ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภัยเงียบจากตับอักเสบเรื้อรัง สู่โรคมะเร็งตับระยะลุกลาม

โรคมะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma) นับเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสาธารณสุขที่สร้างความสูญเสียชีวิตของประชากรทั่วโลกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี สาเหตุส่วนใหญ่กว่าร้อยละแปดสิบถึงเก้าสิบมีรากเหง้ามาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B Virus) และชนิดซี (Hepatitis C Virus) ซึ่งกระบวนการดำเนินโรคจากตับอักเสบเฉียบพลันไปจนถึงการกลายสภาพเป็นมะเร็งตับนั้น มักใช้ระยะเวลานานหลายปีหรือหลายสิบปีโดยที่ผู้ป่วยแทบไม่รู้ตัว เนื่องจากเนื้อตับไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการผิดปกติในระยะแรกเริ่ม จนกระทั่งโรคดำเนินมาถึงระยะลุกลามแล้ว

คำแนะนำจากคุณหมอ: การตรวจสุขภาพประจำปีและการเจาะเลือดคัดกรองการทำงานของตับ รวมถึงการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการตัดวงจรการเกิดมะเร็งตับตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ตับจะถูกทำลายจนเกิดภาวะตับแข็ง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากไวรัสสู่เซลล์มะเร็ง

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและชนิดซี มีกลไกการก่อโรคที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีปลายทางเดียวกันคือการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อตับ

  • เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B): เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแทรกสารพันธุกรรมของตนเองเข้าไปรวมกับดีเอ็นเอของเซลล์ตับมนุษย์ ส่งผลให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ตับโดยตรง แม้ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่มีภาวะตับแข็งก็ตาม นอกจากนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบเรื้อรังและการทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง
  • เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (Hepatitis C): เชื้อนี้เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ ซึ่งไม่แทรกตัวเข้าสู่ดีเอ็นเอของมนุษย์ แต่จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและการสร้างพังผืดในตับอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง (Liver Cirrhosis) และการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ตับกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

การติดต่อของไวรัสทั้งสองชนิดนี้เกิดขึ้นผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน รวมถึงการติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด ซึ่งการติดเชื้อในวัยเด็กหรือทารกมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคเรื้อรังสูงกว่าการติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่

ระยะเวลาจากจุดเริ่มต้นการติดเชื้อสู่โรคร้าย

เส้นทางจากตับอักเสบสู่มะเร็งตับไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่กินระยะเวลานาน แบ่งออกเป็นช่วงเวลาสำคัญดังนี้

  • ระยะติดเชื้อเฉียบพลัน: หลังจากได้รับเชื้อ ไวรัสจะเริ่มเพิ่มจำนวนในตับ ใช้เวลาฟักตัวประมาณหนึ่งถึงหกเดือน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือหายได้เองหากภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อได้หมด แต่หากร่างกายไม่สามารถกำจัดได้ จะเข้าสู่ภาวะเรื้อรัง
  • ระยะตับอักเสบเรื้อรัง: กินเวลาตั้งแต่ส้าปี สิบปี ไปจนถึงยี่สิบปี เซลล์ตับถูกทำลายและซ่อมแซมตัวเองวนเวียนซ้ำๆ เกิดเป็นแผลเป็นหรือเนื้อเยื่อพังผืดสะสมในตับ
  • ระยะตับแข็ง: เมื่อเนื้อเยื่อพังผืดมีปริมาณมากจนขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในตับ ตับจะเริ่มมีขนาดหดตัวและสูญเสียหน้าที่ในการสังเคราะห์สารโปรตีนและกำจัดของเสีย ระยะนี้ใช้เวลาสะสมยาวนาน และเป็นฐานรองรับที่เอื้อต่อการกลายพันธุ์ของเซลล์
  • ระยะมะเร็งตับ: เซลล์ตับที่กลายพันธุ์จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ กลายเป็นก้อนเนื้อมะเร็งตับ โดยทั่วไปมักตรวจพบมะเร็งตับในผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งมาแล้วเป็นเวลาสิบถึงยี่สิบปี

อาการและสัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพบแพทย์

ในระยะแรกของการอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่มืออาชีพทางการแพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเตือนเมื่อโรคเริ่มเข้าสู่ระยะลุกลามหรือมีภาวะแทรกซ้อน

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร และแน่นท้อง
  • มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายชาเขียวหรือโค้ก อุจจาระมีสีซีด
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง (Ascites) หรือมีอาการบวมที่บริเวณข้อเท้าและขา
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีเลือดออกง่าย เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • คลำพบก้อนแข็งหรือมีอาการเจ็บแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากท่านมีประวัติเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี แล้วมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต หรือน้ำหนักลดฮวบฮาบร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับในทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะอาจเข้าสู่ระยะอันตราย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการรักษาที่ถูกต้อง

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียดและการตรวจร่างกาย จากนั้นแพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) ตรวจหาเชื้อไวรัส (HBsAg, Anti-HCV) และการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับในเลือด (Alpha-fetoprotein หรือ AFP)
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: การอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound) เพื่อดูเนื้อตับและก้อนเนื้อ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อประเมินขนาดและลักษณะของก้อนเนื้อมะเร็งอย่างแม่นยำ
  • การตัดชิ้นเนื้อตับไปตรวจ: ในบางกรณีที่ผลภาพถ่ายทางรังสีไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาเจาะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อตับเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

สำหรับแนวทางการรักษา จะขึ้นอยู่กับระยะของโรคและการทำงานของตับที่เหลืออยู่ โดยมีตั้งแต่การให้ยาต้านไวรัสเพื่อควบคุมการอักเสบ การใช้ยาเคมีบำบัดเฉพาะจุด การจี้ก้อนมะเร็งด้วยความร้อนหรือคลื่นวิทยุ การผ่าตัดตัดชิ้นส่วนตับออก ไปจนถึงการพิจารณาปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยที่เหมาะสม

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพตับในระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำดังนี้

  • การรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบี: เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรค ควรได้รับวัคซีนครบตามกำหนดตั้งแต่แรกเกิดหรือในผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
  • การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หลีกเลี่ยงการสัก เจาะผิวหนัง หรือใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน ที่อาจปนเปื้อนเลือด และมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
  • การตรวจคัดกรองโรคเป็นประจำ: ผู้ที่เป็นพาหะเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ตับและเจาะเลือดตรวจหาค่ามะเร็งตับทุกๆ หกเดือน
  • การงดเว้นสารพิษต่อตับ: หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และระมัดระวังการใช้ยาชุด ยาสสมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่มีทะเบียนรับรอง ซึ่งอาจเพิ่มภาระการทำงานให้แก่ตับ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down