ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของอาการปวดท้องขวาในสตรีมีครรภ์

อาการปวดท้องในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในอาการที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่มือใหม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดท้องบริเวณด้านขวาที่รุนแรงจนไม่สามารถขยับตัวได้ อาการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกไม่สบายตัวจากการขยายตัวของมดลูกตามปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงทางสูติศาสตร์ หรือโรคทางศัลยกรรมเฉียบพลันที่ต้องการการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน

ทางการแพทย์พบว่า อาการปวดท้องเฉียบพลันในสตรีมีครรภ์ (Acute Abdomen in Pregnancy) มีความท้าทายในการวินิจฉัยอย่างยิ่ง เนื่องจากมดลูกที่โตขึ้นจะไปเบียดและเปลี่ยนตำแหน่งของอวัยวะภายในช่องท้องทั้งหมด สถิติทางการแพทย์ระบุว่า อัตราการเกิดภาวะช่องท้องเฉียบพลันที่ไม่ใช่โรคทางสูติศาสตร์ในสตรีมีครรภ์พบได้ประมาณ 1 ใน 500 ถึง 1 ใน 2,000 ของการตั้งครรภ์ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือสตรีมีครรภ์ในทุกช่วงไตรมาส โดยเฉพาะไตรมาสที่สองและสาม ซึ่งการวินิจฉัยที่ล่าช้าอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)

อาการปวดท้องขวาจนขยับตัวไม่ได้ในสตรีมีครรภ์ สามารถจำแนกตามกลไกพยาธิสภาพออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สาเหตุทางสูตินรีเวชกรรม และสาเหตุทางศัลยกรรมทั่วไป ดังนี้

1. สาเหตุทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (Obstetric and Gynecologic Causes)

  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy): มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก (อายุครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์) เกิดจากการที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก ซึ่งพบบ่อยที่สุดที่ท่อนำไข่ด้านขวา เมื่อตัวอ่อนเติบโตขึ้นจะทำให้ท่อนำไข่ขยายตัวและแตกออก ส่งผลให้เกิดการตกเลือดในช่องท้องอย่างรุนแรง กระตุ้นเยื่อบุช่องท้องทำให้เกิดอาการปวดเกร็งเฉียบพลันจนขยับตัวไม่ได้
  • ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruption): มักเกิดในไตรมาสที่สาม รกบางส่วนหรือทั้งหมดลอกตัวออกจากผนังมดลูกก่อนกำหนด ทำให้มีเลือดสะสมอยู่หลังรก มดลูกจะหดรัดตัวอย่างรุนแรงและแข็งเกร็งตลอดเวลา (Tetanic Contraction) ส่งผลให้คุณแม่มีอาการปวดท้องขวาหรือปวดทั่วท้องอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ผนังหน้าท้องตึงแข็งคล้ายแผ่นไม้ และไม่สามารถขยับตัวได้
  • ภาวะรังไข่บิดขั้ว (Ovarian Torsion): การมีถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst) ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้รังไข่เกิดการหมุนบิดขั้ว ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่ นำไปสู่ภาวะเนื้อเยื่อรังไข่ขาดเลือดและเน่าตาย ก่อให้เกิดอาการปวดท้องน้อยด้านขวาเฉียบพลัน รุนแรง และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • การเสื่อมสภาพของเนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroid Red Degeneration): ในช่วงตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้นจะกระตุ้นให้เนื้องอกมดลูกโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เกิดการขาดเลือดและเน่าเสียภายในก้อนเนื้อ (Aseptic Necrosis) ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องเฉพาะจุดที่รุนแรง มดลูกบีบตัว และมีไข้ต่ำๆ

2. สาเหตุทางศัลยกรรมและระบบทางเดินอาหาร (Non-Obstetric and Surgical Causes)

  • ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute Appendicitis): เป็นโรคทางศัลยกรรมที่พบบ่อยที่สุดในสตรีมีครรภ์ กลไกพยาธิสภาพเกิดจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง ในสตรีมีครรภ์ไตรมาสแรก อาการปวดจะอยู่ที่บริเวณท้องน้อยขวาตอนล่าง (McBurney point) แต่เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกที่ขยายใหญ่จะดันให้ไส้ติ่งเคลื่อนตัวขึ้นไปด้านบนและไปทางด้านหลัง ทำให้อาการปวดท้องขวาย้ายขึ้นไปอยู่บริเวณใต้ชายโครงขวาหรือรอบสะดือ ซึ่งทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนได้ง่าย
  • ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis): อิทธิพลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในช่วงตั้งครรภ์ทำให้การบีบตัวของถุงน้ำดีลดลง ส่งผลให้เกิดน้ำดีคั่งและเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่าย หากนิ่วอุดตันทางเดินน้ำดีจะทำให้ถุงน้ำดีอักเสบ มีอาการปวดบิดเกร็งรุนแรงบริเวณใต้ชายโครงขวา ร้าวไปยังไหล่ขวาหรือหลัง
  • กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pyelonephritis): มดลูกที่โตขึ้นจะกดเบียดท่อไต โดยเฉพาะท่อไตด้านขวา ทำให้น้ำไหลเวียนช้าลงและเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียย้อนกลับขึ้นไปที่ไต ก่อให้เกิดอาการปวดบิดเกร็งที่บั้นเอวขวา ร้าวลงมาที่ท้องน้อยขวา ร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการปวดท้องขวาเฉียบพลันในสตรีมีครรภ์ห้ามละเลยหรือคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดหน่วงท้องธรรมดา (Round Ligament Pain) เด็ดขาด เนื่องจากโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในหญิงตั้งครรภ์มีอัตราการแตกทะลุสูงกว่าคนปกติถึง 2-3 เท่า ซึ่งหากไส้ติ่งแตกจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตของทารกในครรภ์สูงถึงร้อยละ 20-30

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms and Progression)

การสังเกตลักษณะการดำเนินของอาการปวดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถแยกแยะโรคที่รุนแรงออกจากอาการปวดทั่วไปจากการตั้งครรภ์ได้ โดยปกติจะมีการดำเนินโรคแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1. ระยะเริ่มต้น (Early Phase)

เริ่มมีอาการปวดตื้อๆ หรือปวดบิดเกร็งบริเวณรอบสะดือ หรือปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อยด้านขวา อาการปวดในระยะนี้อาจยังไม่รุนแรงมากนัก มักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือท้องอืดร่วมด้วย ซึ่งคุณแม่อาจเข้าใจผิดว่าเป็นอาการแพ้ท้องทั่วไป

2. ระยะเด่นชัดและรุนแรง (Acute Phase)

อาการปวดจะย้ายมาเด่นชัดที่บริเวณท้องขวา ไม่ว่าจะเป็นท้องน้อยขวาหรือใต้ชายโครงขวา ขึ้นอยู่กับตำแหน่งพยาธิสภาพ อาการปวดจะเปลี่ยนเป็นแบบปวดตื้อตลอดเวลาและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อขยับตัว ไอ จาม หรือสะเทือนจะปวดเสียวแปลบอย่างรุนแรงจนต้องนอนนิ่งๆ งอเข่าขวาเข้าหาอกเพื่อลดความตึงของหน้าท้อง หน้าท้องจะเริ่มตึงเกร็งและเจ็บมากเมื่อกดลงไปแล้วปล่อยมือ (Rebound Tenderness)

3. ระยะแทรกซ้อนและฟื้นตัว (Complication or Recovery Phase)

หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการปวดจะค่อยๆ บรรเทาลง แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา จะเข้าสู่ระยะแทรกซ้อน เช่น ไส้ติ่งแตกทะลุ รังไข่เน่า หรือรกลอกตัวสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ช็อกจากการเสียเลือด มดลูกหดตัวรุนแรง และนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดหรือทารกเสียชีวิตในครรภ์

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากคุณแม่มีอาการปวดท้องขวาร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นเลือดสดหรือเลือดสีน้ำตาล
  • มีไข้สูงเกิน 38.0 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่น
  • หน้าท้องแข็งเกร็งตลอดเวลา สัมผัสหรือกดเพียงเบาๆ ก็เจ็บปวดอย่างรุนแรงจนทนไม่ได้
  • คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง จนไม่สามารถทานน้ำหรืออาหารได้ มีสัญญาณภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะสีเข้มและออกน้อย
  • มีน้ำใสๆ หรือน้ำคร่ำไหลออกทางช่องคลอด
  • รู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงกว่าปกติ หรือไม่ดิ้นเลย (สำหรับอายุครรภ์ตั้งแต่ 20 สัปดาห์ขึ้นไป)
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือมีความดันโลหิตต่ำ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)

เนื่องจากการตั้งครรภ์ทำให้การตรวจร่างกายทางศัลยกรรมมีความคลาดเคลื่อน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงต้องใช้กระบวนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบและระมัดระวังความปลอดภัยของทารกในครรภ์สูงสุด ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด (History and Physical Examination): แพทย์จะประเมินลักษณะการปวด จุดที่ปวดที่สุด สัญญาณชีพ และการตรวจหน้าท้องเพื่อหาภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritoneal Signs) รวมถึงการตรวจภายในหากสงสัยภาวะทางสูติกรรม
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography): เป็นเครื่องมือแรกที่เลือกใช้ (First-line Imaging) เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง ไม่มีรังสีที่เป็นอันตรายต่อทารก สามารถตรวจประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์ ตรวจหาตำแหน่งของรก ตรวจดูรังไข่ และหาความผิดปกติของไส้ติ่งรวมถึงถุงน้ำดี
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging - MRI): ในกรณีที่ผลการทำอัลตราซาวนด์ไม่ชัดเจน แพทย์จะพิจารณาทำ MRI ช่องท้อง ซึ่งมีความปลอดภัยสูงในหญิงตั้งครรภ์ (โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารทึบแสงกลุ่ม Gadolinium) เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันได้อย่างแม่นยำ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests):
    • การตรวจความเข้มข้นและจำนวนเม็ดเลือดขาว (Complete Blood Count - CBC) เพื่อดูภาวะการติดเชื้อและการเสียเลือด
    • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เพื่อหาภาวะการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
    • การตรวจค่าการอักเสบในเลือด (C-Reactive Protein - CRP)
คำแนะนำจากคุณหมอ: หลีกเลี่ยงการตรวจด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) บริเวณช่องท้อง เว้นแต่ในกรณีฉุกเฉินวิกฤตที่จำเป็นต่อการรักษาชีวิตของมารดาจริงๆ และไม่สามารถวินิจฉัยด้วยวิธีอื่นได้ โดยหากจำเป็นต้องทำ แพทย์จะใช้แผ่นตะกั่วปิดบังบริเวณมดลูกเพื่อป้องกันทารกจากรังสีอย่างเข้มงวด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment and Home Care)

การรักษาอาการปวดท้องขวาเฉียบพลันในหญิงตั้งครรภ์จะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ โดยแบ่งออกเป็นแนวทางการรักษาร่วมกันระหว่างสูติแพทย์และศัลยแพทย์ ดังนี้

1. การรักษาด้วยวิธีประคับประคองและการใช้ยา (Conservative and Medical Management)

  • การระงับปวดที่ปลอดภัย: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาระงับปวดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยต้องใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว (10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมง และห้ามทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน)
  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ในกรณีที่มีการติดเชื้อ เช่น กรวยไตอักเสบ แพทย์จะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ เช่น กลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins) หรือเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) และหลีกเลี่ยงยากลุ่มที่เป็นอันตราย เช่น ควิโนโลน (Quinolones) หรือเตตราไซคลิน (Tetracyclines)
  • การงดน้ำและอาหาร (NPO) และการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ: เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่อาจต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน และช่วยป้องกันการสำลักอาหารเข้าสู่ปอดระหว่างการดมยาสลบ

2. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Management)

หากวินิจฉัยว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ถุงน้ำดีอักเสบ หรือรังไข่บิดขั้ว การผ่าตัดถือเป็นสิ่งจำเป็นและไม่ควรรีรอ

  • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery): เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันว่ามีความปลอดภัยสูงสำหรับหญิงตั้งครรภ์ สามารถทำได้ในทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์ ข้อดีคือแผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และลดการระคายเคืองต่อมดลูก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
  • การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (Open Laparotomy): จะพิจารณาใช้ในกรณีที่มดลูกมีขนาดใหญ่มากจนบดบังทัศนวิสัยในการผ่าตัดผ่านกล้อง หรือมีการแตกทะลุของไส้ติ่งและมีหนองกระจายทั่วช่องท้อง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Precautions)

  • ห้ามซื้อยารับประทานเองเด็ดขาด: โดยเฉพาะยากลุ่มแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือเมเฟนามิกแอซิด (Mefenamic Acid - Ponstan) เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เส้นเลือดพิเศษของทารกในครรภ์ (Ductus Arteriosus) ปิดก่อนกำหนด ซึ่งทำให้ทารกเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ และห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) นอกเหนือจากแพทย์สั่งเพื่อรักษาภาวะครรภ์เป็นพิษ
  • ห้ามใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้องด้านขวา: ความร้อนอาจช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ชั่วคราว แต่หากอาการปวดนั้นเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ความร้อนจะเร่งกระบวนการอักเสบและทำให้ไส้ติ่งแตกเร็วขึ้น
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง: เพราะนอกจากจะปิดบังอาการอักเสบทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ยากขึ้นแล้ว ยาบางชนิดยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ด้วย

วิธีป้องกันและการปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพครรภ์ที่ดี (Prevention and Wellness)

แม้ว่าโรคทางศัลยกรรมบางอย่างจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องสามารถลดความเสี่ยงและความรุนแรงลงได้ ดังนี้

  • การฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ: เพื่อให้แพทย์ตรวจคัดกรองความเสี่ยง ตรวจหาถุงน้ำรังไข่ตั้งแต่เนิ่นๆ และประเมินสุขภาพของมารดาและทารกตามตารางนัดอย่างเคร่งครัด
  • การรักษาความสะอาดระบบทางเดินปัสสาวะ: ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ และทำความสะอาดอวัยวะเพศจากหน้าไปหลังเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะลุกลามไปยังกรวยไต
  • การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง: ป้องกันภาวะท้องผูก ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจเพิ่มแรงดันในช่องท้องและทางเดินอาหาร
  • การปรับเปลี่ยนท่าทางอย่างช้าๆ: เพื่อลดความตึงและอาการปวดของเอ็นยึดมดลูก (Round Ligament) โดยให้พยุงท้องขณะลุกขึ้นยืนหรือเปลี่ยนท่านอน
ขั้นตอนปฏิบัติเร่งด่วนสำหรับคุณแม่และญาติ (Actionable Checklist):
  1. เมื่อมีอาการปวดท้องขวาจนขยับตัวไม่ได้ ให้นอนตะแคงซ้ายทันทีเพื่อลดแรงกดทับของมดลูกต่อเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง
  2. งดน้ำ งดอาหาร และยาทุกชนิดทันที เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายในกรณีต้องผ่าตัดฉุกเฉิน
  3. เตรียมสมุดบันทึกการฝากครรภ์ (เล่มสีชมพู) บัตรประชาชน และเอกสารสิทธิการรักษาพยาบาลให้พร้อม
  4. รีบเดินทางไปยังโรงพยาบาลที่มีแผนกสูตินรีเวชกรรมและศัลยกรรมโดยด่วนที่สุด หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์หรือพาหนะที่สั่นสะเทือนสูง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down