ทำความเข้าใจอาการปวดท้องน้อยด้านขวาพร้อมมีตกขาวผิดปกติ
อาการปวดท้องน้อยด้านขวาควบคู่ไปกับการมีตกขาวที่ผิดปกติ เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนภัยทางนรีเวชที่ผู้หญิงทุกคนไม่ควรนข้าม เนื่องจากบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านขวาเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญหลายส่วน ทั้งท่อนำไข่ด้านขวา รังไข่ด้านขวา ไส้ติ่ง รวมถึงส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ การเกิดความผิดปกติในบริเวณนี้จึงอาจมีสาเหตุมาจากโรคระบบสืบพันธุ์สตรี โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือแม้แต่ภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
ในทางการแพทย์ ตกขาว (Vaginal Discharge) เป็นสาร secretions ตามธรรมชาติที่ขับออกมาจากต่อมบริเวณปากมดลูกและช่องคลอด เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น ป้องกันการติดเชื้อ และปรับสมดุลความเป็นกรดด่าง แต่หากตกขาวนั้นมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีปริมาณมากผิดปกติ เปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง สีเขียว สีเทา มีกลิ่นเหม็นคาว หรือมีเลือดปน ร่วมกับอาการปวดท้องน้อยด้านขวา นั่นหมายความว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่ามีกระบวนการอักเสบ การติดเชื้อ หรือความผิดปกติเกิดขึ้นภายในระบบอวัยวะภายใน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของอาการปวดท้องน้อยด้านขวาและตกขาวผิดปกติ
การวิเคราะห์สาเหตุของอาการปวดท้องน้อยด้านขวาพร้อมตกขาวผิดปกตินั้น แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาจากกลไกการเกิดโรคและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง โดยสาเหตุหลักสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มโรคทางนรีเวชและโรคทางศัลยกรรม ดังนี้
โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease - PID)
ถือเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการนี้ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามจากช่องคลอดและปากมดลูกขึ้นไปสู่มดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ เชื้อที่เป็นสาเหตุบ่อย ได้แก่ เชื้อหนองในแท้ (Neisseria gonorrhoeae) และเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia trachomatis) เมื่อเกิดการติดเชื้อจะทำให้ท่อนำไข่บวมอักเสบ มีหนองสะสม ส่งผลให้เกิดอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย โดยเฉพาะด้านที่มีการอักเสบรุนแรง ร่วมกับมีตกขาวปริมาณมาก มีสีเหลืองเขียวและมีกลิ่นเหม็น
ซีสต์รังไข่แตกหรือบิดขั้ว (Ovarian Cyst Rupture or Torsion)
รังไข่ด้านขวาที่มีถุงน้ำหรือซีสต์อยู่ เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจเกิดการแตกออก หรือเกิดการบิดขั้วทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงรังไข่ได้ทัน ภาวะนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องน้อยด้านขวากะทันหันและรุนแรง หากถุงน้ำนั้นเกิดการติดเชื้อร่วมด้วย ก็จะทำให้มีอาการตกขาวผิดปกติร่วมด้วยได้เช่นกัน
การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy)
สำหรับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีอาการปวดท้องน้อยด้านขวาร่วมกับมีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่าเป็นตกขาวปนเลือด ต้องนึกถึงภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกบริเวณท่อนำไข่ด้านขวาเสมอ ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิตหากท่อนำไข่แตกและเกิดการตกเลือดในช่องท้อง
ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
แม้ไส้ติ่งอักเสบจะเป็นโรคทางศัลยกรรม แต่ตำแหน่งของไส้ติ่งตั้งอยู่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ซึ่งอาจมีความใกล้เคียงกับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไส้ติ่งอักเสบอาจมีตกขาวร่วมด้วยหากมีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย หรืออาการปวดอาจมีความคาบเกี่ยวกันจนต้องอาศัยการตรวจอัลตราซาวด์และการตรวจเลือดเพื่อแยกโรค
อาการแสดงสำคัญและลักษณะของตกขาวที่ต้องสังเกต
การสังเกตลักษณะของอาการปวดและตกขาวอย่างละเอียด จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุที่แท้จริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ลักษณะอาการปวดท้องน้อย: อาจมีอาการปวดหน่วงเรื้อรัง หรือปวดเฉียบพลันรุนแรง อาการปวดอาจร้าวไปที่หลังส่วนล่าง ขาหนีบด้านขวา หรือปวดมากขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์และขณะขับถ่าย
- ลักษณะตกขาวที่ผิดปกติ: ตกขาวที่มีลักษณะเป็นก้อนแป้งสีขาวข้นร่วมกับอาการคัน (บ่งบอกถึงการติดเชื้อรา), ตกขาวสีเหลืองเขียวมีฟองและมีกลิ่นคาวปลา (บ่งบอกถึงการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด), หรือตกขาวสีเหลืองข้นมีเลือดปนและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง (บ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)
- อาการร่วมอื่นๆ: อาจมีไข้หนวส, คลื่นไส้ อาเจียน, ปัสสาวะแสบขัด, หรือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดนอกรอบประจำเดือน
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านขวาและมีตกขาวผิดปกติ แพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่เป็นระบบเพื่อความแม่นยำสูงสุด ดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามลักษณะของอาการปวด ระยะเวลา ประวัติประจำเดือน ประวัติทางเพศสัมพันธ์ และอาการร่วมต่างๆ
- การตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจภายใน: เพื่อคลำหาจุดกดเจ็บที่บริเวณท้องน้อย ประเมินความเจ็บปวดบริเวณปากมดลูก และตรวจดูลักษณะของตกขาวที่ออกจากช่องคลอดโดยตรง
- การเก็บตัวอย่างตกขาวตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Swab Test): นำตกขาวไปส่องกล้องหรือเพาะเชื้อเพื่อหาชนิดของเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิที่เป็นสาเหตุ
- การตรวจอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน (Pelvic Ultrasound): อาจเป็นการอัลตราซาวด์ผ่านทางหน้าท้องหรือทางช่องคลอด เพื่อดูความผิดปกติของมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ และตรวจหาภาวะซีสต์ เนื้องอก หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก
- การตรวจเลือดและปัสสาวะ: เพื่อตรวจหาภาวะการอักเสบจากจำนวนเม็ดเลือดขาว และตรวจยืนยันการตั้งครรภ์
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาอาการปวดท้องน้อยด้านขวาและตกขาวผิดปกติ จะต้องรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ โดยแบ่งเป็นแนวทางหลักดังนี้
การรักษาด้วยยา
หากสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์จะทำการจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ชนิดรับประทานหรือชนิดฉีด ซึ่งผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้หมดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ หากเกิดจากการติดเชื้อรา แพทย์จะให้ยาต้านเชื้อราทั้งชนิดสอดช่องคลอดและชนิดรับประทาน ร่วมกับการใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ
การรักษาทางศัลยกรรม
ในกรณีที่ตรวจพบว่าสาเหตุเกิดจากซีสต์รังไข่แตก ซีสต์บิดขั้ว ฝีในอุ้งเชิงกราน หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก แพทย์อาจพิจารณาเข้ารับการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopic Surgery) หรือการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพื่อแก้ไขความผิดปกติและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย
การฟื้นฟูสุขภาพและการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การดูแลตนเองหลังการรักษาและการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดท้องน้อยและตกขาวผิดปกติซ้ำ มีแนวทางปฏิบัติดังนี้
- รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลบริเวณจุดซ่อนเร้นให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือสารเคมีรุนแรงสวนล้างช่องคลอด
- สวมใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้ายระบายอากาศได้ดี ไม่คับแน่นจนเกินไป เพื่อลดความอับชื้นซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
- มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยโดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
- เข้ารับการตรวจสุขภาพภายในประจำปีกับสูตินรีแพทย์สม่ำเสมอ แม้จะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม