ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องภาวะไส้ติ่งอักเสบและภาวะไส้ติ่งแตกในทางการแพทย์

โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมช่องท้องที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงอายุ แม้ว่าไส้ติ่ง (Appendix) จะเป็นท่อปลายตันขนาดเล็กที่ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ส่วนต้นและไม่มีหน้าที่เด่นชัดในระบบย่อยอาหาร แต่หากเกิดการอุดตันและอักเสบขึ้นมา จะสามารถดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น

คำถามที่ว่า "ไส้ติ่งแตกอันตรายถึงชีวิตจริงหรือไม่" คำตอบทางการแพทย์คือ "จริงแท้แน่นอน" หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดภาวะไส้ติ่งแตก (Ruptured Appendicitis) เชื้อแบคทีเรียและหนองที่สะสมอยู่ภายในจะแพร่กระจายเข้าสู่ช่องท้อง ส่งผลให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) และนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia หรือ Sepsis) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กเล็ก (โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี) และผู้สูงอายุ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่มีโอกาสเกิดภาวะไส้ติ่งแตกได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการปวดท้องของตนเองได้อย่างชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า ส่วนผู้สูงใหญ่มักมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจน เช่น ไม่มีไข้ หรือปวดท้องเพียงเล็กน้อยเนื่องจากการตอบสนองของร่างกายและระบบประสาทรับความรู้สึกเสื่อมลงตามวัย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการแสดงที่ต้องเฝ้าระวัง และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้

ข้อมูลทางสถิติทางการแพทย์: อัตราการแตกทะลุของไส้ติ่งในผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันสูงถึงร้อยละ 15-30 โดยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มีอัตราการแตกทะลุสูงถึงร้อยละ 50-85 เนื่องจากผนังไส้ติ่งของเด็กมีความบางกว่าผู้ใหญ่ และการวินิจฉัยที่ทำได้ยากกว่าปกติ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบสู่ภาวะไส้ติ่งแตก (Causes & Pathophysiology)

กลไกหลักที่ทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ เริ่มต้นจากการเกิดการอุดตันในรูของไส้ติ่ง (Appendiceal lumen obstruction) ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการอุดตันมีดังนี้

  • เศษอุจจาระแข็ง (Fecalith): เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ โดยอุจจาระที่แห้งและแข็งตัวจะเคลื่อนไปอุดตันบริเวณรูเปิดของไส้ติ่ง
  • เนื้อเยื่อน้ำเหลืองโตตัว (Lymphoid Hyperplasia): พบได้บ่อยในผู้ป่วยเด็ก โดยระบบภูมิคุ้มกันรอบๆ ไส้ติ่งเกิดการตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในร่างกาย ทำให้เนื้อเยื่อน้ำเหลืองบวมโตจนอุดตันรูไส้ติ่ง
  • สิ่งแปลกปลอม (Foreign Bodies) หรือพยาธิ (Parasites): เช่น เมล็ดผลไม้บางชนิด หรือพยาธิเส้นด้ายที่เข้าไปอุดตันในรูไส้ติ่ง แม้ว่าจะพบได้น้อยในปัจจุบัน

เมื่อรูไส้ติ่งเกิดการอุดตัน เมือก (Mucus) ที่สร้างจากผนังด้านในของไส้ติ่งจะไม่สามารถระบายออกสู่ลำไส้ใหญ่ได้ ส่งผลให้ความดันภายในรูไส้ติ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มขึ้นของความดันนี้จะไปกดทับเส้นเลือดฝอยและเส้นน้ำเหลือง ทำให้เกิดภาวะขาดเลือด (Ischemia) ของผนังไส้ติ่ง เมื่อผนังไส้ติ่งเริ่มอ่อนแอ แบคทีเรียประจำถิ่นที่อยู่ภายในช่องลำไส้ โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic bacteria) และกลุ่ม แกรมลบ (Gram-negative bacilli) เช่น Escherichia coli และ Bacteroides fragilis จะเกิดการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว (Bacterial overgrowth) นำไปสู่การอักเสบอย่างรุนแรงและเกิดหนอง

หากไม่มีการผ่าตัดรักษา ความดันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ร่วมกับการเน่าตายของเนื้อเยื่อผนังไส้ติ่ง (Gangrenous appendicitis) จะส่งผลให้ผนังไส้ติ่งเกิดการทะลุหรือแตกออก (Perforation) ในที่สุด ทำให้น้ำหนอง เชื้อแบคทีเรีย และเศษอุจจาระรั่วไหลเข้าสู่ช่องท้องโดยตรง

อาการแสดงสำคัญและการดำเนินโรคในแต่ละระยะ (Symptoms & Progression)

อาการแสดงของโรคไส้ติ่งอักเสบมีความจำเพาะและมักดำเนินไปตามระยะเวลาอย่างชัดเจน การสังเกตและจดบันทึกระยะเวลาของอาการจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น

1. ระยะเริ่มต้น (Early Stage: ช่วง 0-12 ชั่วโมงแรก)

ในระยะนี้ ไส้ติ่งเพิ่งเริ่มอุดตันและเต่งตึง กระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกส่วนลึกในช่องท้อง ทำให้อาการปวดท้องยังมีลักษณะไม่จำเพาะเจาะจง

  • อาการปวดท้องรอบสะดือ (Periumbilical pain): ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการปวดตื้อๆ บอกตำแหน่งได้ไม่ชัดเจน มักเป็นบริเวณรอบๆ สะดือหรือใต้ลิ้นปี่
  • อาการร่วมทางระบบทางเดินอาหาร: มีอาการเบื่ออาหารอย่างรุนแรง (Anorexia) คลื่นไส้ และอาจมีอาเจียนร่วมด้วย 1-2 ครั้ง

2. ระยะอักเสบเฉียบพลัน (Acute Localized Stage: ช่วง 12-24 ชั่วโมง)

เมื่อการอักเสบลามไปถึงผนังชั้นนอกของไส้ติ่งและไประคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้องส่วนผนังท้อง (Parietal peritoneum)

  • ย้ายที่ปวดท้อง (Migration of pain): อาการปวดจะย้ายตำแหน่งจากรอบสะดือลงมาที่ท้องน้อยด้านขวาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณจุดแมคเบอร์นีย์ (McBurney's point) ซึ่งอยู่ห่างจากปุ่มกระดูกเชิงกรานด้านหน้าถึงสะดือประมาณ 2 ใน 3
  • อาการปวดเจ็บเฉพาะที่ (Localized tenderness): อาการปวดจะมีลักษณะปวดเสียว ปวดรุนแรงขึ้นเมื่อขยับตัว เดิน ไอ หรือจาม
  • ไข้ต่ำๆ: เริ่มมีไข้ต่ำๆ (ประมาณ 37.5 - 38.3 องศาเซลเซียส)

3. ระยะไส้ติ่งแตกและเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Ruptured & Peritonitis Stage: มักเกิดหลัง 24-48 ชั่วโมง)

เมื่อผนังไส้ติ่งแตกออก ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่าอาการปวดท้องลดลงชั่วขณะเนื่องจากความดันภายในไส้ติ่งลดลง แต่นั่นคือสัญญาณอันตรายใหญ่หลวง เพราะหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง อาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว

  • ปวดท้องรุนแรงทั่วทั้งท้อง (Generalized abdominal pain): อาการปวดกระจายตัวไปทั่วท้อง ท้องจะเกร็งและแข็งเหมือนแผ่นกระดาน (Abdominal rigidity)
  • ไข้สูงหนาวสั่น: อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
  • อาการทางระบบหมุนเวียนโลหิต: ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ปัสสาวะออกน้อยลง และซึมลงเนื่องจากภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic shock)
ข้อสังเกตพิเศษในเด็กเล็ก: เด็กเล็กมักไม่สามารถบอกตำแหน่งปวดได้ แต่จะแสดงออกด้วยการร้องไห้งอแงไม่หยุด นอนขดตัวงอเข่าชิดอกเพื่อลดความตึงของหน้าท้อง ท้องอืดตึง ไม่อยากขยับตัว และมีไข้สูงร่วมกับอาการอาเจียนบ่อยครั้ง หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะวิกฤตฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการส่งตัวไปยังแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที ห้ามรีรอสังเกตอาการที่บ้าน

  1. อาการปวดท้องรุนแรงจนขยับตัวไม่ได้: ปวดจนตัวงอ ไม่ยอมให้ใครสัมผัสหน้าท้อง หรือหน้าท้องเกร็งแข็งตึงตลอดเวลาเมื่อเอามือคลำเบาๆ (Guarding and Rigidity)
  2. ไข้สูงเฉียบพลันร่วมกับหนาวสั่น: ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสที่ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  3. อาเจียนอย่างต่อเนื่องและรุนแรง: จนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน
  4. มีสัญญาณชีพผิดปกติ (Abnormal Vital Signs): หายใจเร็วและตื้น ชีพจรเต้นเร็วเกิน 100 ครั้งต่อนาที ผิวหนังเย็นเปียกชื้น หน้าซีด และมีอาการสับสน ซึมลง หรือหมดสติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบอาศัยการประเมินร่วมกันหลายวิธีเพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงสุดและป้องกันการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น รวมถึงป้องกันความล่าช้าจนไส้ติ่งแตก

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายโดยแพทย์ (Physical Examination)

  • การตรวจหาอาการปล่อยเจ็บ (Rebound tenderness): แพทย์จะกดมือลงบนหน้าท้องลึกๆ แล้วปล่อยมือออกอย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยรู้สึกเจ็บเสียวอย่างรุนแรงขณะปล่อยมือ แสดงว่ามีการระคายเคืองของเยื่อบุช่องท้อง
  • Rovsing's sign: การกดท้องที่ด้านล่างซ้าย แต่ผู้ป่วยกลับรู้สึกเจ็บที่ท้องน้อยด้านขวา
  • Psoas sign และ Obturator sign: การยืดกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพกเฉพาะจุด ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหากไส้ติ่งอักเสบสัมผัสกับกล้ามเนื้อเหล่านี้

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูปริมาณเม็ดเลือดขาว (White Blood Cell - WBC) ซึ่งมักจะสูงกว่าค่าปกติ (Leukocytosis) ร่วมกับมีสัดส่วนของนิวโทรฟิล (Neutrophils) ที่สูงขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อแยกแยะโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะที่มีอาการปวดท้องคล้ายกัน
  • การตรวจสารบ่งชี้การอักเสบ (C-Reactive Protein - CRP): ระดับ CRP ที่สูงขึ้นในเลือดช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยการอักเสบเฉียบพลัน

3. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Studies)

  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasonography): เป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่มีรังสี เหมาะสำหรับเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยอายุน้อย แพทย์จะมองหาไส้ติ่งที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่า 6 มิลลิเมตร และผนังหนาตัวขึ้น
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT Scan of the Abdomen): มีความไวและความแม่นยำสูงที่สุด (มากกว่าร้อยละ 95) มักใช้ในผู้ใหญ่หรือกรณีที่ผลอัลตราซาวนด์ไม่ชัดเจน เพื่อยืนยันการอักเสบ ดูขอบเขตของหนอง หรือยืนยันภาวะไส้ติ่งแตกทะลุ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment)

การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบและไส้ติ่งแตกที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยที่สุดคือ "การผ่าตัด" ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ

1. การรักษาด้วยการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก (Appendectomy)

ในปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัด 2 วิธีหลักขึ้นอยู่กับอาการและความพร้อมของสถานพยาบาล

หัวข้อเปรียบเทียบ การผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopic Appendectomy) การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Open Appendectomy)
ขนาดแผล แผลขนาดเล็กมาก 3 จุด (ประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร) แผลยาวแนวเฉียงที่ท้องน้อยด้านขวา (ประมาณ 3-5 เซนติเมตร)
ความเจ็บปวดหลังผ่าตัด น้อยกว่า ฟื้นตัวกลับมาเดินและทำกิจกรรมปกติได้เร็วกว่า มากกว่าเนื่องจากมีการตัดแยกชั้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง
ความเหมาะสม เหมาะกับไส้ติ่งอักเสบระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยน้ำหนักมาก หรือผู้หญิง เหมาะกับกรณีไส้ติ่งแตกกระจาย มีพังผืดมาก หรือคนไข้ที่ไม่สามารถทนการเป่าแก๊สในช่องท้องได้

2. แนวทางการรักษาในกรณี "ไส้ติ่งแตกแล้ว"

หากพบว่าไส้ติ่งแตกทะลุแล้ว ศัลยแพทย์จำเป็นต้องดำเนินการรักษาเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยสูงสุดดังนี้

  • การล้างทำความสะอาดช่องท้อง (Peritoneal Lavage): แพทย์จะทำการล้างหนองและเศษสิ่งสกปรกในช่องท้องด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อในปริมาณมาก เพื่อลดโอกาสการเกิดฝีหนองในช่องท้องหลังผ่าตัด
  • การใส่สายระบาย (Surgical Drain): ในกรณีที่มีหนองปริมาณมาก แพทย์อาจใส่สายยางระบายหนองทิ้งไว้บริเวณแผลผ่าตัดประมาณ 2-5 วัน เพื่อระบายสิ่งคัดหลั่งที่ยังหลงเหลืออยู่
  • การให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Antibiotics): ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดผ่านทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3-7 วันหลังการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

เมื่อมีอาการปวดท้องเฉียบพลันที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด มีข้อห้ามสำคัญทางหมวดหมู่วิชาชีพแพทย์ที่คนไข้และญาติห้ามทำโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจกระตุ้นให้ไส้ติ่งแตกเร็วขึ้น

ข้อควรระวังทางการแพทย์และสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด:
  • ห้ามรับประทานยาระบายหรือยาสวนทวารเด็ดขาด (No Laxatives or Enemas): การใช้ยาระบายจะไปเพิ่มการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้แรงดันในรูไส้ติ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกระตุ้นให้เกิดไส้ติ่งแตกทันที
  • ห้ามประคบร้อนที่หน้าท้อง (No Heating Pads): การประคบร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งจะเร่งกระบวนการอักเสบและทำให้ไส้ติ่งแตกง่ายขึ้น
  • ห้ามซื้อยาแก้ปวดชนิดรุนแรงรับประทานเองก่อนพบแพทย์: เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs (Ibuprofen, Mefenamic acid) หรือยาแก้ปวดกลุ่มฝิ่น เนื่องจากยาเหล่านี้จะบดบังอาการแสดงปวดท้อง ทำให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคได้ยากและเกิดความล่าช้า
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและน้ำ (NPO): หากสงสัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ให้งดน้ำและอาหารทันที เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายสำหรับการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดด่วน

การฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลหลังผ่าตัดอย่างถูกวิธี

การดูแลหลังผ่าตัดไส้ติ่งเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลติดเชื้อ หรือลำไส้อุดตันหลังผ่าตัด

  • การดูแลแผลผ่าตัด: รักษาความสะอาดของแผลผ่าตัดให้แห้งอยู่เสมอ ห้ามให้แผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม (กรณีเย็บด้วยไหมไม่ละลาย) หรือตามแพทย์สั่ง หากแผลบวม แดง มีหนอง หรือมีไข้กลับมา ให้รีบกลับไปพบแพทย์ทันที
  • การรับประทานอาหาร: เริ่มต้นจากอาหารเหลวใส เช่น น้ำซุป โจ๊กเหลว เมื่อระบบลำไส้เริ่มกลับมาทำงาน (สังเกตจากการผายลม) จึงค่อยๆ ปรับเป็นอาหารอ่อน และอาหารปกติที่มีกากใยสูงเพื่อป้องกันอาการท้องผูก
  • การเคลื่อนไหวร่างกาย: ควรเริ่มลุกเดินเบาๆ หลังผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมงแรกเพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้และป้องกันพังผืดในช่องท้อง
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: ควรงดกิจกรรมที่ต้องออกแรงเกร็งหน้าท้อง การเล่นกีฬา หรือยกของหนักเป็นเวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หลังผ่าตัด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับการรับมือเมื่อสงสัยว่าไส้ติ่งอักเสบ

แนวทางปฏิบัติทันทีเมื่อมีอาการปวดท้องต้องสงสัย

  • สังเกตอาการปวด: ดูว่าอาการเริ่มจากรอบสะดือแล้วย้ายมาท้องน้อยด้านขวาหรือไม่
  • งดอาหารและน้ำทันที: ห้ามรับประทานสิ่งใดๆ เข้าทางปากเพื่อเตรียมผ่าตัด
  • ห้ามใช้ยาระบาย ยาสวน หรือยาแก้ปวดแรงๆ: ป้องกันไม่ให้ไส้ติ่งแตกหรือบดบังอาการ
  • วัดอุณหภูมิร่างกาย: ตรวจสอบว่ามีไข้ร่วมด้วยหรือไม่
  • เดินทางไปสถานพยาบาลทันที: เข้าพบแพทย์เฉพาะทางหรือแผนกฉุกเฉินเพื่อทำการวินิจฉัยอย่างละเอียด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down