหรือไม่ มักจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับครอบครัว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (Acute Leukemia) ถือเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงอายุสองถึงห้าปี แม้จะเป็นโรคที่มีความรุนแรงและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน อัตรารอดชีวิตและการหายขาดจากโรคนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้องตามหลักการแพทย์

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน หรือที่มักได้ยินกันในชื่อ ลูคีเมีย (Leukemia) เกิดจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอในเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cells) ในไขกระดูก ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อน (Blasts) มีการเจริญเติบโตผิดปกติ แบ่งตัวอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไปสะสมและเบียดเบียนพื้นที่ในไขกระดูก ส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวปกติ และเกล็ดเลือดได้อย่างเพียงพอ

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดการกลายพันธุ์นี้ในเด็กส่วนใหญ่ได้ แต่ทางการแพทย์พบว่ามีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น ปัจจัยทางพันธุกรรม ความผิดปกติของโครโมโซม (เช่น โรคดาวน์ซ síndrome) การได้รับรังสีปริมาณสูงในอดีต หรือการสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น เบนซีน อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อและไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อจากภายนอกแต่อย่างใด

อาการเตือนและสัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม

การสังเกตอาการผิดปกติในเด็กเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาการในระยะแรกมักมีความคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อทั่วไปในเด็ก ทำให้บางครั้งอาจได้รับการวินิจฉัยล่าช้า อาการและสัญญาณอันตรายที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดประกอบด้วย:

  • อาการซีดและอ่อนเพลีย: เกิดจากการที่ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง ทำให้เด็กมีภาวะโลหิตจาง เด็กจะดูหน้าซีดเซียว ริมฝีปากและเล็บซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการวิ่งเล่นเหมือนปกติ หงุดหงิดง่าย
  • มีไข้ต่ำๆ เรื้อรัง หรือติดเชื้อบ่อย: เกิดจากการขาดแคลนเม็ดเลือดขาวปกติที่มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค เด็กมักมีไข้ต่ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีไข้สูงจากการติดเชื้อแทรกแซงที่รักษาไม่หายขาดเสียที
  • จุดเลือดออกตามตัว รอยช้ำ และเลือดออกง่าย: เกิดจากการที่เกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด สังเกตได้จากการมีจุดแดงเล็กๆ คล้ายรอยเข็มหมุด (Petechiae) ตามผิวหนัง มีรอยฟกช้ำตามตัวโดยไม่ได้ไปกระแทกกับอะไร หรือมีเลือดกำเดาไหลบ่อย เลือดออกตามไรฟันโดยไม่มีสาเหตุ
  • ปวดกระดูกหรือข้อ: เด็กอาจบ่นปวดตามแขน ขา หรือข้อต่อ เนื่องจากเซลล์มะเร็งไปสะสมแน่นอยู่ในโพรงไขกระดูก ทำให้เด็กบางคนเดินกะโผลกะกเผลก
  • ต่อมน้ำเหลืองโต ตับโต หรือม้ามโต: อาจคลำพสบก้อนนิ่มๆ ที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ หรือรู้สึกว่าท้องป่องขึ้นจากการที่ตับและม้ามโตขึ้นเนื่องจากการทำงานหนักในการกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีอาการซีดร่วมกับมีจุดเลือดออกหรือรอยฟกช้ำตามตัวโดยไม่มีประวัติการกระแทกชัดเจน รวมถึงมีไข้ต่ำเรื้อรังนานเกินสองสัปดาห์ ห้ามรอช้าเด็ดขาด ควรพาบุตรหลานไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านโลหิตวิทยาในเด็กทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ด้วยอาการดังกล่าว แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันโรคและระบุชนิดย่อยของมะเร็งเม็ดเลือดขาว ขั้นตอนการตรวจที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ ตรวจหารอยโรคตามผิวหนัง คลำหาต่อมน้ำเหลืองโต และขนาดของตับม้าม
  • การตรวจนเลือดสมบูรณ์ (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูระดับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวมักพบความผิดปกติอย่างชัดเจน เช่น เม็ดเลือดขาวอาจสูงหรือต่ำผิดปกติ มีเซลล์ตัวอ่อนปรากฏในกระแสเลือด และมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับโลหิตจาง
  • การเจาะและตรวจไขกระดูก (Bone Marrow Aspiration and Biopsy): เป็นการตรวจยืนยันมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) โดยแพทย์จะใช้เข็มพิเศษเจาะดูดตัวอย่างเนื้อไขกระดูก (มักทำบริเวณกระดูกสะโพก) ภายใต้การระงับความรู้สึก เพื่อนำเซลล์ไปตรวจทางห้องปฏิบัติการพิเศษ เช่น การตรวจทางพันธุศาสตร์และโฟลว์ไซโตเมทรี (Flow Cytometry) เพื่อจำแนกชนิดของมะเร็งได้อย่างแม่นยำ
  • การตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม: เช่น การตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อดูว่าโรคกระจายไปสู่ระบบประสาทส่วนกลางหรือไม่ และการเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อดูความผิดปกติที่ปอดหรือต่อมน้ำเหลืองในช่องอก

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยการรักษาหลักคือการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายระยะ ได้แก่:

  • ระยะเหนี่ยวนำโรคให้สงบ (Induction Phase): เป็นการใช้ยาเคมีบำบัดเข้มข้นในช่วงแรกเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ออกไปจากร่างกายและไขกระดูก เพื่อให้ไขกระดูกกลับมาสร้างเม็ดเลือดปกติได้ ระยะนี้มักใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน
  • ระยะรักษาเสริมความเข้มข้น (Consolidation/Intensification Phase): เป็นการให้ยาเคมีบำบัดชุดใหม่เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่แม้ว่าจะตรวจไม่พบแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ
  • ระยะรักษาประคับประคองหรือให้ยาต่อเนื่อง (Maintenance Phase): เป็นการให้ยาเคมีบำบัดขนาดต่ำต่อเนื่องเป็นเวลาระยะยาว (โดยรวมการรักษษทั้งหมดใช้เวลาประมาณสองถึงสามปี) เพื่อควบคุมไม่ให้เซลล์มะเร็งกลับมาแบ่งตัวอีก

ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงสูงหรือโรคกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์อาจพิจารณาการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Stem Cell Transplantation หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก) ร่วมด้วย นอกจากนี้ การดูแลรักษาประคับประคองระหว่างให้ยาเคมีบำบัดมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น การให้เลือดหรือเกล็ดเลือดทดแทน การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้ออย่างเข้มงวด เนื่องจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะลดลงอย่างมากในช่วงที่รับการรักษา

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเด็กที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทีมแพทย์ พยาบาล และครอบครัว ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามนัดหมายของแพทย์อย่างเคร่งครัด งดอาหารสุกๆ ดิบๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพในระยะยาว

เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด การป้องกันในความหมายโดยตรงจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมสุขภาพพื้นฐานที่ดีและการสังเกตความผิดปกติอย่างสม่ำเสมอถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลลูกรัก:

  • สนับสนุนให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนทั้งห้าหมู่ เน้นผักและผลไม้สดที่สะอาด
  • ดูแลให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอและออกกำลังกายตามวัย
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กสัมผัสสารเคมีอันตราย ยาฆ่าแมลง หรือรังสีโดยไม่จำเป็น
  • พานบุตรหลานไปรับวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขอย่างครบถ้วน (แต่ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวหากเด็กกำลังอยู่ในระหว่างการรักษามะเร็ง)
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down