ความจริงทางการแพทย์: ลูกเคยเป็นมือเท้าปากแล้ว สามารถติดซ้ำรอบสองได้หรือไม่
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งมักมีการระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดเทอม คำถามสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มักถามกุมารแพทย์บ่อยครั้งคือ "หากลูกเคยเป็นโรคมือเท้าปากไปแล้ว จะสามารถกลับมาเป็นซ้ำรอบสองได้อีกหรือไม่"
ในทางการแพทย์ คำตอบคือ "ลูกสามารถติดเชื้อและป่วยเป็นโรคมือเท้าปากซ้ำรอบสอง หรือสามได้" เนื่องจากโรคมือเท้าปากไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัสเพียงสายพันธุ์เดียว แต่เกิดจากกลุ่มไวรัสในตระกูลเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) หลายสายพันธุ์ เมื่อร่างกายของเด็กได้รับเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อสายพันธุ์นั้นๆ เท่านั้น แต่จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้ ดังนั้น หากลูกได้รับเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ที่เป็นสายพันธุ์ต่างไปจากครั้งแรก ก็จะมีอาการป่วยเป็นโรคมือเท้าปากได้อีกครั้ง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Enterovirus ซึ่งสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์ มีดังนี้
- Coxsackievirus A16 (CA16): เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด มักทำให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรง มีตุ่มน้ำใสในปาก มือ และเท้า อาการมักหายได้เองภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- Enterovirus 71 (EV71): เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงสูงที่สุด เชื้อชนิดนี้สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น สมองอักเสบ (Encephalitis) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) หรือปอดบวมน้ำ (Pulmonary Edema)
- Coxsackievirus A6 (CA6): ปัจจุบันพบสายพันธุ์นี้มากขึ้น มักทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาดใหญ่ทั่วร่างกาย รวมถึงบริเวณใบหน้า แขน ขา และก้น และอาจส่งผลให้เกิดภาวะเล็บหลุด (Onychomadesis) ภายหลังจากการหายป่วยประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งเป็นอาการที่สร้างความกังวลใจให้พ่อแม่ แต่สามารถงอกใหม่ได้เอง
- Echovirus และ Enterovirus สายพันธุ์อื่นๆ: ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหารและตุ่มน้ำใสได้เช่นกัน
การติดต่อและการแพร่กระจายของเชื้อ
เชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีความคงทนในสิ่งแวดล้อมสูง และสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
- ทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral Route): ผ่านการสัมผัสอุจจาระของผู้ป่วย เช่น ระหว่างการเปลี่ยนผ้าอ้อม แล้วไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อนจับต้องอาหารหรือนำมือเข้าปาก
- การสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง (Direct Contact with Secretions): ผ่านการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพอง หรือน้ำตาของผู้ป่วยโดยตรง
- การแพร่กระจายทางฝอยละออง (Droplet Transmission): ผ่านการไอหรือจามในระยะประชิด
- การสัมผัสสิ่งของปนเปื้อน (Indirect Contact): ผ่านการเล่นของเล่น ร่วมโต๊ะอาหาร หรือสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวสิ่งของได้นานหลายวัน
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค
หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัส จะมีระยะฟักตัว (Incubation Period) ประมาณ 3-6 วัน ก่อนจะเริ่มแสดงอาการ โดยการดำเนินของโรคสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้
1. ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase)
เด็กจะเริ่มมีไข้ ซึ่งอาจเป็นไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับมีอาการเจ็บคอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร งอแง น้ำลายไหลมากกว่าปกติเนื่องจากเริ่มมีอาการเจ็บในช่องปาก ระยะนี้มักใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ซึ่งมักแยกได้ยากจากไข้หวัดทั่วไป
2. ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Active Phase)
เมื่อเข้าสู่วันที่ 2-3 ของโรค ไข้จะเริ่มลดลงพร้อมกับการปรากฏของอาการเฉพาะโรค ได้แก่
- แผลในปาก (Herpangina): พบเป็นจุดแดงๆ แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใส ก่อนจะแตกออกเป็นแผลตื้นๆ สีเหลืองเทา มีขอบแดงล้อมรอบ มักพบบริเวณเพดานอ่อน กระพุ้งแก้ม ลิ้น และทอนซิล ทำให้เด็กเจ็บปากมากจนไม่ยอมกลืนน้ำลาย นม หรืออาหาร
- ผื่นและตุ่มน้ำใส (Exanthem): พบผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก 2-5 มิลลิเมตร บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า นิ้วมือ นิ้วเท้า และอาจพบได้ที่บริเวณก้น ข้อศอก และหัวเข่า ตุ่มน้ำเหล่านี้มักไม่มีอาการคัน แต่เมื่อกดอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อย
3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)
ภายใน 7-10 วัน ไข้จะหายสนิท แผลในปากจะค่อยๆ สมานตัว ตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังจะแห้งและตกสะเก็ดจางหายไปโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ในกรณีที่ติดเชื้อสายพันธุ์ Coxsackievirus A6 อาจพบผิวหนังลอกบริเวณปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้า และมีอาการเล็บลอกตามมาในภายหลังได้
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
แม้ว่าโรคมือเท้าปากส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่การติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจที่เป็นอันตรายถึงชีวิต คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดนัด
- ไข้สูงไม่ลดลง: มีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส และไข้ไม่ลดลงแม้จะเช็ดตัวหรือกินยาลดไข้ต่อเนื่องเกิน 48-72 ชั่วโมง
- อาการทางระบบประสาท: มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด นอนหลับมากเกินไป ปลุกตื่นยาก งอแงรุนแรง หรือไม่มีแรงแขนขา
- อาการสะดุ้งผวา (Myoclonic Jerks): มีอาการสะดุ้งผวาบ่อยๆ ระหว่างนอนหลับ หรือสะดุ้งเมื่อตัวเบา ผวาบ่อยผิดปกติ รวมถึงมีอาการสั่นกะทันหัน
- สูญเสียการทรงตัว: เดินเซ ตัวสั่น แขนขาอ่อนแรงหยิบจับสิ่งของไม่ได้
- ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม มีเสียงครืดคราดในปอด หรือมีเสมหะปนเลือดปนสีชมพู
- ภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลว: มือเท้าเย็น ซีด ตัวลาย หรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ อัตราการเต้นของหัวใจเร็วมากผิดปกติ
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง ปากแห้ง ผิวแห้ง เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะมีขั้นตอนในการตรวจวินิจฉัยดังนี้
- การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัย โดยแพทย์จะตรวจดูแผลในช่องปาก ตุ่มน้ำใสตามมือ เท้า ก้น และข้อพับ พร้อมทั้งประเมินสัญญาณชีพเพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อน
- การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (Virology Tests): ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม ได้แก่:
- การเก็บตัวอย่างจากลำคอ (Throat Swab) หรืออุจจาระ (Rectal Swab): เพื่อส่งตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) ซึ่งสามารถระบุสายพันธุ์ของไวรัสได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการตรวจหาเชื้อ EV71
- การตรวจเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อประเมินระดับเม็ดเลือดขาวและการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture): จะทำเฉพาะในรายที่มีอาการทางสมองอักเสบหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบเท่านั้น
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับรักษาโรคมือเท้าปาก การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เพื่อประคองให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอง การดูแลที่ถูกต้องและปลอดภัยมีดังนี้
1. การลดไข้และการบรรเทาอาการปวดแผลในปาก
- การให้ยาลดไข้ที่ปลอดภัย: ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่เหมาะสม คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้เกินวันละ 5 ครั้ง
- วิธีการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เช็ดผิวหนังย้อนรูขุมขนเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขนระบายความร้อน วางผ้าพักไว้บริเวณข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ และหน้าผาก เช็ดตัวต่อเนื่องประมาณ 15-20 นาที จนกว่าไข้จะลดลง
- ยาทาแผลในปาก: หากลูกเจ็บแผลในปากมากจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาชาพ่นหรือทาแผลในปาก (Topical Anesthetic Gel) เพื่อบรรเทาอาการปวดก่อนมื้ออาหารประมาณ 10-15 นาที
2. โภชนาการและการป้องกันภาวะขาดน้ำ
- อาหารที่เหมาะสม: ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่อ่อน นุ่ม ย่อยง่าย และเย็น เช่น โจ๊กแช่เย็น นมแช่เย็น ไอศกรีมรสอ่อน เต้าหู้ หรือโยเกิร์ต ความเย็นจะช่วยลดอาการเจ็บปวดจากแผลในปากได้ดี หลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อน อาหารรสจัด อาหารรสเปรี้ยว หรืออาหารที่มีความเป็นกรดสูง เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว เพราะจะทำให้แสบแผลมากขึ้น
- การชดเชยน้ำและเกลือแร่: หากเด็กรับประทานอาหารได้น้อย ควรให้จิบน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานเข้มข้นเพราะอาจทำให้ท้องเสียเพิ่มขึ้น
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
การดูแลเด็กป่วยโรคมือเท้าปากมีข้อห้ามสำคัญทางการแพทย์ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของลูกรัก
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: ในเด็กที่มีการติดเชื้อไวรัส การได้รับยาแอสไพรินอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองและตับอักเสบเฉียบพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): หากยังไม่สามารถแยกโรคไข้เลือดออกได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากยาในกลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารและส่งผลต่อการทำงานของไตในภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) มารับประทานเอง: เนื่องจากโรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีผลในการรักษา และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรือปัญหาเชื้อดื้อยาตามมาได้
- ห้ามเจาะหรือบีบตุ่มน้ำใส: การเจาะตุ่มน้ำจะทำให้เกิดแผลเปิด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง และอาจทำให้แผลหายช้าลงจนเกิดรอยแผลเป็น
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการแพร่ระบาดและการสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้
1. วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก
ในปัจจุบันมีการพัฒนา วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71 Vaccine) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้สำเร็จแล้ว
- กลุ่มเป้าหมาย: แนะนำสำหรับเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี (ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแต่ละบริษัทผู้ผลิต)
- จำนวนเข็มที่ต้องฉีด: ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 1-2 เดือน
- ประสิทธิภาพ: สามารถป้องกันการติดเชื้อและการเจ็บป่วยรุนแรงจากเชื้อ EV71 ได้มากกว่า 90% แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นๆ เช่น Coxsackievirus A16 ได้ ดังนั้นแม้จะฉีดวัคซีนแล้ว เด็กก็ยังสามารถเป็นมือเท้าปากจากสายพันธุ์อื่นได้ แต่อาการจะไม่รุนแรง
2. การทำความสะอาดและสุขอนามัยภายในบ้านช่วงระบาดหนัก
เชื้อเอนเทอโรไวรัสไม่มีเปลือกหุ้มไขมัน (Non-enveloped Virus) ทำให้ "แอลกอฮอล์ล้างมือทั่วไปไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ" การดูแลรักษาความสะอาดจึงต้องใช้สารเคมีเฉพาะ
- การล้างมือด้วยน้ำและสบู่: เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการขจัดเชื้อไวรัสออกจากมือ ควรล้างมือบ่อยๆ นานอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนรับประทานอาหาร
- การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน: สำหรับทำความสะอาดพื้นผิว ของเล่น และสิ่งของเครื่องใช้ ควรใช้น้ำยาฟอกขาวที่มีส่วนผสมของโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (Sodium Hypochlorite) เช่น ไฮเตอร์ โดยผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสม:
- สำหรับเช็ดทำความสะอาดทั่วไป: ผสมน้ำยาฟอกขาว 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร
- สำหรับพื้นที่ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งหรืออุจจาระ: ผสมน้ำยาฟอกขาว 100 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร ทิ้งไว้อย่างน้อย 10-20 นาทีแล้วเช็ดออกด้วยน้ำสะอาด
- การซักทำความสะอาดเสื้อผ้าและเครื่องนอน: ซักด้วยผงซักฟอกตามปกติ และหากเป็นไปได้ควรตากแดดจัดเพื่อช่วยฆ่าเชื้อไวรัส
- การแยกของใช้ส่วนตัว: แยกช้อน ส้อม แก้วน้ำ จานชาม และผ้าเช็ดตัวของเด็กป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในบ้านอย่างเด็ดขาด
- การแยกกักตัวผู้ป่วย (Quarantine): ให้เด็กป่วยหยุดเรียนและพักผ่อนที่บ้านเป็นเวลาอย่างน้อย 7-10 วัน หรือจนกว่าแผลในปากจะหายและตุ่มน้ำใสแห้งสนิท เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
3. โภชนาการเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
การรับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
- โปรตีนคุณภาพสูง: จากเนื้อปลา ไข่ เต้าหู้ และนม ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและสร้างเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน
- วิตามินซี (Vitamin C): จากผักใบเขียว บรอกโคลี ฝรั่ง และผลไม้ตระกูลส้ม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเม็ดเลือดขาว
- สังกะสี (Zinc): พบในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และธัญพืช ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ภูมิคุ้มกันและช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น
- โปรไบโอติกส์ (Probiotics): จากโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว ช่วยรักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญในร่างกาย
สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกป่วยเป็นมือเท้าปาก
เมื่อลูกมีอาการน่าสงสัยหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้รายการตรวจสอบด้านล่างนี้เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการดูแลลูกรักได้อย่างเป็นระบบและปลอดภัยที่สุด
| ขั้นตอนการปฏิบัติ | สิ่งที่ต้องทำและวิธีการ |
|---|---|
| 1. การคัดแยกและกักตัว | หยุดเรียนทันที แจ้งสถานศึกษา แยกห้องนอนและห้องน้ำ (ถ้าทำได้) หลีกเลี่ยงการพาไปที่สาธารณะอย่างน้อย 10 วัน |
| 2. การจัดการเรื่องไข้ | วัดไข้ทุก 4 ชั่วโมง ให้ยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงยาลดไข้กลุ่มอื่นโดยไม่จำเป็น |
| 3. การดูแลเรื่องอาหารและน้ำ | เน้นอาหารเหลว เย็น และนิ่ม จิบน้ำเกลือแร่ ORS บ่อยๆ ป้องกันภาวะขาดน้ำ หลีกเลี่ยงอาหารร้อนและรสเปรี้ยว |
| 4. การเฝ้าระวังอาการรุนแรง | สังเกตสัญญาณอันตราย (Red Flags) เช่น ไข้สูงลอย ซึมลง สะดุ้งผวา หายใจหอบ หรือปัสสาวะไม่ออก หากพบให้ส่งโรงพยาบาลทันที |
| 5. การทำความสะอาดบ้าน | ล้างของเล่นและพื้นผิวด้วยน้ำยาผสมสารฟอกขาว ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ งดการใช้เจลแอลกอฮอล์เป็นวิธีหลักในการทำความสะอาดมือ |
โรคมือเท้าปากเป็นโรคที่สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ด้วยการดูแลเอาใจใส่ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และการรักษาความสะอาดอย่างเข้มงวด จะช่วยให้ลูกรักสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่เจ็บป่วยนี้ไปได้อย่างปลอดภัย และช่วยลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อไปยังสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ