ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้เลือดออกในเด็กเล็ก ไข้ลดแต่ซึมลง คือสัญญาณเตือนภัยระยะวิกฤตที่อันตรายที่สุด

โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) ที่มีความรุนแรงและเป็นปัญหาสสาธารณสุขระดับประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและทารกที่มีภูมิต้านทานร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อเด็กๆ ติดเชื้อโรคนี้ อาการมักจะมีความรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ปกครองมากที่สุดคือ เมื่อเด็กมีไข้สูงติดต่อกันหลายวันแล้วจู่ๆ ไข้เริ่มลดลง พ่อคอมักตายใจคิดว่าลูกหายป่วยและกำลังจะหายเป็นปกติ แต่ในทางการแพทย์ ระยะที่ไข้ลดลงนี้กลับเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดที่เรียกว่า ระยะวิกฤต (Critical Phase) ซึ่งมักมาพร้อมกับภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในเด็กเล็ก อาการแสดงของไข้เลือดออกมักจะไม่ชัดเจนเท่าในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีอาจไม่มีไข้สูงเด่นชัด แต่จะมีอาการซึม ไม่กินนม ร้องกวนผิดปกติ ซึ่งหากพบอาการไข้ลดแต่เด็กกลับซึมลง ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวันของไข้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออกในเด็ก

เชื้อไวรัสเดงกี่แพร่ระบาดสู่คนผ่านทางยุงลายตัวเมีย (Aedes aegypti) ที่กัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสอยู่ในกระแสเลือด จากนั้นเชื้อจะฟักตัวในตัวยุงและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นต่อ เมื่อเด็กถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายและเพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตและเกล็ดเลือด กลไกสำคัญของโรคนี้คือ การที่ผนังหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายมีความผิดปกติและเกิดการรั่วซึม (Capillary Leakage) ส่งผลให้น้ำเหลืองหรือพลาสมาภายในหลอดเลือดรั่วซึมออกไปยังช่องเยื่อหุ้มปอดและช่องท้อง ทำให้ปริมาตรเลือดในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตตก และนำไปสู่ภาวะช็อกในที่สุด นอกจากนี้ ไข้เลือดออกยังมีสายพันธ์ุที่แตกต่างกันถึง 4 สายพันธุ์ (Den-1, Den-2, Den-3 และ Den-4) การติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์ที่ต่างกันมักจะทำให้เกิดอาการรุนแรงมากกว่าการติดเชื้อครั้งแรก

อาการและระยะเวลาการดำเนินของโรคไข้เลือดออก

การดำเนินของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเพื่อสังเกตอาการของบุตรหลานได้อย่างแม่นยำ:

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase): กินเวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน เด็กจะมีไข้สูงลอย 39 ถึง 40องศาเซลเซียส ตัวร้อนจัด ยาลดไข้ลดลงได้ยาก มักมีอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย ในบางรายอาจพบจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
  • ระยะวิกฤต (Critical Phase): เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึงวันที่ 6 ของโรค ซึ่งตรงกับช่วงที่ไข้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ระยะนี้หลอดเลือดเริ่มรั่วซึม เด็กอาจมีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่ ตัวเย็น ปัสสาวะออกน้อยลงมาก และที่สำคัญคือ มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด หากมีการรั่วซึมของพลาสมามากเกินไป จะเข้าสู่ภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเบาและเร็ว มือเท้าเย็น ซึ่งหากดูแลไม่ทันอาจเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงตามอวัยวะภายในได้
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): หากเด็กผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ความอยากอาหารจะกลับมา ชีพจรและการหายใจกลับสู่ภาวะปกติ ในระยะนี้อาจพบผื่นแดงกระจายตามลำตัวและแขนขา ร่วมกับมีอาการคัน ซึ่งเป็นอาการแสดงตามธรรมชาติของการฟื้นตัว

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

พ่อแม่และผู้ดูแลต้องสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้ลดลง หากพบอาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน:

  • อาการซึมลงอย่างผิดปกติ: เรียกไม่ค่อยรู้ตัว ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง นอนหลับตลอดเวลาปลุกตื่นยาก
  • ปฏิเสธอาหารและน้ำ: ไม่ยอมดื่มนม น้ำ หรืออาหารซุปใดๆ เลย ส่งผลให้เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
  • อาเจียนต่อเนื่อง: อาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ ไม่สามารถเก็บอาหารไว้ในท้องได้
  • ปวดท้องรุนแรง: เด็กจะร้องกวนและบอกว่าเจ็บแน่นบริเวณท้องส่วนบนหรือใต้ชายโครงด้านขวา
  • ปัสสาวะลดลงอย่างมาก: ไม่ปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง หรือผ้าอ้อมแห้งสนิทไม่มีปัสสาวะเลย
  • มีเลือดออกผิดปกติ: เลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำสนิท
  • มือเท้าเย็น ตัวลาย: ปลายมือปลายเทาเย็นชืด ชีพจรเต้นเร็วแต่เบา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาที่มีไข้ ประวัติการโดนยุงกัด และสภาพแวดล้อมรอบตัว จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเพื่อหาจุดเลือดออก ตรวจขนาดของตับและม้าม และการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญ ได้แก่:

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC): เพื่อดูค่าความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit หรือ Hct) ซึ่งหากมีค่าสูงขึ้นแสดงว่ามีการรั่วซึมของพลาสมา และดูจำนวนเกล็ดเลือด (Platelet Count) ซึ่งมักจะมีปริมาณลดต่ำลงอย่างมากในผู้ป่วยไข้เลือดออก
  • การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อไวรัส (NS1 Antigen Test): เป็นชุดตรวจวินิจฉัยรวดเร็วที่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ตั้งแต่ในช่วงแรกที่มีไข้สูง
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงที่มีไข้สูง 1 ถึง 2 วันแรก การตรวจเลือดอาจยังไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน เนื่องจากค่าเลือดและการเปลี่ยนแปลงของเกล็ดเลือดยังไม่แสดงผลเต็มที่ ดังนั้นแพทย์จึงมักนัดมาติดตามอาการและเจาะเลือดซ้ำทุกวันในช่วงที่ไข้ยังไม่ลด เพื่อประเมินความเสี่ยงและภาวะการรั่วซึมของหลอดเลือดอย่างใกล้ชิด

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

โรคไข้เลือดออกไม่มีatypical antiviral drug หรือยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงในการรักษา การรักษาจึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) อย่างใกล้ชิด โดยมีแนวทางดังนี้:

    เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะชักจากไข้สูง การให้สารน้ำหรือเกล็ดน้ำเกลือแร่ (ORS) อย่างเพียงพอ ในเด็กที่ยังดื่มน้ำได้ การให้จิบน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้บ่อยๆ จะช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ ส่วนในรายที่มีอาการอาเจียนมากหรือเริ่มมีภาวะช็อก แพทย์จะทำการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluid) อย่างระมัดระวัง การติดตามสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง เช่น อุณหภูมิร่างกาย ชีพจร ความดันโลหิต และปริมาณปัสสาวะ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้เลือดออก

ความผิดพลาดในการดูแลเด็กไข้เลือดออกที่บ้านอาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ ผู้ปกครองควรจดจำข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่เคร่งครัดดังต่อไปนี้:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด: ยาทั้งสองกลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงและกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งจะไปเสริมความรุนแรงทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารและอันตรายถึงชีวิตได้ หากเด็กมีไข้สูง ให้ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลเท่านั้น
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัว: ขนาดที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้ยาถี่เกินไปเพราะอาจเป็นพิษต่อตับของเด็กได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง: เนื่องจากไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด และการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบตัวบ้าน ได้แก่ การปิดฝาภาชนะเก็บน้ำกักเก็บน้ำ ปล่อยปลากัดในอ่างบัว และการเก็บบ้านให้สะอาดไม่ให้มีมุมอับทึบที่ยุงจะมาเกาะพัก นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Dengue Vaccine) ที่ได้รับการพัฒนาและรับรองทางการแพทย์ ซึ่งสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกให้กับเด็กๆ ได้ตามช่วงอายุที่เหมาะสม

ข้อควรระวังทางการแพทย์: วัคซีนไข้เลือดออกมีข้อบ่งชี้และข้อควรระวังเฉพาะตัว เช่น ประวัติการติดเชื้อในอดีตหรือช่วงอายุที่เหมาะสม ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานมารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีนทุกครั้ง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้บุตรหลานปลอดภัยจากภาวะวิกฤตของไข้เลือดออก พ่อแม่ควรปฏิบัติและจำกัดความเสี่ยงตามขั้นตอนดังนี้:

  • สังเกตอาการไข้สูงลอยของเด็กในช่วง 1 ถึง 3 วันแรกอย่างใกล้ชิด
  • ตระหนักเสมอว่า ไข้ลดแต่ซึมลง คือสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต ห้ามวางใจเด็ดขาด
  • ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวเท่านั้น
  • หากเด็กมีอาการซึม ไม่ยอมดื่มนม ปวดท้อง หรืออาเจียนต่อเนื่อง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
  • ป้องกันยุงกัดด้วยการทายากันยุง นอนในมุ้ง และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down