ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจอาการปวดท้องน้อยด้านขวาพร้อมมีตกขาวผิดปกติ

อาการปวดท้องน้อยด้านขวาควบคู่ไปกับการมีตกขาวที่ผิดปกติ เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนภัยทางนรีเวชที่ผู้หญิงทุกคนไม่ควรนข้าม เนื่องจากบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านขวาเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญหลายส่วน ทั้งท่อนำไข่ด้านขวา รังไข่ด้านขวา ไส้ติ่ง รวมถึงส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ การเกิดความผิดปกติในบริเวณนี้จึงอาจมีสาเหตุมาจากโรคระบบสืบพันธุ์สตรี โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือแม้แต่ภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

ในทางการแพทย์ ตกขาว (Vaginal Discharge) เป็นสาร secretions ตามธรรมชาติที่ขับออกมาจากต่อมบริเวณปากมดลูกและช่องคลอด เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น ป้องกันการติดเชื้อ และปรับสมดุลความเป็นกรดด่าง แต่หากตกขาวนั้นมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีปริมาณมากผิดปกติ เปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง สีเขียว สีเทา มีกลิ่นเหม็นคาว หรือมีเลือดปน ร่วมกับอาการปวดท้องน้อยด้านขวา นั่นหมายความว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่ามีกระบวนการอักเสบ การติดเชื้อ หรือความผิดปกติเกิดขึ้นภายในระบบอวัยวะภายใน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของอาการปวดท้องน้อยด้านขวาและตกขาวผิดปกติ

การวิเคราะห์สาเหตุของอาการปวดท้องน้อยด้านขวาพร้อมตกขาวผิดปกตินั้น แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาจากกลไกการเกิดโรคและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง โดยสาเหตุหลักสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มโรคทางนรีเวชและโรคทางศัลยกรรม ดังนี้

โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease - PID)

ถือเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการนี้ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามจากช่องคลอดและปากมดลูกขึ้นไปสู่มดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ เชื้อที่เป็นสาเหตุบ่อย ได้แก่ เชื้อหนองในแท้ (Neisseria gonorrhoeae) และเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia trachomatis) เมื่อเกิดการติดเชื้อจะทำให้ท่อนำไข่บวมอักเสบ มีหนองสะสม ส่งผลให้เกิดอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย โดยเฉพาะด้านที่มีการอักเสบรุนแรง ร่วมกับมีตกขาวปริมาณมาก มีสีเหลืองเขียวและมีกลิ่นเหม็น

ซีสต์รังไข่แตกหรือบิดขั้ว (Ovarian Cyst Rupture or Torsion)

รังไข่ด้านขวาที่มีถุงน้ำหรือซีสต์อยู่ เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจเกิดการแตกออก หรือเกิดการบิดขั้วทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงรังไข่ได้ทัน ภาวะนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องน้อยด้านขวากะทันหันและรุนแรง หากถุงน้ำนั้นเกิดการติดเชื้อร่วมด้วย ก็จะทำให้มีอาการตกขาวผิดปกติร่วมด้วยได้เช่นกัน

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy)

สำหรับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีอาการปวดท้องน้อยด้านขวาร่วมกับมีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่าเป็นตกขาวปนเลือด ต้องนึกถึงภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกบริเวณท่อนำไข่ด้านขวาเสมอ ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิตหากท่อนำไข่แตกและเกิดการตกเลือดในช่องท้อง

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)

แม้ไส้ติ่งอักเสบจะเป็นโรคทางศัลยกรรม แต่ตำแหน่งของไส้ติ่งตั้งอยู่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ซึ่งอาจมีความใกล้เคียงกับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไส้ติ่งอักเสบอาจมีตกขาวร่วมด้วยหากมีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย หรืออาการปวดอาจมีความคาบเกี่ยวกันจนต้องอาศัยการตรวจอัลตราซาวด์และการตรวจเลือดเพื่อแยกโรค

อาการแสดงสำคัญและลักษณะของตกขาวที่ต้องสังเกต

การสังเกตลักษณะของอาการปวดและตกขาวอย่างละเอียด จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุที่แท้จริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

  • ลักษณะอาการปวดท้องน้อย: อาจมีอาการปวดหน่วงเรื้อรัง หรือปวดเฉียบพลันรุนแรง อาการปวดอาจร้าวไปที่หลังส่วนล่าง ขาหนีบด้านขวา หรือปวดมากขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์และขณะขับถ่าย
  • ลักษณะตกขาวที่ผิดปกติ: ตกขาวที่มีลักษณะเป็นก้อนแป้งสีขาวข้นร่วมกับอาการคัน (บ่งบอกถึงการติดเชื้อรา), ตกขาวสีเหลืองเขียวมีฟองและมีกลิ่นคาวปลา (บ่งบอกถึงการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด), หรือตกขาวสีเหลืองข้นมีเลือดปนและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง (บ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)
  • อาการร่วมอื่นๆ: อาจมีไข้หนวส, คลื่นไส้ อาเจียน, ปัสสาวะแสบขัด, หรือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดนอกรอบประจำเดือน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามเพิกเฉยต่ออาการปวดท้องน้อยเฉียบพลันที่มีไข้สูงร่วมด้วย เพราะอาจเป็นการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดหรือภาวะช็อกจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านขวาและมีตกขาวผิดปกติ แพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่เป็นระบบเพื่อความแม่นยำสูงสุด ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามลักษณะของอาการปวด ระยะเวลา ประวัติประจำเดือน ประวัติทางเพศสัมพันธ์ และอาการร่วมต่างๆ
  • การตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจภายใน: เพื่อคลำหาจุดกดเจ็บที่บริเวณท้องน้อย ประเมินความเจ็บปวดบริเวณปากมดลูก และตรวจดูลักษณะของตกขาวที่ออกจากช่องคลอดโดยตรง
  • การเก็บตัวอย่างตกขาวตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Swab Test): นำตกขาวไปส่องกล้องหรือเพาะเชื้อเพื่อหาชนิดของเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิที่เป็นสาเหตุ
  • การตรวจอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน (Pelvic Ultrasound): อาจเป็นการอัลตราซาวด์ผ่านทางหน้าท้องหรือทางช่องคลอด เพื่อดูความผิดปกติของมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ และตรวจหาภาวะซีสต์ เนื้องอก หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • การตรวจเลือดและปัสสาวะ: เพื่อตรวจหาภาวะการอักเสบจากจำนวนเม็ดเลือดขาว และตรวจยืนยันการตั้งครรภ์

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการปวดท้องน้อยด้านขวาและตกขาวผิดปกติ จะต้องรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ โดยแบ่งเป็นแนวทางหลักดังนี้

การรักษาด้วยยา

หากสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์จะทำการจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ชนิดรับประทานหรือชนิดฉีด ซึ่งผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้หมดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ หากเกิดจากการติดเชื้อรา แพทย์จะให้ยาต้านเชื้อราทั้งชนิดสอดช่องคลอดและชนิดรับประทาน ร่วมกับการใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ

การรักษาทางศัลยกรรม

ในกรณีที่ตรวจพบว่าสาเหตุเกิดจากซีสต์รังไข่แตก ซีสต์บิดขั้ว ฝีในอุ้งเชิงกราน หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก แพทย์อาจพิจารณาเข้ารับการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopic Surgery) หรือการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพื่อแก้ไขความผิดปกติและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

คำแนะนำจากคุณหมอ: ในระหว่างที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยยา ห้ามสวนล้างช่องคลอดเด็ดขาด และควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าหายสนิทแล้ว เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนและการแพร่เชื้อไปยังคู่นอน

การฟื้นฟูสุขภาพและการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

การดูแลตนเองหลังการรักษาและการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดท้องน้อยและตกขาวผิดปกติซ้ำ มีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลบริเวณจุดซ่อนเร้นให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือสารเคมีรุนแรงสวนล้างช่องคลอด
  • สวมใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้ายระบายอากาศได้ดี ไม่คับแน่นจนเกินไป เพื่อลดความอับชื้นซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
  • มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยโดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพภายในประจำปีกับสูตินรีแพทย์สม่ำเสมอ แม้จะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down