ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์และภาพรวมของโรคหัดระบาดระลอกใหม่ในปัจจุบัน

โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจที่มีความรุนแรงและสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วที่สุดโรคหนึ่งในทางการแพทย์ ในช่วงเวลานี้พบรายงานการกลับมาระบาดของโรคหัดระลอกใหม่ในหลายพื้นที่ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรคนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดไข้และผื่นตามตัว แต่ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเปราะบาง ได้แก่ ทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งปีที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน เด็กเล็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ แนว โรคหัดระบาดระลอกใหม่: ลูกไข้สูงออกผ และการป้องกันจึงเป็นเกราะ โรคหัดระบาดระลอกใหม่: ลูกไข้สูงออกผ ป้องกันชีวิตลูกรักที่สำคัญที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหัดและการติดต่อ

เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคหัดคือไวรัสในกลุ่ม Paramyxovirus ซึ่งอยู่ในกลุ่มของเชื้อไวรัสโรคหัด (Measles virus) เชื้อนี้มีความสามารถในการติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากทางเดินหายใจ (Respiratory droplets) อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูดคุย เชื้อไวรัสจะล่องลอยอยู่ในอากาศหรือตกลงบนพื้นผิวสัมผัส และสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึงสองชั่วโมง หากเด็กสูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อเข้าไป หรือสัมผัสสารเสมหะ น้ำมูก แล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายและจับกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ จากนั้นจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดและลุกลามไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ปอด ผิวหนัง และสมอง ทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค

การดำเนินของโรคหัดสามารถแบ่งออกเป็นระยะได้อย่างชัดเจน ซึ่งพ่อแม่ควรสังเกตอาการในแต่ละระยะดังนี้

  • ระยะแพร่เชื้อและเริ่มแรก (Prodromal phase): กินเวลาประมาณสามถึงห้าวัน มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูงลอย ไอแห้งๆ เจ็บคอ ตาแดง มีน้ำมูก และมีอาการสำคัญคือจุดคานพลีค (Koplik spots) ซึ่งเป็นจุดสีขาวขนาดเล็กที่มีรอยแดงล้อมรอบ บริเวณกระพุ้งแก้มด้านใน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคหัดได้แม่นยำก่อนที่ผื่นจะขึ้น
  • ระยะออกผื่น (Rash phase): หลังจากมีไข้สูงติดต่อกันประมาณสามถึงสี่วัน จะเริ่มมีผื่นแดงนูนต่ำปรากฏขึ้น โดยมักจะเริ่มขึ้นจากบริเวณไรผม หน้าผาก หลังใบหู ก่อนจะลามลงมาที่ใบหน้า ลำตัว แขน และขาในที่สุด ในช่วงที่ผื่นขึ้นนี้ ไข้มักจะพุ่งสูงขึ้นไปอีก และผู้ป่วยจะมีอาการไอมากขึ้น
  • ระยะฟื้นตัว (Recovery phase): เมื่อผื่นลามทั่วตัวและคงอยู่ประมาณสามถึงห้าวัน ผื่นจะเริ่มจางลงโดยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำและอาจมีผิวลอกเล็กน้อย อาการไข้และอาการอื่นๆ จะค่อยๆ ดีขึ้น หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

โรคหัดในเด็กส่วนใหญ่หากดูแลอย่างถูกต้องอาจหายได้เอง แต่ในเด็กบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) สมองอักเสบ (Encephalitis) หรือการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

  • ไข้สูงไม่ยอมลดเกินสามถึงสี่วัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดลงแล้ว
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีอาการอกบุ๋มเวลาหายใจ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะปอดอักเสบ
  • ซึมลงปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชัก
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งมาก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือเป็นสีเข้มจัด หรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง
  • อาเจียนหรือท้องเสียรุนแรงร่วมด้วย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อยหรือซึมลง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะภาวะปอดอักเสบจากโรคหัดอาจลุกลามและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยโดยอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ประวัติการได้รับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคหัด ร่วมกับการตรวจร่างกายโดยละเอียด การตรวจพบผื่นลักษณะเฉพาะและการพบจุดคานพลีคที่กระพุ้งแก้ม ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) จากสาระคัดหลั่งในคอหอย หรือการตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานจำเพาะ เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

วิธีดูแลรักษาและบรรเทาอาการที่บ้านตามหลักการแพทย์

เนื่องจากโรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคด้วยตนเอง

  • การลดไข้และการเช็ดตัว: ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดหมาดเช็ดตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน พร้อมทั้งให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดและน้ำหนักตัวที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • การดูแลภาวะขาดน้ำ: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด นม หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการมีไข้สูง
  • การพักผ่อนและสภาพแวดล้อม: ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  • การดูแลดวงตา: เนื่องจากผู้ป่วยโรคหัดมักมีอาการตาแดงและสู้แสงไม่ได้ ควรเช็ดตาด้วยสำลีชุบน้ำสุกอุ่นที่สะอาดเบาๆ และลดแสงสว่างภายในห้องพัก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ป่วยเป็นไข้เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต

ข้อควรระวังและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

การดูแลเด็กที่เป็นโรคหัดมีความละเอียดอ่อนและมีข้อจำกัดทางการแพทย์ที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย

  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เอง: ยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคที่เกิดจากแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโรคหัดได้ การซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กทานเองนอกจากจะไม่ช่วยรักษาโรคแล้วยังทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาแอสไพรินโดยไม่ปรึกษาแพทย์: เนื่องจากยาในกลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเลือดออกหรือมีผลกระทบต่อการทำงานของเกล็ดเลือดและอวัยวะภายใน
  • ห้ามพาเด็กออกนอกบ้านหรือไปโรงเรียน: เด็กที่เป็นโรคหัดมีความสามารถในการแพร่เชื้อสูงมาก ควรแยกกักตัวเด็กจากผู้อื่นจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ (โดยทั่วไปคือสี่วันหลังจากเริ่มมีผื่นขึ้น)

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน

มาตรการป้องกันโรคหัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและได้รับการยอมรับทางการแพทย์ทั่วโลกคือ การได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR Vaccine) ตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข

  • เข็มที่หนึ่ง: ฉีดให้เด็กเมื่อมีอายุครบเก้าเดือนถึงสิบสองเดือน
  • เข็มที่สอง: ฉีดกระตุ้นเมื่อเด็กมีอายุสองปีครึ่งถึงสี่ปี หรือตามกำหนดของสถานพยาบาล
  • การรับวัคซีนในผู้ใหญ่: สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนและไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคหัดเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานในสถานพยาบาลหรือเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้และออกผื่น

คู่มือสรุปการปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้พ่อแม่สามารถรับมือกับสถานการณ์โรคหัดระบาดได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง สามารถปฏิบัติตามแนวทางสำคัญดังนี้

  • ตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพของลูกว่าได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด (MMR) ครบถ้วนตามวัยหรือไม่ หากสงสัยให้ปรึกษากุมารแพทย์ทันที
  • สังเกตอาการไข้สูงร่วมกับอาการไอ น้ำมูก และตาแดงในระยะเริ่มต้นอย่างใกล้ชิด
  • หากลูกเริ่มมีผื่นขึ้นและมีไข้สูง ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและประเมินภาวะแทรกซ้อน
  • แยกกักตัวเด็กป่วยอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังสมาชิกคนอื่นในครอบครัวหรือโรงเรียน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ปวดลดไข้ชนิดอื่นให้เด็กรับประทานเอง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down