ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งตับในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ

โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสชนิดบีและซี (Chronic Hepatitis B and C Virus Infection) ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกและในประเทศไทย เชื้อไวรัสเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน จะกระบวนการทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดพังผืดสะสมในเนื้อตับ จนกระทั่งพัฒนาไปสู่ภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) และในท้ายที่สุดอาจกลายพันธุ์เป็นมะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma หรือ HCC) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงอันดับต้นๆ เนื่องจากในระยะเริ่มแรกของโรค ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ เลย การรอให้มีอาการแสดงออกเช่น ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน หรือเบื่ออาหารน้ำหนักลด มักจะเป็นระยะลุลหัสที่การรักษามีประสิทธิภาพลดลง ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งตับในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการยืดอายุและเพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาดได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังสู่มะเร็งตับ

กลไกการเกิดมะเร็งตับในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบระดับเซลล์ โดยสามารถแบ่งออกเป็นปัจจัยหลักดังนี้

  • ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B Virus - HBV): ดีเอ็นเอของไวรัสสามารถสอดแทรกเข้าไปอยู่ในสารพันธุกรรมของเซลล์ตับ (Host Genome) ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการแบ่งเซลล์ และกระตุ้นกระบวนการก่อมะเร็งได้โดยตรง แม้ว่าผู้ป่วยรายนั้นจะยังไม่พัฒนาไปเป็นภาวะตับแข็งก็ตาม
  • ไวรัสตับอักเสบชนิดซี (Hepatitis C Virus - HCV): เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและสร้างสารอนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species) ทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับตามมา
  • วงจรการซ่อมแซมและพังผืด (Fibrogenesis): เมื่อตับเกิดการอักเสบซ้ำๆ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมด้วยการสร้างเนื้อเยื่อพังผืด (Scar Tissue) เข้ามาแทนที่เซลล์ตับที่เสียหาย ทำให้โครงสร้างและการทำงานของตับผิดเพี้ยนไป กลายเป็นตับแข็งที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดก้อนมะเร็ง

ความถี่ที่เหมาะสมในการตรวจคัดกรอง: อัลตราซาวด์และเจาะเลือดบ่อยแค่ไหน

ตามแนวทางเวชปฏิบัติสากลและคำแนะนำจากสความรู้ทางการแพทย์ การตรวจคัดกรองมะเร็งตับในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแล้ว จะต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยมีความถี่มาตรฐานดังนี้

  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Upper Abdominal Ultrasound): แพทย์แนะนำให้ทำการตรวจด้วยคลื่นความถี่สูงทุกๆ 6 เดือน เพื่อดูความผิดปกติของเนื้อตับ ขนาดรูปร่างของตับ และตรวจหาลักษณะของก้อนเนื้อที่มีความสงสัยว่าเป็นมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น
  • การเจาะเลือดตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (Alpha-fetoprotein - AFP): ควรทำร่วมกับการตรวจอัลตราซาวด์ทุกๆ 6 เดือน แม้ว่าค่า AFP อาจจะไม่สูงขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งตับระยะเริ่มต้นบางราย แต่การตรวจติดตามร่วมกันทั้งสองวิธีจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • กลุ่มเสี่ยงสูงพิเศษ: สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งร่วมด้วย หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งตับ แพทย์อาจพิจารณาความถี่ในการตรวจคัดกรองที่ใกล้ชิดขึ้น หรือพิจารณาการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพิ่มเติมตามดุลยพินิจ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การมาตรวจติดตามอาการตามนัดทุก 6 เดือน แม้ว่าร่างกายจะรู้สึกปกติและไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพราะมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นมีขนาดเล็กมากและไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดที่เนื้อตับ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวด การตรวจสม่ำเสมอจึงเป็นการชิงความได้เปรียบเหนือโรค

อาการสำคัญและสัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง (Red Flag Symptoms)

เมื่อโรคดำเนินไปจนเข้าสู่ระยะลุกลาม หรือตับเริ่มสูญเสียการทำงาน ผู้ป่วยอาจเริ่มแสดงอาการผิดปกติต่างๆ ที่เป็นสัญญาณเตือนว่าควรต้องพบแพทย์โดยด่วน นอกเหนือจากการนัดหมายปกติ:

  • อาการตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice): เกิดจากการคั่งของสารสีน้ำดี (Bilirubin) ในกระแสเลือด แสดงถึงตับอักเสบรุนแรงหรือท่อน้ำดีอุดตัน
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วหรือมีขาบวม (Ascites and Edema): เกิดจากภาวะตับแข็งทำให้ความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูงขึ้น และการสร้างโปรตีนอัลบูมินลดลง
  • ปวดแน่นชายโครงขวา: อาการปวดตื้อๆ บริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งอาจเกิดจากการที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นและไปเบียดดันเยื่อหุ้มตับ
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียเรื้อรัง และเบื่ออาหาร: เป็นอาการแสดงระบบทั่วไปของโรคมะเร็งระยะลุกลาม
  • อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระดำ: เกิดจากภาวะหลอดเลือดขอดในหลอดอาหารแตก (Esophageal Varices) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิต
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบมีอาการอาเจียนเป็นเลือดสด ถ่ายอุจจาระสีดำสนิทราวกับยางมะตอย หรือมีอาการซึมลง สับสน พูดจาสับสนไม่รู้เรื่อง (Hepatic Encephalopathy) ต้องรีบนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที เพราะเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคตับวายหรือเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษามะเร็งตับและโรคตับอักเสบเรื้อรังในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดตามระยะของโรค สมรรถภาพการทำงานของตับ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย:

  • การรักษาที่มุ่งเน้นการหายขาด (Curative Treatments): ประกอบด้วย การผ่าตัดตัดตับออกบางส่วน (Hepatectomy) ในผู้ป่วยที่ตับยังทำงานได้ดีและก้อนมะเร็งยังจำกัด, การปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation) ซึ่งเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยตับแข็งและมะเร็งตับที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน, และการจี้ทำลายก้อนมะเร็งด้วยความร้อนหรือคลื่นวิทยุ (RFA / Microwave Ablation) สำหรับก้อนขนาดเล็ก
  • การรักษาเพื่อควบคุมโรคและยืดอายุ (Palliative Treatments): ได้แก่ การอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง (TACE - Transarterial Chemoembolization) และการใช้ยาเคมีบำบัดเฉพาะ หรือยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) รวมถึงภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ในผู้ป่วยระยะลุกลาม
  • การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบต้นเหตุ: การรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง (เช่น ยาในกลุ่ม Nucleoside/Nucleotide Analogues สำหรับไวรัสตับอักเสบ B หรือยารักษาหายขาดในกลุ่ม Direct-Acting Antivirals สำหรับไวรัสตับอักเสบ C) เพื่อลดการอักเสบเรื้อรังและป้องกันการเกิดก้อนมะเร็งใหม่

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ผู้ป่วยโรคตับห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลตนเองของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบและผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับ มีข้อห้ามและข้อควรระวังทางการแพทย์ที่เคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามซื้อยาชุด ยาแก้ปวดสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานรับประทานเอง: ยาหลายชนิด เช่น พาราเซตามอลเกินขนาด, ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) รวมถึงสมุนไพรบางชนิด ต้องถูกกำจัดและขับออกทางตับ ซึ่งอาจเพิ่มภาระหนักและทำให้ตับวายฉับพลันได้
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด: แอลกอฮอล์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการทำลายเซลล์ตับโดยตรง ทำให้กระบวนการเกิดพังผืดและมะเร็งตับเร่งตัวเร็วขึ้นหลายเท่า
  • ระวังอาหารที่มีเชื้อราปนเปื้อน: หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีความเสี่ยงต่อสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เช่น ถั่วลิสงป่น ข้าวโพดแห้ง หรือหัวหอมกระเทียมที่เก็บไว้นานจนขึ้นรา เพราะสารนี้เป็นสารก่อมะเร็งตับที่มีความรุนแรงสูงมากเมื่อทำงานร่วมกับไวรัสตับอักเสบ

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพตับในระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของไวรัสตับอักเสบ รวมถึงการดูแลตับให้แข็งแรงอยู่เสมอ สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังนี้

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ: สำหรับไวรัสตับอักเสบบี มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งปัจจุบันถูกบรรจุในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานของเด็กแรกเกิด และแนะนำให้ตรวจภูมิคุ้มกันในผู้ใหญ่ หากไม่มีภูมิควรรับวัคซีนให้ครบชุด
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศและการใช้เข็มฉีดยา: ป้องกันการติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่ง เช่น การใช้ถุงยางอนามัย และไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • การรับประทานอาหารที่สะอาดและมีโภชนาการสูง: เน้นรับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด ปลอดสารพิษ เพิ่มผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อป้องกันโรคไขมันพอกตับ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease - NAFLD) ซึ่งอาจซ้ำเติมความรุนแรงของโรคตับอักเสบได้
คำแนะนำจากคุณหมอ: ตับเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่มีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองสูง หากได้รับการดูแลที่ถูกต้องและการตรวจคัดกรองที่สม่ำเสมอ ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบยังคงสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาวได้เทียบเท่าคนปกติ การกลัวการตรวจหรือละเลยการไปพบแพทย์ตามนัด คือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดที่ท่านสามารถป้องกันได้ด้วยตนเอง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down