ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นเมื่อแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

โรคไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเจ็บป่วยให้กับตัวมารดาเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยความเสี่ยงอันตรายที่สามารถส่งต่อจากแม่สู่ลูกน้อยในครรภ์ได้อย่างเงียบเชียบ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาและวางแผนการคลอดอย่างถูกต้อง ทารกที่ได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิดมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และโรคมะเร็งตับในอนาคต

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกการแพร่ระบาด อาการแสดง แนวทางการตรวจวินิจฉัย และมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการตัดวงจรการส่งต่อโรคจากรุ่นสู่รุ่น และช่วยชีวิตทารกแรกเกิดให้ปลอดภัยจากโรคร้ายแรงนี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคและการติดต่อสู่ทารก

ไวรัสตับอักเสบบีเป็นเชื้อไวรัสในตระกูล Hepadnaviridae ที่มีโครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) และมีความจำเพาะสูงต่อเซลล์ตับ เชื้อนี้ก่อให้เกิดการอักเสบ เนื้อเยื่อตับถูกทำลาย และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการพังผืดในตับ การติดต่อของโรคเกิดขึ้นผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ แต่ในบริบทของหญิงตั้งครรภ์ เส้นทางการติดต่อที่สำคัญที่สุดคือการติดเชื้อจากมารดาไปสู่ทารก (Mother-to-Child Transmission หรือ Vertical Transmission)

กลไกการติดต่อจากแม่สู่ลูกมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการคลอด (Intrapartum Transmission) เมื่อทารกต้องสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของมารดาขณะผ่านช่องคลอด นอกจากนี้ ในบางกรณีที่มารนามีปริมาณไวรัสในกระแสเลือดสูงมาก (High Viral Load) หรือมีภาวะรกเสื่อม เชื้อไวรัสอาจสามารถผ่านรก (Transplacental Transmission) ไปสู่ทารกในครรภ์ได้ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ แต่เกิดขึ้นได้น้อยกว่าช่วงคลอด สำหรับการให้นมบุตร หากทารกได้รับการฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลิน (Hepatitis B Immune Globulin - HBIG) อย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเกิด ทารกสามารถดื่มนมแม่ได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากความเสี่ยงผ่านทางน้ำนมมีน้อยมากและไม่พบหลักฐานยืนยันว่าการให้นมแม่เพิ่มอัตราการติดเชื้อ

อาการแสดงและระยะของโรคในหญิงตั้งครรภ์

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมักไม่มีอาการแสดงใดๆ (Asymptomatic Carriers) ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นพาหะจนกระทั่งมารับการฝากครรภ์และตรวจเลือดคัดกรอง อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคเข้าสู่ระยะกำเริบหรือมีการอักเสบของตับเฉียบพลันและเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจแสดงอาการต่างๆ ดังนี้

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่าย อ่อนล้าอย่างไร้สาเหตุ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะเมื่อได้กลิ่นอาหารที่มีไขมัน
  • มีอาการปวดแน่นบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีชาแก่ และอุจจาระมีสีซีดลง
  • มีภาวะดีซ่าน (Jaundice) โดยผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  • มีอาการคันตามผิวหนังทั่วร่างกายเนื่องจากเกลือให้น้ำดีคั่งในกระแสเลือด

ระยะของโรคแบ่งออกเป็นระยะเฉียบพลัน (Acute Hepatitis B) ซึ่งร่างกายอาจกำจัดเชื้อได้เองในผู้ใหญ่บางราย และระยะเรื้อรัง (Chronic Hepatitis B) ซึ่งหากมีการติดเชื้อนานเกินกว่าหกเดือน เชื้อจะอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิตและทำลายตับอย่างต่อเนื่อง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms): หากหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยโรคตับอักเสบบีมีอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะวิกฤตทางตับที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ซึมสับสน พูดจาสับสน หรือหมดสติ (สัญญาณของโรคตับวายเฉียบพลันหรือภาวะตับคั่งของเสีย Hepatic Encephalopathy), มีอาการบวมน้ำที่ขา ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะท้องมาน (Ascites), อาเจียนเป็นเลือดสดหรือถ่ายอุจจาระดำสนิท (เลือดออกทางเดินอาหารจากภาวะความดันหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง), และมีไข้สูงร่วมกับปวดท้องรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การตรวจวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบบีในหญิงตั้งครรภ์เป็นมาตรฐานสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขและราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนต้องได้รับการตรวจเลือดคัดกรองในการฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะพิจารณาชุดตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้

  • HBsAg (Hepatitis B Surface Antigen): ใช้ตรวจหาโปรตีนผิวของไวรัส เพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้ออยู่ในร่างกายหรือไม่
  • Anti-HBs (Antibody to Hepatitis B Surface Antigen): ใช้ตรวจสอบภูมิคุ้มกันว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้แล้วหรือยัง
  • HBeAg และ Anti-HBe: ใช้ประเมินระดับการแบ่งตัวและความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อของไวรัส
  • HBV DNA Viral Load: การตรวจหาปริมาณสารพันธุกรรมของไวรัสในเลือด เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการให้ยาต้านไวรัสลดความเสี่ยงการติดเชื้อของทารก
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFT): ตรวจระดับเอนไซม์ตับ เช่น AST, ALT, Bilirubin และ Albumin เพื่อประเมินความเสียหายของเนื้อตับ

วิธีดูแลรักษาและการบริหารจัดการทางการแพทย์ในคนท้อง

เป้าหมายหลักของการดูแลรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีคือ การควบคุมปริมาณไวรัสในเลือดของมารดาให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดก่อนคลอด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อส่งต่อไปยังทารก และป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตับในมารดา

  • การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Therapy): หากหญิงตั้งครรภ์มีปริมาณไวรัสสูงมากในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาต้านไวรัส เช่น Tenofovir เพื่อลดปริมาณไวรัสลงอย่างรวดเร็วก่อนกำหนดคลอด ยานี้มีความปลอดภัยสูงต่อทารกในครรภ์
  • การวางแผนการคลอดที่เหมาะสม: การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไม่ใช่ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดคลอดเสมอไป มารสามารถคลอดธรรมชาติได้หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางสูติกรรมอื่นๆ เนื่องจากความเสี่ยงจากการผ่าตัดอาจไม่จำเป็น หากมีการบริหารจัดการป้องกันทารกแรกเกิดอย่างรวดเร็ว
  • การดูแลทารกแรกเกิดทันทีหลังคลอด (The Golden Window): นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีจะต้องได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine) และอิมมูโนบูลิน (HBIG) ภายในสิบสองชั่วโมงแรกหลังคลอดทันที เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปและกระตุ้นภูมิคุ้มกันระยะยาว
คำแนะนำจากคุณหมอ: คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นพาหะไม่ต้องกังวลจนเกินไป ปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก หากฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ ตรวจเลือดและได้รับยาต้านไวรัสตามกำหนด พร้อมทั้งให้ลูกได้รับวัคซีนและ HBIG ครบถ้วนหลังคลอด โอกาสที่ลูกจะติดเชื้อจากแม่จะมีค่าน้อยกว่าร้อยละหนึ่งเท่านั้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งมารดาและทารกในครรภ์ มีข้อควรปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามซื้อยาชุด ยาสสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับมารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากสารเคมีบางชนิดอาจส่งผลให้ตับทำงานหนักและเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน
  • ห้ามละเลยการนัดหมายแพทย์เพื่อติดตามผลเลือดและการทำงานของตับตลอดการตั้งครรภ์
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน หรือกรรไกรตัดเล็บ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่บุคคลในครอบครัว
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะเร่งกระบวนการทำลายเซลล์ตับและเพิ่มความเสี่ยงการเกิดตับแข็ง

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การตัดวงจรโรคไวรัสตับอักเสบบีต้องอาศัยมาตรการป้องกันเชิงรุกในระดับบุคคลและครอบครัว เริ่มจากการตรวจคัดกรองคู่สมรสและการฉีดวัคซีนป้องกันในผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน สำหรับทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นพาหะ นอกจากจะได้รับวัคซีนและ HBIG ในช่วงแรกเกิดแล้ว จะต้องมารับวัคซีนให้ครบตามกำหนดตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคจนครบชุด และต้องเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันซ้ำเมื่ออายุประมาณเก้าถึงสิบสองเดือน เพื่อยืนยันว่าทารกมีภูมิคุ้มกันและปลอดภัยจากการติดเชื้ออย่างสมบูรณ์

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และผู้ดูแล

โรคไวรัสตับอักเสบบีในคนท้องเป็นภาวะที่จัดการได้สำเร็จหากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง นี่คือขั้นตอนสำคัญที่ควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย:

  • ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อรับการตรวจเลือดคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี
  • ปรึกษาแพทย์สูตินรีแพทย์และอายุรแพทย์โรคตับ หากพบว่ามีเชื้อเพื่อประเมินปริมาณไวรัสและรับยาต้านไวรัสในไตรมาสที่สามหากจำเป็น
  • ประสานงานกับโรงพยาบาลล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีนและ HBIG ให้ทารกภายในสิบสองชั่วโมงแรกหลังคลอด
  • พาบุตรมารับวัคซีนครบตามกำหนดและตรวจเลือดซ้ำตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เพื่อปิดโอกาสการเกิดโรคตับเรื้อรังและมะเร็งตับในอนาคต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down