ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของอาการปวดท้องขวาขณะตั้งครรภ์

อาการปวดท้องในระหว่างตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในอาการที่สร้างความกังวลใจให้แก่คุณแม่และครอบครัวอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณแม่มีอาการ ตั้งครรภ์แล้วปวดท้องขวาขยับตัวไม่ได้ ซึ่งเป็นอาการรุนแรงที่บ่งชี้ว่าอาจเกิดความผิดปกติภายในช่องท้องที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน ในทางกุมารเวชศาสตร์และสูติศาสตร์ สุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์มีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ความเจ็บป่วยที่รุนแรงของมารดาส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการเจริญเติบโตและการรอดชีวิตของทารกในครรภ์

จากสถิติทางการแพทย์พบว่า อาการปวดท้องเฉียบพลันในสตรีมีครรภ์ (Acute Abdomen in Pregnancy) เกิดขึ้นได้ประมาณ 1 ใน 500 ถึง 1 ใน 2,000 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด กลุ่มเสี่ยงสำคัญที่มักพบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ สตรีตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สองและสาม เนื่องจากมดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้นจนไปบดบังและเบียดอวัยวะภายในช่องท้อง ทำให้การวินิจฉัยโรคทางศัลยกรรมทำได้ยากและล่าช้า ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด

ข้อมูลทางการแพทย์: อาการปวดท้องขวารุนแรงจนไม่สามารถขยับตัวได้ มักเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองของเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneal Irritation) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะอักเสบเฉียบพลันหรืออวัยวะภายในช่องท้องทะลุ คุณแม่ห้ามละเลยหรือรอดูอาการเด็ดขาด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)

กลไกการเกิดอาการปวดท้องขวาขณะตั้งครรภ์สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ สาเหตุจากตัวครรภ์เอง (Obstetric Causes) และสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ (Non-Obstetric Causes) โดยมีรายละเอียดและกลไกการเกิดโรคดังต่อไปนี้

1. สาเหตุทางศัลยกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ (Non-Obstetric Surgical Causes)

  • โรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute Appendicitis): เป็นสาเหตุทางศัลยกรรมที่พบบ่อยที่สุดในสตรีมีครรภ์ กลไกการเกิดโรคเกิดจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง ในสตรีมีครรภ์ มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจะดันให้ไส้ติ่งเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปทางด้านบนและค่อนไปทางขวาด้านหลัง (Right Upper Quadrant) ทำให้จุดปวดเปลี่ยนไปจากคนปกติ และหากไส้ติ่งแตกจะทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) ส่งผลให้ปวดเกร็งทั่วท้องจนขยับตัวไม่ได้
  • ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis): ในช่วงตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่สูงขึ้นจะส่งผลให้การบีบตัวของถุงน้ำดีลดลง ทำให้เกิดตะกอนหรือนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่ายขึ้น เมื่อเกิดการอุดตันของท่อน้ำดีจะทำให้เกิดการอักเสบและปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงขวา ร้าวไปยังสะบักขวา
  • กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pyelonephritis): มดลูกที่โตขึ้นจะกดทับท่อไตขวามากกว่าท่อไตซ้าย ส่งผลให้เกิดการคั่งของปัสสาวะและการติดเชื้อย้อนกลับขึ้นไปที่ไตขวา ทำให้เกิดอาการปวดเอวขวารุนแรงร่วมกับมีไข้สูงและหนาวสั่น

2. สาเหตุทางสูติศาสตร์ (Obstetric Causes)

  • การบิดขั้วของถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Torsion): พบบ่อยในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เกิดจากการที่รังไข่ที่มีถุงน้ำ (Ovarian Cyst) มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและเกิดการบิดขั้ว ส่งผลให้ขาดเลือดไปเลี้ยงรังไข่ เกิดอาการปวดท้องน้อยด้านขวาอย่างเฉียบพลันและรุนแรงจนขยับตัวไม่ได้
  • ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruption): มักเกิดขึ้นในไตรมาสที่สาม กลไกเกิดจากการที่รกลอกตัวออกจากผนังมดลูกก่อนเวลาอันควร ทำให้มีเลือดออกหลังรก มดลูกจะหดรัดตัวแข็งเกร็งตลอดเวลาและปวดท้องรุนแรงมากจนไม่สามารถขยับตัวได้ ภาวะนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตของทารกเนื่องจากขาดออกซิเจน
  • การยืดตัวของเอ็นยึดมดลูก (Round Ligament Pain): เป็นสาเหตุที่ไม่มีอันตรายรุนแรง เกิดจากการหนาตัวและการยืดออกของเอ็นยึดมดลูกด้านขวาตามขนาดมดลูกที่โตขึ้น มักปวดแหลมๆ บริเวณขาหนีบขวาเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทางหรือขยับตัวกะทันหัน แต่คุณแม่จะยังสามารถขยับตัวได้เมื่อได้พักนอนราบ

อาการแสดงสำคัญและระยะความรุนแรงของโรค

การสังเกตลักษณะอาการแสดงและระยะการดำเนินโรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแยกโรคและการประเมินความรุนแรง โดยอาการสามารถดำเนินไปตามระยะดังนี้

ระยะเริ่มต้น (Early Phase)

คุณแม่มักเริ่มมีอาการปวดตื้อๆ บริเวณรอบสะดือ หรือปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อยด้านขวา อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารร่วมด้วย ในระยะนี้อาการปวดอาจยังไม่รุนแรงมาก และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการแพ้ท้องหรืออาการปวดท้องธรรมดาจากการตั้งครรภ์

ระยะเด่นชัด (Acute Phase)

เมื่อการอักเสบหรือการพยาธิสภาพของโรคดำเนินมากขึ้น อาการปวดจะย้ายมาเด่นชัดที่ท้องด้านขวาอย่างชัดเจน (Localized Pain) อาการปวดจะมีลักษณะปวดเกร็ง ปวดเสียวแปลบ หรือปวดตลอดเวลาและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะนี้เมื่อคุณแม่พยายามขยับตัว เดิน หรือแม้แต่การไอและจาม จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงจนต้องนอนนิ่งๆ ในท่าคู้เข่าเพื่อลดความตึงของหน้าท้อง

ระยะวิกฤตและภาวะแทรกซ้อน (Complication Phase)

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อวัยวะที่อักเสบอาจเกิดการแตกหรือเน่าตาย ส่งผลให้สารคัดหลั่งหรือเชื้อแบคทีเรียกระจายทั่วช่องท้อง เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ คุณแม่จะมีไข้สูง หน้าท้องแข็งเกร็งราวกับแผ่นไม้ (Board-like Rigidity) ความดันโลหิตเริ่มลดต่ำลง ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย และมีผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที:
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการหนาวสั่น
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือมีน้ำคร่ำรั่วไหล
  • ท้องแข็งตึง ตัวมดลูกบีบรัดตัวถี่และปวดไม่หาย
  • คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรงจนทานน้ำไม่ได้
  • ทารกในครรภ์ดิ้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่ดิ้นเลย (สำหรับอายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยอาการ ตั้งครรภ์แล้วปวดท้องขวาขยับตัวไม่ได้ ในสตรีมีครรภ์มีความท้าทายสูงเนื่องจากข้อจำกัดในการใช้รังสีและพยาธิสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุครรภ์ แพทย์เฉพาะทางจะดำเนินการวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานดังนี้

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด (Clinical Evaluation)

แพทย์จะซักประวัติลักษณะการปวด ระยะเวลา และอาการร่วมต่างๆ รวมถึงประวัติทางสูติกรรม จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเพื่อหาจุดที่เจ็บที่สุด (Point of Maximum Tenderness) ตรวจหาภาวะหน้าท้องเกร็ง (Guarding) และการปล่อยมือแล้วเจ็บ (Rebound Tenderness) ซึ่งเป็นอาการแสดงของการอักเสบในช่องท้อง ร่วมกับการตรวจครรภ์และประเมินการบีบตัวของมดลูก

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)

  • การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว (White Blood Cell Count) ที่สูงขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะติดเชื้อหรืออักเสบ
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อคัดกรองภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  • การตรวจสารบ่งชี้การอักเสบ (C-Reactive Protein - CRP): ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยภาวะอักเสบเฉียบพลัน

3. การตรวจทางรังสีวิทยาและภาพถ่ายการแพทย์ (Imaging Studies)

  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasonography): เป็นการตรวจอันดับแรกที่ปลอดภัยที่สุดต่อทารกในครรภ์ (First-line Imaging) เพื่อประเมินสภาพของไส้ติ่ง ถุงน้ำดี รังไข่ และตรวจสอบสุขภาพรวมถึงอัตราการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging - MRI): หากการตรวจอัลตราซาวนด์ยังไม่สามารถให้การวินิจฉัยที่ชัดเจนได้ แพทย์จะพิจารณาทำ MRI ช่องท้อง ซึ่งปลอดภัยเนื่องจากไม่มีการใช้รังสีเอกซ์
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography - CT Scan): จะพิจารณาใช้เฉพาะในกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่คุกคามต่อชีวิต และไม่สามารถตรวจด้วยวิธีอื่นได้ โดยจะมีการป้องกันรังสีบริเวณหน้าท้องอย่างเข้มงวดเพื่อลดผลกระทบต่อทารก

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการปวดท้องขวาอย่างรุนแรงขณะตั้งครรภ์ จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาและดูแลร่วมกันระหว่างสูตินรีแพทย์ ศัลยแพทย์ และกุมารแพทย์เฉพาะทางทารกแรกเกิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

1. การรักษาด้วยยาและการดูแลเบื้องต้น (Medical Management)

ในกรณีที่สาเหตุเกิดจากภาวะที่ไม่ได้ต้องการการผ่าตัดด่วน เช่น กรวยไตอักเสบ หรือเอ็นยึดมดลูกอักเสบ

  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ (Pregnancy Category B) เช่น กลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins) หรือกลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins)
  • การบรรเทาอาการปวดด้วยยาที่ปลอดภัย: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) จัดเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดในสตรีมีครรภ์ โดยขนาดที่แนะนำคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามรับประทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluids): เพื่อรักษาภาวะขาดน้ำจากการอาเจียนหรือไข้ และช่วยรักษาปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกและทารก

2. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatment)

หากผลการวินิจฉัยพบว่าคุณแม่เป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ถุงน้ำรังไข่บิดขั้ว หรือถุงน้ำดีอักเสบอุดตัน การผ่าตัดถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery): ปัจจุบันเป็นวิธีมาตรฐานที่ปลอดภัยสำหรับการผ่าตัดในสตรีมีครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง เนื่องจากมีแผลขนาดเล็ก ปวดแผลน้อยกว่า และลดความบอบช้ำต่อมดลูก ช่วยลดโอกาสการเกิดการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
  • การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (Open Laparotomy): จะพิจารณาทำในกรณีที่มดลูกมีขนาดใหญ่มากจนบดบังทัศนวิสัยในการผ่าตัดผ่านกล้อง หรือกรณีที่มีภาวะไส้ติ่งแตกและช่องท้องอักเสบรุนแรง
ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด: ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory Drugs - NSAIDs) เช่น ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาแอสไพริน (Aspirin) มารับประทานเองเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สาม เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจของทารกในครรภ์ปิดก่อนกำหนด (Premature Closure of Ductus Arteriosus) และส่งผลต่อปริมาณน้ำคร่ำที่ลดลงอย่างรุนแรง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้อง: การประคบร้อนโดยตรงที่หน้าท้องอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัว ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปยังมดลูก และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง: ยาปฏิชีวนะหลายชนิดมีผลทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดในทารก (Teratogenic Effects) การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • ห้ามสวนอุจจาระหรือทานยาระบายชนิดรุนแรง: เพราะการบีบตัวอย่างรุนแรงของลำไส้อาจกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัว และนำไปสู่การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดได้

วิธีป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์

แม้ว่าบางสาเหตุจะไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่คุณแม่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดังนี้

  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ: วันละ 8 ถึง 10 แก้ว เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการเกิดโรคกรวยไตอักเสบและนิ่วในไต
  • ปรับเปลี่ยนท่าทางอย่างช้าๆ: เพื่อลดแรงกระชากของเอ็นยึดมดลูก (Round Ligament) หลีกเลี่ยงการเอี้ยวตัวกะทันหัน หรือการยกของหนัก
  • เน้นโภชนาการที่มีกากใยสูง: ทานผักและผลไม้สดเพื่อป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจกระตุ้นให้เกิดแรงดันในช่องท้องและอาการปวดท้องน้อย
  • เข้ารับการตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ: เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารกและประเมินภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
คำแนะนำจากกุมารแพทย์และสูติแพทย์: สุขภาพของลูกในครรภ์ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกายคุณแม่ หากพบอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันทีคือหนทางที่ดีที่สุดในการปกป้องชีวิตของทั้งสองคน

แนวทางปฏิบัติเร่งด่วนสำหรับคุณแม่เมื่อมีอาการปวดท้องขวา

เมื่อคุณแม่เริ่มรู้สึกปวดท้องข้างขวาและเริ่มขยับตัวลำบาก ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยดังนี้

  1. หยุดทำกิจกรรมทุกอย่างทันที: ลงนอนราบในท่าที่สบายที่สุด แนะนำให้นอนตะแคงซ้ายเพื่อลดการกดทับของมดลูกต่อเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง
  2. สังเกตและจดบันทึกอาการ: สังเกตลักษณะความรุนแรงของความปวด มีไข้ร่วมด้วยหรือไม่ มีอาการท้องแข็งตัวถี่ หรือมีสิ่งคัดหลั่งผิดปกติออกทางช่องคลอดหรือไม่
  3. งดน้ำและอาหารทันที (NPO): เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน ซึ่งต้องใช้การดมยาสลบ
  4. ห้ามรับประทานยาแก้ปวดใดๆ ก่อนพบแพทย์: เนื่องจากยาอาจไปบดบังอาการแสดงของโรค ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อนและล่าช้า
  5. ติดต่อโรงพยาบาลหรือเดินทางไปพบแพทย์ทันที: หากอาการปวดไม่ทุเลาลงภายใน 30 นาที หรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถพยุงตัวเดินได้
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down