ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของภัยเงียบในช่วงอุทกภัย

อุทกภัยหรือสถานการณ์น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่ได้นำมาเพียงแค่ความเสียหายต่อทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาอย่างฉับพลัน สัตว์ป่าและสัตว์มีพิษหลายชนิดที่เคยอาศัยอยู่ในโพรงดิน ใต้กองใบไม้ หรือในป่าละเมาะ จำเป็นต้องอพยพหนีน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด และสถานที่ที่พวกมันมักจะเลือกใช้เป็นที่หลบภัยชั่วคราวก็คือบ้านเรือนของมนุษย์ที่อยู่เหนือน้ำ ปรากฏการณ์ สัตว์มีพิษหนีน้ำท่วมเข้าบ้าน จึงเป็นความเสี่ยงทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

ตามสถิติทางการแพทย์ พบว่าอุบัติการณ์การถูกงูพิษกัดและการถูกแมลงมีพิษต่อยพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงฤดูน้ำหลาก กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและมีอัตราการเสียชีวิตหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก ทารก และผู้สูงอายุ เนื่องจากเด็กเล็กมีปริมาตรเลือดและมวลร่างกายน้อย ทำให้ความเข้มข้นของพิษ (Venom Concentration) ในกระแสเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ นอกจากนี้ เด็กเล็กยังไม่สามารถสื่อสารอาการได้อย่างชัดเจน และมักจะเข้าไปเล่นในจุดอับสายตาที่มีสัตว์มีพิษซ่อนตัวอยู่ ส่วนผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคไต ซึ่งเมื่อได้รับพิษจะส่งผลให้ระบบอวัยวะภายในล้มเหลวได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สาเหตุและกลไกการออกฤทธิ์ของพิษต่อร่างกาย (Causes & Pathophysiology)

การเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของพิษ (Pathophysiology of Envenomation) เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แพทย์และผู้ดูแลสามารถประเมินความรุนแรงและปฐมพยาบาลได้อย่างถูกต้อง โดยสารพิษจากสัตว์สามารถแบ่งออกตามลักษณะการทำลายล้างระบบร่างกายได้ดังนี้

1. พิษของงู (Snake Venoms)

งูพิษในประเทศไทยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักตามระบบที่พิษเข้าทำลาย ดังนี้

  • พิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin): พบในงูเห่า (Cobra), งูจงอาง (King Cobra), งูสามเหลี่ยม (Banded Krait) และงูทับสมิงคลา (Malayan Krait) พิษจะออกฤทธิ์โดยการจับกับตัวรับอะเซทิลโคลีน (Acetylcholine Receptors) ที่รอยต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Junction) ส่งผลให้กระแสประสาทไม่สามารถส่งต่อไปยังกล้ามเนื้อได้ ทำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อลาย เริ่มจากกล้ามเนื้อตา หนังตาตก กลืนลำบาก และรุนแรงที่สุดคือกล้ามเนื้อกะบังลมเป็นอัมพาต นำไปสู่ภาวะการหายใจล้มเหลว (Respiratory Failure)
  • พิษต่อระบบโลหิต (Hematotoxin): พบในงูแมวเซา (Russell's Viper), งูกะปะ (Malayan Pit Viper) และงูเขียวหางไหม้ (Green Pit Viper) พิษจะเข้าไปกระตุ้นหรือทำลายระบบการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Cascade) ทำให้เกล็ดเลือดต่ำลงและปัจจัยการแข็งตัวของเลือดถูกใช้หมดไป (Disseminated Intravascular Coagulation - DIC) ส่งผลให้มีเลือดออกผิดปกติไม่หยุดตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และอาจเกิดการสลายของเม็ดเลือดแดง (Hemolysis)
  • พิษต่อกล้ามเนื้อ (Myotoxin): พบในงูทะเลและงูบางชนิด พิษจะทำลายเซลล์กล้ามเนื้อโดยตรง (Rhabdomyolysis) ทำให้ปล่อยสารไมโอโกลบิน (Myoglobin) และโพแทสเซียมเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) ซึ่งเป็นอันตรายต่อหัวใจ และทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury)

2. พิษของแมลงและสัตว์ขาข้อ (Arthropod Venoms)

สัตว์ขาข้อมีพิษที่มักพบหนีน้ำท่วม ได้แก่ ตะขาบ (Centipede), แมงป่อง (Scorpion), และต่อ แตน ผึ้ง (Wasp, Hornet, Bee)

  • ตะขาบและแมงป่อง: พิษประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด เช่น เซโรโทนิน (Serotonin), ฮิสตามีน (Histamine) และสารสื่อประสาทอื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่อย่างรุนแรง ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว เกิดอาการปวด เจ็บแสบปวดร้อน และบวมแดงอย่างมาก ในรายที่แพ้รุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ต่อ แตน และผึ้ง: พิษมีสารก่อภูมิแพ้หลัก เช่น ฟอสโฟไลเปส (Phospholipase A2) และเมลิตติน (Melittin) ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างรุนแรงฉับพลัน (Anaphylaxis) ที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้จากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ไวเกินไป

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms & Progression)

อาการของผู้ที่ถูกสัตว์มีพิษกัดหรือต่อยสามารถแบ่งออกเป็นระยะตามการแพร่กระจายของพิษ เพื่อการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ

ระยะแรกเริ่ม (Immediate Phase - 0 ถึง 2 ชั่วโมงแรก)

ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดบริเวณแผลอย่างรุนแรงทันที โดยเฉพาะงูกลุ่มที่มีพิษทำลายเนื้อเยื่อ เช่น งูกะปะและงูเขียวหางไหม้ หรือจากการถูกตะขาบและแมงป่องกัด จะพบรอยเขี้ยว (Fang Marks) เป็นจุดสองจุดชัดเจนในกรณีของงูพิษ หรือรอยแดงจุดเดียวในแมลง บริเวณรอบแผลจะเริ่มบวม แดง และมีอุณหภูมิผิวหนังสูงขึ้น

ระยะแพร่กระจาย (Systemic Phase - 2 ถึง 12 ชั่วโมง)

พิษจะเริ่มซึมเข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลือง หากเป็นพิษต่อระบบประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก (Ptosis) พล่ามัว พูดไม่ชัด กลืนน้ำลายไม่ได้ และเริ่มหายใจขัด หากเป็นพิษต่อระบบเลือด จะพบเลือดซึมออกจากแผลไม่หยุด มีจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง (Ecchymosis) ปัสสาวะปนเลือด หรือมีเลือดกำเดาไหล

ระยะฟื้นตัวหรือภาวะแทรกซ้อน (Recovery or Complication Phase - มากกว่า 12 ชั่วโมงขึ้นไป)

ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการบวมและปวดจะค่อยๆ ลดลง ทว่าหากรักษาไม่ทันหรือได้รับพิษปริมาณมาก อาจเข้าสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เนื้อเยื่อรอบแผลเน่าตาย (Tissue Necrosis) จนต้องตัดอวัยวะ, ภาวะช็อกจากการติดเชื้อแทรกซ้อน (Septic Shock), หรือภาวะไตวายเรื้อรังจากการขาดเลือดและพิษทำลายไต

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที:
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจช้าลง
  • หนังตาตก พูดไม่ชัด กลืนน้ำลายลำบาก หรือน้ำลายสอเต็มปาก
  • มีเลือดออกผิดปกติไม่หยุด เช่น เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะเป็นสีแดงเข้ม หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • ผู้ป่วยเริ่มซึมลง สับสน อ่อนแรงเฉียบพลัน หรือมีอาการชักเกร็ง
  • สัญญาณของการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) เช่น ผื่นลมพิษขึ้นทั่วตัว ปากบวม ตาบวม ความดันโลหิตตก และหมดสติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

เมื่อผู้ป่วยมาถึงแผนกฉุกเฉิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วนตามขั้นตอนมาตรฐานดังนี้

1. การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียด (Clinical Evaluation)

แพทย์จะสอบถามลักษณะของสัตว์ที่กัด (หากสามารถถ่ายภาพไว้ได้จะช่วยได้มาก แต่ไม่แนะนำให้พยายามไล่จับสัตว์มาเนื่องจากอาจโดนฉีดพิษซ้ำ) เวลาที่เกิดเหตุ อาการแรกเริ่ม และการปฐมพยาบาลที่ทำมาเบื้องต้น พร้อมทั้งตรวจสัญญาณชีพ (Vital Signs) และประเมินลักษณะบาดแผลอย่างละเอียด

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)

  • การทดสอบการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Profiles): แพทย์จะทำตรวจ 20-Minute Whole Blood Clotting Test (20WBCT) โดยนำเลือดใส่หลอดแก้วแห้งและทิ้งไว้ 20 นาทีเพื่อดูว่าเลือดแข็งตัวหรือไม่ ร่วมกับการส่งตรวจ Prothrombin Time (PT) และ Activated Partial Thromboplastin Time (aPTT) เพื่อประเมินภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ
  • การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ (Complete Blood Count - CBC): เพื่อประเมินระดับเกล็ดเลือด (Platelets) และภาวะเม็ดเลือดแดงแตก
  • การตรวจการทำงานของไตและเกลือแร่ (Renal Function Test & Electrolytes): ตรวจระดับ Blood Urea Nitrogen (BUN), Creatinine และเกลือแร่ โดยเฉพาะโพแทสเซียม (Potassium) เพื่อเฝ้าระวังภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะโพแทสเซียมสูง
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อตรวจหาภาวะปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria) หรือสารไมโอโกลบินปนในปัสสาวะ (Myoglobinuria)

วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องก่อนถึงมือแพทย์มีความสำคัญในการจำกัดการกระจายของพิษและลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมหาศาล

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัดที่ถูกต้องที่สุด

  1. ตั้งสติและปลอบใจผู้ป่วย: ให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งๆ การตื่นตระหนกและดิ้นรนจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ส่งผลให้พิษแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  2. จัดท่าทางให้เหมาะสม: จัดให้อวัยวะส่วนที่ถูกกัด (เช่น แขน หรือขา) อยู่ในระดับต่ำกว่าหัวใจหรืออยู่ในระดับราบเสมอ เพื่อลดอัตราการไหลเวียนของเลือดที่มีพิษกลับเข้าสู่หัวใจ
  3. ดามอวัยวะที่ถูกกัด (Immobilization): ใช้ไม้กระดาน กระดาษแข็งหนาๆ หรือกิ่งไม้ทาบ แล้วพันด้วยผ้าพันแผลหรือผ้าสะอาดให้แน่นพอดี (ไม่รัดแน่นจนเกินไปจนกดหลอดเลือดแดง) เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นทางหลักที่พิษงูจะซึมเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง
  4. ถอดเครื่องประดับออกทันที: แหวน นาฬิกา หรือกำไลข้อมือ ต้องรีบถอดออกทันทีก่อนที่อวัยวะจะบวม เพราะหากปล่อยไว้จะรัดจนขาดเลือดไปเลี้ยงส่วนปลาย
  5. ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด: สามารถใช้น้ำสะอาดหรือน้ำสบู่อ่อนๆ ล้างบริเวณผิวหนังภายนอกได้เบาๆ แต่ห้ามขัดถูแผล
คำแนะนำจากกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: การใช้ผ้าพันชนิดยืดหยุ่น (Elastic Bandage) พันรัดจากส่วนปลายขึ้นมาหาโคนแขนหรือโคนขา (Pressure-Immobilization Technique) มีประโยชน์อย่างมากในรายที่สงสัยว่างูพิษต่อระบบประสาทกัด ทว่าห้ามใช้วิธีนี้กับงูพิษต่อระบบเลือด (เช่น งูเขียวหางไหม้ หรืองูกะปะ) เด็ดขาด เพราะจะทำให้พิษเข้มข้นสะสมเฉพาะที่และทำลายเนื้อเยื่อรอบแผลจนเน่าตายรุนแรงขึ้น

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเมื่อถูกแมลงหรือสัตว์ขาข้อมีพิษกัดต่อย

  • กรณีโดนผึ้งหรือต่อต่อย: หากมองเห็นเหล็กไน ให้รีบใช้ขอบบัตรพลาสติกแข็ง (เช่น บัตรเครดิต) ขูดผิวหนังเพื่อเอาเหล็กไนออกทันที ห้ามใช้นิ้วบีบหรือใช้ปากคีบคีบเหล็กไนเด็ดขาด เพราะการบีบจะไปเค้นถุงพิษที่ติดอยู่กับเหล็กไนให้ปล่อยพิษเข้าสู่ผิวหนังมากขึ้น
  • ลดอาการปวดและบวม: ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ จากนั้นประคบด้วยเจลเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าแห้ง (Cold Pack) บริเวณแผลนาน 10 ถึง 15 นาทีเพื่อหดหลอดเลือดและลดการแพร่กระจายของพิษ รวมถึงช่วยบรรเทาอาการปวด
  • การรักษาทางยาเบื้องต้น: สามารถรับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อบรรเทาอาการปวด และยาทาแก้แพ้กลุ่มคาลาไมน์ (Calamine Lotion) หรือรับประทานยาแก้แพ้กลุ่มแอนตี้ฮิสตามีน (Antihistamines) เพื่อลดอาการคันและบวมแดง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions & Contraindications)

มีกระบวนการปฐมพยาบาลแบบเก่าตามความเชื่อเดิมที่อันตรายและก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ซึ่งทางการแพทย์ในปัจจุบันห้ามทำโดยเด็ดขาดดังต่อไปนี้

  • ห้ามขันชะเนาะ (Tourniquet) เด็ดขาด: การใช้เชือก สายยาง หรือผ้า มารัดเหนือแผลให้แน่นจนเลือดไม่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย เป็นสิ่งที่ห้ามทำ เพราะนอกจากจะไม่สามารถกั้นพิษงูได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ยังส่งผลให้ส่วนปลายขาดเลือดไปเลี้ยงจนเกิดเนื้อตายเน่า (Gangrene) และเมื่อแก้สายรัดออก พิษที่คั่งอยู่ปริมาณมหาศาลจะไหลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วจนทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
  • ห้ามกรีดแผล ห้ามใช้ปากดูดพิษ หรือห้ามจี้ไฟที่แผล: การกระทำเหล่านี้นอกจากจะไม่ช่วยลดปริมาณพิษในร่างกายแล้ว ยังเป็นการทำลายเนื้อเยื่อรอบบาดแผลให้เสียหายรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น โรคบาดทะยัก (Tetanus) หรือภาวะเนื้อเน่าอักเสบ (Necrotizing Fasciitis) นอกจากนี้ผู้ที่ใช้ปากดูดพิษอาจได้รับพิษเข้าสู่ร่างกายผ่านแผลในช่องปากอีกด้วย
  • ห้ามประคบเย็นด้วยน้ำแข็งบนแผลถูกงูกัด: ความเย็นจัดจะยิ่งทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและเร่งกระบวนการเนื้อเยื่อเน่าตายเฉพาะที่ให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มงูพิษต่อระบบโลหิต
  • ห้ามรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือแอสไพริน: เช่น ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาแอสไพริน (Aspirin) เนื่องจากยาเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและระคายเคืองกระเพาะอาหาร ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาวะเลือดออกผิดปกติในรายที่ถูกงูพิษต่อระบบเลือดกัดจนอาจทำให้เสียชีวิตได้
  • การใช้ยาพาราเซตามอลในเด็กอย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว: หากเด็กมีอาการปวด ให้ใช้ยาพาราเซตามอลในขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง (mg/kg/dose) ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ และห้ามทานเกิน 5 ครั้งต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะพิษต่อตับ (Hepatotoxicity)

วิธีป้องกันและการปฏิบัติตนเพื่อรับมือระยะยาว (Prevention, Vaccine & Nutrition)

การป้องกันและการเตรียมความพร้อมของร่างกายถือเป็นปราการด่านแรกที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้ากับสัตว์มีพิษหนีน้ำท่วม

1. การป้องกันภายในและรอบบ้านเรือน

  • อุดรอยรั่วและช่องว่าง: ใช้ปูนหรือวัสดุอุดรอยต่อใต้ประตู หน้าต่าง ช่องระบายอากาศ และท่อน้ำทิ้ง เพื่อไม่ให้งูหรือแมลงสามารถคลานเข้ามาภายในตัวบ้านได้
  • ตัดแต่งต้นไม้และจัดระเบียบบ้าน: กำจัดกองขยะ กองไม้ กองใบไม้แห้ง หรือสิ่งของที่ไม่ได้ใช้งานรอบบ้าน ซึ่งมักจะกลายเป็นที่หลบซ่อนตัวของตะขาบ แมงป่อง และงู
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล: หากจำเป็นต้องลุยน้ำท่วมขังหรือจัดการขยะหลังน้ำลด ต้องสวมรองเท้าบูทยางหนาและถุงมือยางหนาทุกครั้ง และควรใช้ไม้เขี่ยทางล่วงหน้าก่อนก้าวเดินเพื่อไล่สัตว์ที่ซ่อนอยู่
  • การใช้แสงสว่างอย่างเพียงพอ: ติดตั้งไฟส่องสว่างตามมุมมืดของบ้าน และพกไฟฉายเสมอเมื่อต้องเดินในที่มืดตอนกลางคืน เนื่องจากสัตว์มีพิษมักออกหากินและเคลื่อนไหวในเวลากลางคืน

2. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการดูแลสุขภาพ

  • การรับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus Vaccine): แผลที่ถูกสัตว์มีพิษกัดมักปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย ผู้ป่วยทุกคนควรตรวจสอบประวัติวัคซีนบาดทะยัก หากไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นภายใน 5 ถึง 10 ปีที่ผ่านมา ควรได้รับการฉีดวัคซีนบาดทะยัก (Tetanus Toxoid) ทันทีที่โรงพยาบาล
  • การดูแลโภชนาการที่เหมาะสม: การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและวิตามินซีสูงจะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายและเร่งการสมานแผลหลังจากการรักษากระบวนการอักเสบเรียบร้อยแล้ว

แนวทางปฏิบัติเร่งด่วนสำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแล (Parent/Patient Actionable Checklist)

เมื่อมีคนในบ้านหรือเด็กในปกครองถูกสัตว์มีพิษกัด ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้อย่างเป็นระบบ

เช็คลิสต์ขั้นตอนปฏิบัติทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

  • ขั้นที่ 1: พาผู้ป่วยออกจากจุดที่เกิดเหตุทันทีเพื่อความปลอดภัย ป้องกันการถูกกัดซ้ำ
  • ขั้นที่ 2: ประเมินการหายใจและสัญญาณชีพ หากหมดสติหรือไม่หายใจ ให้เริ่มทำ CPR ทันทีและโทรสายด่วน 1669
  • ขั้นที่ 3: ล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาดเบาๆ และซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
  • ขั้นที่ 4: ถอดแหวน กำไล เครื่องประดับในอวัยวะส่วนที่ถูกกัดออกทันที
  • ขั้นที่ 5: ดามอวัยวะส่วนนั้นให้อยู่กับที่โดยใช้แผ่นไม้หรือกระดาษหนาและพันผ้าประคองไว้
  • ขั้นที่ 6: หากเป็นไปได้ให้ถ่ายภาพสัตว์ที่กัด หรือจดจำลักษณะเด่นเพื่อแจ้งแพทย์ (ห้ามเสียเวลาไล่จับสัตว์)
  • ขั้นที่ 7: นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยเร็ว โดยพยายามให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายน้อยที่สุดตลอดการเดินทาง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down