ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ตกใจกับผลตรวจสุขภาพประจำปี พบไวรัสตับอักเสบต้องทำอย่างไรต่อ

การตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลตัวเอง แต่หลายคนมักจะต้องตกใจเมื่อได้รับผลตรวจเลือดแล้วพบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบแฝงอยู่โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมาเลย ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอยืนยันว่าการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นถือเป็นโอกาสทองในการรักษาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับในอนาคต

ไวรัสตับอักเสบเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กทารกที่ได้รับเชื้อจากมารดา ไปจนถึงผู้สูงวัยที่มีภูมิคุ้มกันลดลง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของเชื้อไวรัส สาเหตุ อาการ และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องสุขภาพตับของคุณและคนที่คุณรักให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์

ชนิด สาเหตุ และกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบ

ไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis) เป็นภาวะที่มีการอักเสบของเซลล์ตับอันเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัส โดยชนิดที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์มีดังนี้:

  • ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus - HAV): ติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ มักเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลันและสามารถหายขาดได้เองโดยไม่เป็นเรื้อรัง
  • ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis B Virus - HBV): ติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่ง เลือด เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก เป็นชนิดที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ
  • ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus - HCV): ติดต่อผ่านทางเลือดเป็นหลัก เช่น การใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน การสัก หรือการรับเลือดในอดีต ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการในระยะแรกและกลายเป็นโรคเรื้อรังได้ง่าย

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางไปยังตับและเข้าสู่เซลล์ตับเพื่อเพิ่มจำนวน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะพยายามกำจัดเซลล์ที่มีเชื้อไวรัสออกไป ซึ่งกระบวนการต่อสู้ของภูมิคุ้มกันนี้เองที่ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และทำลายเนื้อเยื่อตับ ส่งผลให้การทำงานของตับในการสร้างโปรตีน การขับสารพิษ และการเผาผลาญอาหารมีความผิดปกติเกิดขึ้น

อาการแสดงสำคัญในแต่ละระยะของโรค

ความน่ากลัวของโรคไวรัสตับอักเสบคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะแรก ทำให้หลายคนชะล่าใจจนกระทั่งตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี โดยอาการสามารถแบ่งออกเป็นระยะได้ดังนี้:

  • ระยะเริ่มต้น (ระยะแฝง): แทบไม่มีอาการผิดปกติ บางท่านอาจรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อยโดยหาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งมักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้าจากการทำงาน
  • ระยะออกอาการเฉียบพลัน: เริ่มมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน แนแน่นท้องบริเวณชายโครงขวา ปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนน้ำชา อุจจาระมีสีซีดลง มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) และมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย
  • ระยะเรื้อรัง: หากไม่ได้รับการรักษาและปล่อยให้มีการอักเสบต่อเนื่องนานเกินหกเดือน ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง น้ำหนักลด บวมบริเวณขาและข้อเท้า ท้องโตจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง และอาจมีเลือดออกง่ายผิดปกติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากผลตรวจสุขภาพพบค่าเอนไซม์ตับสูง (AST และ ALT) ร่วมกับการพบผลบวกของไวรัสตับอักเสบ ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด ควรพบแพทย์อายุรกรรมเฉพาะทางด้านโรคตับเพื่อรับการประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาทันที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยบางราย การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอาจรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที:

  • อาการซึมลง สับสน พูดจาสับสน หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy)
  • มีอาการตัวเหลืองและตาเหลืองอย่างรวดเร็วและรุนแรง
  • อาเจียนเป็นเลือดสด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำสนิท ซึ่งเกิดจากการมีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องรุนแรง
  • ปัสสาวะไม่ออกเลย หรือปัสสาวะน้อยมากจนผิดปกติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผลตรวจสุขภาพประจำปีพบความผิดปกติ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและครบถ้วนที่สุด ดังนี้:

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการรับเลือด การผ่าตัด การใช้เข็มฉีดยา ประวัติทางเพศสัมพันธ์ และประวัติคนในครอบครัว พร้อมทั้งตรวจร่างกายเพื่อคลำหาขนาดของตับและม้าม
  • การตรวจเลือดเชิงลึก (Hepatitis Serology): เพื่อหาชนิดของไวรัสและสถานะของการติดเชื้อ เช่น HBsAg, Anti-HCV, หรือการตรวจหาปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (Viral Load)
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests): ประเมินระดับเอนไซม์ตับ บิลิรูบิน และโปรตีนอัลบูมิน
  • การตรวจทางรังสีวิทยาและการตรวจพิเศษ: เช่น การอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อดูเนื้อตับและภาวะตับแข็ง และการตรวจความยืดหยุ่นของเนื้อตับ (FibroScan) เพื่อประเมินระดับังผืดในตับโดยไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบขึ้นอยู่กับชนิดและความเรื้อรังของโรค โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • การรักษาตามอาการและการพักผ่อน: สำหรับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือสารที่ต้องเผาผลาญผ่านตับ
  • การใช้ยาต้านไวรัส: สำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซีเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานหรือยาฉีด เพื่อลดปริมาณไวรัสในเลือด ยับยั้งการทำลายเซลล์ตับ และลดความเสี่ยงในการเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับ
  • การปฏิบัติตัวด้านโภชนาการ: รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ เน้นโปรตienที่มีคุณภาพสูง หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารแปรรูป และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะเร่งให้ตับถูกทำลายเร็วขึ้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนการรับประทานอาหารเสริม สมุนไพร หรือวิตามินใดๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดอาจมีสารพิษที่ทำให้ตับต้องทำงานหนักและเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงซ้ำซ้อนได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญในการขับสารพิษ ดังนั้นเมื่อตับอักเสบ การใช้ยาหรือสารเคมีต่างๆ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สิ่งที่ต้องห้ามทำเด็ดขาดมีดังนี้:

  • ห้ามซื้อยาและสมุนไพรรับประทานเอง: หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นดายด์ (NSAIDs) ยาปฏิชีวนะบางชนิด และสมุนไพรพื้นบ้านที่ไม่มีการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์
  • ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็นพิษโดยตรงต่อเซลล์ตับที่กำลังอักเสบ
  • ระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอล: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสม เนื่องจากตับที่อักเสบจะมีความสามารถในการเผาผลาญยาลดลง ทำให้ยาตกค้างและเป็นอันตรายต่อตับได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการแพร่กระจายและการปกป้องตับให้มีสุขภาพดีในระยะยาว สามารถทำได้โดย:

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ: โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อ
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และใช้วัสดุส่วนตัว เช่น แปรงสีฟันและมีดโกนหนวด ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น
  • การตรวจสุขภาพและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ: สำหรับผู้ที่เป็นพาหะหรือติดเชื้อเรื้อรัง ควรมาพบแพทย์ตามนัดหมายทุก 3 ถึง 6 เดือน เพื่อเจาะเลือดและตรวจอัลตราซาวนด์คัดกรองมะเร็งตับระยะเริ่มต้น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้รับการตรวจสุขภาพ

ขั้นตอนปฏิบัติที่ท่านควรทำทันทีเมื่อพบว่าตนเองมีผลตรวจไวรัสตับอักเสบ:

  • นำผลตรวจสุขภาพทั้งหมดไปพบแพทย์อายุรกรรมเฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับเพื่อรับคำวินิจฉัยที่แน่นอน
  • งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดการรับประทานยาหรือสมุนไพรที่ไม่จำเป็นทันที
  • ตรวจสอบคนในครอบครัวใกล้ชิด โดยเฉพาะคู่สมรสและบุตร เพื่อรับการตรวจเลือดและฉีดวัคซีนป้องกันตามความเหมาะสม
  • ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและมาตรวจติดตามอาการตามนัดหมายทุกครั้ง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down