ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญทางการแพทย์ของอาการปวดท้องขวา ร่วมกับการขับถ่ายที่ผิดปกติ

อาการปวดท้องเป็นหนึ่งในอาการนำที่พบได้บ่อยที่สุดในเวชปฏิบัติทั่วไป ทว่าเมื่อเกิดอาการปวดท้องบริเวณซีกขวา ไม่ว่าจะเป็นท้องขวาบน (Right Upper Quadrant) หรือท้องขวาล่าง (Right Lower Quadrant) ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น มีอาการท้องเสียหรือท้องผูกร่วมกับปวดท้องขวา อาการดังกล่าวจะทวีความสำคัญทางการแพทย์และกลายเป็นสัญญาณเตือน (Red Flag) ที่แพทย์เฉพาะทางต้องทำการประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากบริเวณช่องท้องซีกขวาเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญหลายส่วน ได้แก่ ไส้ติ่ง (Appendix) ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) ลำไส้เล็กส่วนปลาย (Terminal Ileum) ถุงน้ำดี (Gallbladder) และตับ (Liver)

ในทางระบาดวิทยา กลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษเมื่อมีอาการเหล่านี้ ได้แก่ กลุ่มเด็กเล็กและทารก ซึ่งมักไม่สามารถสื่อสารตำแหน่งและลักษณะอาการปวดได้อย่างชัดเจน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะไส้ติ่งแตกทะลุ (Perforated Appendicitis) สูงกว่ากลุ่มอื่น และกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งมักมีอาการแสดงที่ไม่ตรงไปตรงมา (Atypical Presentation) เช่น ไม่มีไข้ หรือไม่มีอาการกดเจ็บที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและการรักษา ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทางระบบทางเดินอาหาร

การเกิดอาการท้องเสียหรือท้องผูกร่วมกับปวดท้องขวา มีพยาธิสภาพและกลไกการเกิดโรคที่หลากหลาย โดยสามารถจำแนกตามกลุ่มโรคสำคัญได้ดังนี้

1. โรคไส้ติ่งอักเซบเฉียบพลัน (Acute Appendicitis)

กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการอุดตันของรูเปิดไส้ติ่ง (Appendiceal Lumen) ซึ่งอาจเกิดจากเศษอุจจาระที่จับตัวเป็นก้อนแข็ง (Fecalith) การโตขึ้นของเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid Hyperplasia) หรือสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เกิดการสะสมของเมือกภายในไส้ติ่ง ความดันในรูเปิดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดการกดทับหลอดเลือดดำและหลอดน้ำเหลือง นำไปสู่ภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือด (Ischemia) และมีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียอย่างรวดเร็ว

ความรู้ทางการแพทย์เพิ่มเติม: ในกรณีที่ไส้ติ่งมีตำแหน่งทอดตัวอยู่ทางด้านหลังลำไส้ใหญ่ (Retrocecal Appendicitis) หรือทอดลงไปในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Appendicitis) การอักเสบอาจไปกระตุ้นหรือระคายเคืองต่อผนังลำไส้ใหญ่ส่วนตรง (Rectum) ทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการถ่ายเหลวหรือท้องเสียบ่อยครั้งแทนที่จะเป็นอาการท้องผูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความสับสนในการวินิจฉัยแยกโรคกับภาวะลำไส้อักเสบติดเชื้อ

2. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease - IBD)

โดยเฉพาะโรคโครห์น (Crohn's Disease) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการอักเสบแบบครอบคลุมทุกชั้นผนังลำไส้ (Transmural Inflammation) และมักเกิดขึ้นที่บริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Ileocecal Region) ซึ่งอยู่ทางช่องท้องด้านขวาล่าง การอักเสบเรื้อรังนี้ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องขวาล่างเรื้อรัง ร่วมกับอาการท้องเสียเรื้อรัง มีมูกเลือดปน หรือในบางระยะของการดำเนินโรค อาจเกิดพังผืดและการตีบตันของลำไส้ (Stricture Formation) ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกอย่างรุนแรงหรือลำไส้อุดตันตามมา

3. โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome - IBS)

เป็นความผิดปกติของการทำงานของแกนประสาทระหว่างสมองและลำไส้ (Gut-Brain Axis) ร่วมกับภาวะไวเกินของระบบประสาทที่ลำไส้ (Visceral Hypersensitivity) และการบีบตัวของลำไส้ที่ผิดปกติ (Altered Gastrointestinal Motility) ผู้ป่วยกลุ่มโรคลำไส้แปรปรวนชนิดท้องเสียเด่น (IBS-D) หรือชนิดท้องผูกเด่น (IBS-C) มักมีอาการปวดเกร็งช่องท้อง ซึ่งพบได้บ่อยที่บริเวณท้องน้อยด้านขวาเนื่องจากเป็นจุดที่มีการเคลื่อนตัวของแก๊สและอุจจาระผ่านลำไส้ใหญ่ส่วนต้น

4. ภาวะลำไส้กลืนกันในเด็ก (Intussusception)

พบมากในทารกและเด็กเล็กอายุระหว่าง 3 เดือนถึง 3 ปี กลไกเกิดจากลำไส้ส่วนหนึ่งม้วนตัวกลืนเข้าไปในลำไส้ส่วนที่อยู่ปลายกว่า (มักเกิดที่บริเวณ Ileocecal Valve ทางด้านขวา) ทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินอาหารและการขาดเลือดของผนังลำไส้ เด็กจะมีอาการปวดท้องรุนแรงเป็นพักๆ สลับกับช่วงที่สงบ ร่วมกับมีอุจจาระปนเลือดและมูกที่มีลักษณะคล้ายเยลลี่สีแดงคล้ำ (Current Jelly Stool)

อาการแสดงและการดำเนินโรคตามระยะเวลา

การประเมินระยะเวลาและการดำเนินโรค (Chronology of Symptoms) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปสามารถแบ่งระยะของโรคได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Early Phase): ผู้ป่วยมักมีอาการปวดตื้อๆ บอกตำแหน่งได้ไม่ชัดเจน มักเริ่มที่บริเวณรอบสะดือ (Periumbilical Area) หรือใต้ลิ้นปี่ ร่วมกับมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาจเริ่มมีความผิดปกติของการขับถ่าย เช่น ท้องอืด ท้องผูก หรือถ่ายเหลวเล็กน้อย
  • ระยะเด่นชัด (Somatic / Peak Phase): เมื่อการอักเสบลุกลามไปถึงเยื่อบุช่องท้องส่วนผนัง (Parietal Peritoneum) อาการปวดจะย้ายมาเด่นชัดที่บริเวณท้องขวาล่าง (McBurney's Point) อาการปวดจะมีลักษณะปวดแหลมและรุนแรงขึ้นเมื่อขยับตัว ไอ หรือจาม ร่วมกับมีไข้ต่ำถึงปานกลาง อาการท้องเสียจะชัดเจนขึ้นหากมีการระคายเคืองต่อลำไส้ หรืออาจมีอาการท้องผูกและไม่ผายลมหากเริ่มมีภาวะลำไส้เป็นอัมพาตชั่วคราว (Adynamic Ileus) จากการอักเสบในช่องท้อง
  • ระยะฟื้นตัวหรือระยะวิกฤต (Resolution or Perforation Phase): หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการปวดและระบบขับถ่ายจะค่อยๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติ แต่หากไม่ได้รับการรักษาและเกิดภาวะไส้ติ่งแตกทะลุ ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดลดลงชั่วครู่เนื่องจากความดันในไส้ติ่งลดลง จากนั้นจะตามมาด้วยไข้สูง หนาวสั่น และอาการปวดท้องอย่างรุนแรงทั่วทั้งท้องเนื่องจากเกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Generalized Peritonitis)
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms):

หากพบอาการร่วมดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีโดยห้ามรอเวลา:

  • ไข้สูงลอยเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไม่ลดลงหลังทานยาลดไข้
  • มีอาการชักจากไข้สูง หรือมีอาการซึมลง ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่องรุนแรง จนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือยาได้
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งจัด เบ้าตาลึก ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
  • หน้าท้องแข็งเกร็ง (Abdominal Rigidity) หรือเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่อกดแล้วปล่อยมืออย่างรวดเร็ว (Rebound Tenderness)
  • ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด หรือมีสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย (Melena)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการท้องเสียหรือท้องผูกร่วมกับปวดท้องขวา แพทย์เฉพาะทางจะดำเนินขั้นตอนการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบดังนี้

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (Comprehensive History Taking)

ประเมินลักษณะการปวด จุดเริ่มต้นและการย้ายตำแหน่งของอาการปวด ลักษณะของอุจจาระ (สี ความถี่ และสิ่งปนเปื้อน) ประวัติการรับประทานอาหาร ยาที่ใช้ประจำ และประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว

2. การตรวจร่างกาย (Physical Examination)

เน้นการตรวจคลำช่องท้องเพื่อหาตำแหน่งที่เจ็บเฉพาะเจาะจง รวมถึงการตรวจสัญญาณเฉพาะโรค (Special Signs) เช่น:

  • McBurney's Sign: จุดกดเจ็บที่สุดบริเวณท้องขวาล่าง ซึ่งห่างจากปุ่มกระดูกเชิงกรานด้านหน้า (Anterior Superior Iliac Spine) ประมาณ 2 ใน 3 ของระยะทางไปยังสะดือ
  • Rovsing's Sign: การกดที่ท้องด้านซ้ายล่างแล้วทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บที่ท้องด้านขวาล่าง
  • Psoas Sign: การเกิดความเจ็บปวดเมื่อผู้ป่วยเหยียดสะโพกขวาไปทางด้านหลัง ซึ่งบ่งชี้ว่ามีพยาธิสภาพบริเวณกล้ามเนื้อโซแอส (Psoas Muscle) ด้านหลังไส้ติ่ง

3. การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว (White Blood Cell Count) และสัดส่วนของนิวโทรฟิล (Neutrophil) ซึ่งมักสูงขึ้นในภาวะติดเชื้อแบคทีเรียหรือมีการอักเสบเฉียบพลัน
  • การตรวจหาสารบ่งชี้การอักเสบ (C-Reactive Protein - CRP หรือ Procalcitonin): เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของการอักเสบในร่างกาย
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อวินิจฉัยแยกโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือนิ่วในท่อไตซีกขวา
  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination & Culture): ในรายที่มีอาการท้องเสียรุนแรง เพื่อหาเชื้อก่อโรค เชื้อบิด หรือหาเซลล์เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ

4. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Studies)

  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasonography): เป็นวิธีการตรวจหลักในเด็กและสตรีมีครรภ์ เพื่อหลีกเลี่ยงรังสี สามารถเห็นลักษณะการหนาตัวของผนังไส้ติ่ง หรือภาวะลำไส้กลืนกันได้อย่างชัดเจน
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (Computed Tomography of the Abdomen - CT Scan): เป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ช่วยให้เห็นรายละเอียดของอวัยวะในช่องท้องได้อย่างแม่นยำและช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ได้ดี

วิธีรักษาและการดูแลทางเวชปฏิบัติ

การรักษาจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือการรักษาจำเพาะตามสาเหตุและการดูแลประคับประคองทางระบบน้ำและเกลือแร่

1. การรักษาทางการแพทย์เฉพาะโรค

  • การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Management): หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน การรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก (Appendectomy) ซึ่งในปัจจุบันนิยมทำการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Appendectomy) เนื่องจากแผลมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้รวดเร็ว
  • การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Therapy): ในกรณีของลำไส้อักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย หรือใช้ร่วมกับการรักษาไส้ติ่งอักเสบที่มีภาวะแทรกซ้อน
  • ยารักษาเฉพาะกลุ่มโรค (Targeted Therapy): เช่น การใช้ยากลุ่มปรับภูมิคุ้มกัน (Immunomodulators) หรือยากลุ่มชีวภาพ (Biologics) ในโรคโครห์น

2. การดูแลและประคับประคองอาการที่บ้านอย่างถูกวิธี

ในกรณีที่แพทย์ประเมินแล้วว่าสามารถดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ หรืออยู่ในระยะฟื้นตัว ควรปฏิบัติดังนี้:

  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่ (Oral Rehydration Therapy): สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย ควรดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับท้องเสีย (Oral Rehydration Salts - ORS) โดยใช้วิธีจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ห้ามดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับผู้ออกกำลังกายเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไปซึ่งจะทำให้ท้องเสียมากขึ้น
  • การจัดการภาวะไข้ด้วยวิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในการเช็ดตัว โดยเช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขน (เช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่หัวใจ) และเน้นการวางผ้าชุบน้ำบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และซอกคอ เพื่อระบายความร้อนออกจากหลอดเลือดใหญ่
  • การปรับโภชนาการ: ในช่วงที่มีอาการท้องเสียหรือช่วงฟื้นตัว ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น โจ๊กข้าวกล้องต้ม ข้าวต้มปลา หรือกล้วยน้ำว้า หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง นมสด และผลไม้รสเปรี้ยว
ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญและข้อห้ามเด็ดขาด:
  • ห้ามซื้อยาระบายหรือยาสวนทวารมาใช้เองเด็ดขาด: หากมีอาการปวดท้องขวาร่วมกับท้องผูก เนื่องจากยาระบายจะไปกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้อย่างรุนแรง ซึ่งหากเกิดจากภาวะไส้ติ่งอักเสบหรือลำไส้อุดตัน อาจส่งผลให้ไส้ติ่งหรือลำไส้แตกทะลุได้ทันที
  • ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลหรือกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs เช่น Ibuprofen) ทานเองก่อนไปพบแพทย์: เพราะยาแก้ปวดจะไปบดบังอาการแสดงของโรค (Masking of Symptoms) ทำให้แพทย์ตรวจไม่พบอาการกดเจ็บ ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้าจนเกิดอันตราย
  • การใช้ยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว: หากจำเป็นต้องใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้ใหญ่คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง โดยทานห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง และห้ามทานเกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน (สำหรับผู้ใหญ่ห้ามเกิน 4,000 มิลกรัมต่อวัน) เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: เพราะส่วนใหญ่ของอาการท้องเสียเกิดจากเชื้อไวรัสหรือสาเหตุที่ไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและทำลายจุลินทรีย์ประจำถิ่นในลำไส้

การป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหารในระยะยาว

เพื่อป้องกันการเกิดโรคทางเดินอาหารและส่งเสริมสุขภาพของลำไส้ให้แข็งแรง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • โภชนาการที่เหมาะสม (Nutrition and Fiber): รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อช่วยเพิ่มมวลอุจจาระและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ตามธรรมชาติ ลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วอุจจาระไปอุดตันรูเปิดไส้ติ่ง
  • การรักษาความสะอาดและสุขอนามัย (Personal Hygiene): ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลางล้างมือ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Immunization): ในเด็กเล็ก ควรได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า (Rotavirus Vaccine) ตามกำหนดการรับวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อลดความรุนแรงของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
  • การปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome): การรับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ นมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต หรือกิมจิ จะช่วยเพิ่มประชากรแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันและการบีบตัวของลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้ปกครองและคนไข้ (Patient & Parent Checklist):
  1. สังเกตและบันทึกเวลาที่เริ่มปวดท้อง ลักษณะการปวด และทิศทางการย้ายของความเจ็บปวด
  2. บันทึกจำนวนครั้งและลักษณะของอุจจาระ (เหลว เป็นน้ำ มีมูกปน หรือเหนียวแข็ง)
  3. ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชั่วโมง หากมีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ทันที
  4. งดอาหารแข็งและดื่มน้ำเกลือแร่ ORS แทน หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
  5. ตรวจสอบว่ามีสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag) หรือไม่ หากมีให้รีบเดินทางไปแผนกฉุกเฉินทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down