ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความจริงเรื่องไวรัสตับอักเสบเรื้อรังและภัยเงียบใกล้ตัว

การตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Viral Hepatitis) มักสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก โรคนี้ถือเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพตับในระยะยาว เนื่องจากในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ทำให้หลายคนชะล่าใจและละเลยการรักษา จนกระทั่งตับเกิดความเสียหายรุนแรง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค กลไกการเกิดความเสียหาย และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้โรคร้ายลุกลามไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma)

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง

ไวรัสตับอักเสบเรื้อรังส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B Virus - HBV) และชนิดซี (Hepatitis C Virus - HCV) โดยร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อหมดไปได้ภายในหกเดือน ทำให้เชื้อไวรัสยังคงอยู่ในกระแสเลือดและเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง

กลไกการทำลายตับไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่พยายามต่อสู้กับไวรัส ส่งผลให้เกิดภาวะการอักเสบเรื้อรังในเนื้อตับ หากการอักเสบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานหลายปีหรือหลายสิบปี เซลล์ตับจะค่อยๆ ถูกทำลายและถูกแทนที่ด้วยพังผืด (Fibrosis) จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) ในที่สุด ซึ่งตับที่มีภาวะตับแข็งนี้เองจะมีโอกาสกลายพันธุ์และพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับได้สูงกว่าตับปกติหลายเท่าตัว

โอกาสในการพัฒนาเป็นมะเร็งตับสูงแค่ไหน

ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเรื้อรังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ชนิดของไวรัส ระยะความรุนแรงของโรคตับ และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังมีความเสี่ยงสูงหากเกิดภาวะตับแข็งร่วมด้วย
  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งตับได้แม้จะยังไม่เกิดภาวะตับแข็ง หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือมีการติดเชื้อร่วมกับไวรัสชนิดอื่นเช่นไวรัสตับอักเสบดีหรือเอชไอวี
  • ปัจจัยเสริมความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การได้รับสารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) จากอาหารปนเปื้อน และภาวะไขมันพอกตับ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเรื้อรังที่ไม่เคยมีอาการป่วยใดๆมาก่อน ก็ยังคงมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับได้เสมอ หากไม่ได้รับการตรวจติดตามการทำงานของตับและอัลตราซาวนด์ช่องท้องอย่างสม่ำเสมอทุกหกเดือน

อาการสำคัญและสัญญาณเตือนอันตราย

ในระยะเริ่มแรกของการเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติ บางท่านอาจมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้าจากการทำงาน

เมื่อโรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะตับแข็งหรือมะเร็งตับ จะเริ่มปรากฏอาการเด่นชัด ได้แก่ อ่อนเพลียมาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แน่นท้อง ท้องอืด ท้องโตขึ้นจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียว และอาจมีเลือดออกง่ายหรือรอยช้ำตามตัวเนื่องจากการสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือดลดลง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเรื้อรังมีอาการเหล่านี้ จำเป็นต้องรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับทันที

  • มีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงขวาอย่างฉับพลัน
  • ตัวเหลืองและตาเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ท้องโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลาอัน หรือมีขาบวมทั้งสองข้าง
  • อาเจียนเป็นเลือดสดหรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำสนิท ซึ่งบ่งถึงภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน
  • มีอาการซึม สับสน พูดจาไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะสมองจากตับเสื่อม (Hepatic Encephalopathy)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังและความรุนแรงของโรค จำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจทางรังสีวิทยาอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง

  • การเจาะเลือดตรวจหาแอนติเจนของไวรัสตับอักเสบบี หรือแอนติบอดีของไวรัสตับอักเสบซี พร้อมทั้งตรวจปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (Viral Load)
  • การตรวจเลือดประเมินการทำงานของตับ (Liver Function Test) เช่น ค่าเอนไซม์ตับ ค่าบิลิรูบิน และระดับอัลบูมิน
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน เพื่อประเมินขนาดและลักษณะของเนื้อตับ ตรวจหาภาวะตับแข็ง ก้อนเนื้อผิดปกติ หรือภาวะแทรกซ้อน
  • การตรวจวัดระดับความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan) เพื่อประเมินระดับังผืดในตับโดยไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อ
  • การเจาะชิ้นเนื้อตับส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ในกรณีที่จำเป็นต้องประเมินระดับความรุนแรงของการอักเสบและพังผืดอย่างแม่นยำ

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เป้าหมายหลักของการรักษาไวรัสตับอักเสบเรื้อรังคือ การยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ลดกระบวนการอักเสบในตับ ป้องกันการเกิดพังผืดและตับแข็ง รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับในระยะยาว

  • การรักษาด้วยยาต้านไวรัส แพทย์จะพิจารณาให้ยาตามความเหมาะสมของเชื้อไวรัสแต่ละชนิด โดยยาต้านไวรัสตับอักเสบบีมักเป็นการรับประทานยาต่อเนื่องระยะยาวเพื่อควบคุมไวรัส ส่วนไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบันสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยารับประทานกลุ่มใหม่ระยะเวลาสั้นเพียงสองถึงสามเดือนเท่านั้น
  • การดูแลสุขภาพและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะเร่งให้ตับถูกทำลายเร็วขึ้น
  • การหลีกเลี่ยงการใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่ไม่มีใบรับรองทางการแพทย์ เนื่องจากตับทำหน้าที่เผาผลาญสารเหล่านี้ อาจทำให้ตับทำงานหนักและเกิดการอักเสบเฉียบพลันซ้ำซ้อน
  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด ปรุงสุกใหม่ ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงเพื่อป้องกันภาวะไขมันพอกตับร่วมด้วย
คำแนะนำจากคุณหมอ: แม้ว่าผลตรวจปริมาณไวรัสจะอยู่ในเกณฑ์สงบ หรือรับประทานยาต้านไวรัสจนควบคุมโรคได้ดีแล้ว ผู้ป่วยก็ยังต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวนด์ตับตามนัดหมายอย่างเคร่งครัดทุกหกเดือน ห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ไวรัสกลับมาเบ่งตัวรุนแรงขึ้นจนเกิดตับวายได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของไวรัสตับอักเสบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดอุบัติการณ์ของโรคในสังคม

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง แต่สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฉีดวัคซีนครบชุดตามกำหนด
  • การหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก เจาะร่างกาย หรือฝังเข็มในสถานที่ไม่สะอาดและไม่ได้มาตรฐานความปลอดเชื้อ
  • การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  • การไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน หรือกรรไกรตัดเล็บ ซึ่งอาจมีคราบเลือดปนเปื้อน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ที่ตรวจพบไวรัสตับอักเสบเรื้อรังเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

  • พบแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับเพื่อประเมินระยะของโรคและวางแผนการรักษา
  • รับประทานยาต้านไวรัสตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามลืมทานยาหรือหยุดยาเอง
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาสุนไพร ยาชุด หรืออาหารเสริมรับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • มาตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องและตรวจเลือดติดตามผลตามนัดหมายทุกหกเดือนอย่างสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down