ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อาการเจ็บท้องถือเป็นหนึ่งในอาการป่วยที่เกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารทั่วไป ไปจนถึงภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะอาการเจ็บท้องด้านขวาตอนกด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนคลาสสิกของโรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) ที่หากปล่อยทิ้งไว้จนลุกลามจนเกิดภาวะไส้ติ่งแตก (Ruptured Appendix) จะนำไปสู่การติดเชื้อในช่องท้องอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ บทความฉบับนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการเตือนที่สำคัญ และแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้สามารถรับมือและพาผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ทำความรู้จักไส้ติ่งและความสำคัญทางการแพทย์

ไส้ติ่ง (Appendix) เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตันขนาดเล็ก ยาวประมาณนิ้วก้อย ตั้งอยู่บริเวณส่วนล่างขวาของช่องท้อง ภายในบริเวณที่เรียกว่าท้องน้อยด้านขวา (Right Lower Quadrant) แม้ในอดีตไส้ติ่งอาจถูกมองว่าเป็นอวัยวะส่วนเกินที่ไม่มีหน้าที่สำคัญ แต่ในปัจจุบันพบว่าไส้ติ่งมีส่วนช่วยในการเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ อย่างไรก็ตาม เมื่อไส้ติ่งเกิดการอุดตัน จะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบอย่างรวดเร็ว ซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่มักพบบ่อยที่สุดในช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวอายุระหว่างสิบถึงสามสิบปี

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ

กลไกหลักที่ทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบคือ การอุดตันของรูเปิดไส้ติ่ง (Appendiceal Lumen) ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของแรงดันภายในไส้ติ่ง การไหลเวียนของเลือดลดลง และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียตามมา โดยสาเหตุของการอุดตันมักเกิดจาก

  • อุจจาระแข็งที่อัดแน่นจนกลายเป็นก้อนนิ่วไส้ติ่ง (Fecalith) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณผนังลำไส้โตขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร
  • ปรสิตหรือพยาธิในลำไส้
  • สิ่งแปลกปลอมที่รับประทานเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ

เมื่อไส้ติ่งเกิดการอุดตันและอักเสบ ผนังของไส้ติ่งจะเริ่มบวม ขาดเลือดไปเลี้ยง และหากปล่อยไว้เกินกว่าสี่สิบแปดชั่วโมง ผนังไส้ติ่งจะเริ่มเน่าเปื่อยและทะลุออก ทำให้ของเหลวและหนองจากลำไส้รั่วไหลเข้าไปในช่องท้อง ส่งผลให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) ตามมา ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินทันที

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

ลักษณะเด่นของอาการไส้ติ่งอักเสบมักจะมีลำดับขั้นตอนที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ซึ่งแพทย์มักใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยเบื้องต้น

  • ระยะเริ่มต้น (อาการปวดรอบสะดือ): ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการปวดตื้อๆ บริเวณรอบสะดือหรือลิ้นปี่ คล้ายกับอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารหรืออาหารเป็นพิษ มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารร่วมด้วย
  • ระยะลุกลาม (อาการย้ายมาเจ็บท้องด้านขวาตอนกด): ผ่านไปประมาณสี่ถึงสิบสองชั่วโมง อาการปวดจะเริ่มย้ายตำแหน่งชัดเจนมาที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา โดยเฉพาะบริเวณจุดที่เรียกว่า แมคเบอร์นีย์พอยต์ (McBurney's Point) อาการปวดจะมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ไอ หรือจาม
  • ระยะไส้ติ่งแตก: หากไส้ติ่งแตก อาการปวดท้องที่เคยจำกัดอยู่แค่ด้านขวาจะกระจายปวดไปทั่วทั้งท้อง หน้าท้องจะแข็งเกร็งอย่างเห็นได้ชัด ผู้ป่วยจะมีไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีอาการชีพจรเต้นเร็ว
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากมีอาการเจ็บท้องด้านขวาตอนกด ร่วมกับอาการคลื่นไส้และไม่อยากรับประทานอาหาร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง เพราะอาจไปบดบังอาการแสดงที่แท้จริงและทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ล่าช้าลง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บท้องด้านขวาตอนกด มีสัญญาณอันตรายหลายประการที่บ่งบอกว่าไส้ติ่งอาจกำลังจะแตกหรือแตกแล้ว ซึ่งผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดและนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ได้แก่

  • อาการปวดท้องรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว และไม่บรรเทาลงแม้จะนอนพักผ่อน
  • หน้าท้องแข็งเกร็ง (Rigid Abdomen) เมื่อกดลงไปแล้วปล่อยมือจะรู้สึกเจ็บแปล๊บอย่างรุนแรง (Rebound Tenderness)
  • มีไข้สูงหนาวสั่น ซึ่งแสดงถึงการติดเชื้อที่ลุกลามในกระแสเลือดหรือช่องท้อง
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้งจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้
  • มีอาการซึมลง อ่อนเพลียมาก หรือมีความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อกจากการติดเชื้อ
  • สวนใส้ติ่งที่แตกแล้วบางรายอาการปวดอาจลดลงชั่วคราวเนื่องจากความดันในไส้ติ่งลดลง แต่หลังจากนั้นไม่นานอาการจะกลับมากำเริบอย่างรุนแรงจากภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบวงกว้าง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการเจ็บท้องด้านขวาตอนกด แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อยืนยันโรค ได้แก่

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะทำการกดตรวจบริเวณหน้าท้องเพื่อหาจุดที่เจ็บที่สุด และประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาวที่มักจะสูงขึ้นจากการติดเชื้อและการอักเสบในร่างกาย
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: เช่น การทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ในรายที่วินิจฉัยได้ยาก เพื่อดูขนาดและความหนาตัวของไส้ติ่ง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาหลักและมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับโรคไส้ติ่งอักเสบคือ การผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก (Appendectomy) ซึ่งสามารถทำได้สองวิธีหลักตามดุลยพินิจของศัลยแพทย์

  • การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง (Open Appendectomy): เป็นการผ่าตัดแบบดั้งเดิมโดยการเปิดแผลขนาดเล็กบริเวณท้องน้อยด้านขวา เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะไส้ติ่งแตกและมีการกระจายของหนองในช่องท้องมาก
  • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Appendectomy): เป็นการผ่าตัดแผลเล็กโดยใช้กล้องและเครื่องมือพิเศษ มีข้อดีคือเจ็บแผลน้อยกว่า ฟื้นตัวได้เร็ว และกลับบ้านได้ไวขึ้น

ในระหว่างการเตรียมตัวผ่าตัด แพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids) และให้ยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อ พร้อมทั้งงดน้ำและอาหารทางปากเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดภวิสัญญี

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามรับประทานยาระบาย ยาสสวนอุจจาระ หรือรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) โดยเด็ดขาดเมื่อมีอาการเจ็บท้องรุนแรง เพราะอาจทำให้ไส้ติ่งแตกทะลุได้ง่ายขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อรุนแรง

การป้องกันและการดูแลหลังการผ่าตัด

เนื่องจากโรคไส้ติ่งอักเสบเกิดจากการอุดตันทางกายวิภาค จึงไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคโดยตรงร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช รวมถึงการดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยลดโอกาสการเกิดท้องผูกและลดการเกิดนิ่วไส้ติ่งได้

สำหรับการดูแลตนเองหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ได้แก่

  • พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกกำลังกายหักโหมในช่วงสัปดาห์แรกหลังผ่าตัด
  • ดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ ป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำจนกว่าจะถึงกำหนดตัดไหมหรือแพทย์อนุญาต
  • รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายในระยะแรก และค่อยๆ กลับมารับประทานอาหารปกติเมื่อลำไส้เริ่มทำงานได้ดีขึ้น
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ปวดแผลมากขึ้นเรื่อยๆ แผลบวมแดงอักเสบ หรือมีหนองซึม ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down