ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความเปราะบางของหัวใจเด็ก เมื่อโรคติดเชื้อกลายเป็นภัยเงียบ

โรคติดเชื้อในเด็กและผู้ป่วยโรคหัวใจ (Infectious diseases in children with congenital or acquired heart disease) ถือเป็นหนึ่งในภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่กุมารแพทย์และแพทย์โรคหัวใจเด็กให้ความสำคัญสูงสุด เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดอาการรุนแรง ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือเสียชีวิตได้มากกว่าเด็กปกติทั่วไปเมื่อได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย แม้ว่าโรคติดเชื้อทางเดินหายใจหรือโรคติดต่อทั่วไปจะดูเป็นเรื่องปกติในวัยเด็ก แต่สำหรับเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) หรือโรคหัวใจรูมาติก การติดเชื้อเพียงเล็กน้อยสามารถกลายเป็นชนวนเหตุที่กระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว

สถิติทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่า ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) หรือเชื้อแบคทีเรียปอดบวม มีอัตราการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าเด็กทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ กลไกของโรคหัวใจทำให้ร่างกายมีความสามารถในการสำรองพลังงานและการใช้อเจนต่ำกว่าปกติ เมื่อเกิดไข้ อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มสูงขึ้นเพื่อชดเชยความต้องการออกซิเจนของร่างกาย ซึ่งภาวะนี้สร้างภาระอันหนักหน่วงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจที่ผิดปกติอยู่แล้ว จนนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้ในที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค ทำไมเด็กโรคหัวใจจึงติดเชื้อง่ายและอาการหนัก

การทำความเข้าใจสาเหตุและกลไกการเกิดโรคเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการปกป้องลูกน้อย เชื้อก่อโรคส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ การสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน โดยเชื้อโรคยอดฮิตที่สร้างความเสียหายรุนแรงในเด็กโรคหัวใจ ได้แก่ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เชื้อไวรัสโคโรนา และเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส หรือนิวโมคอคคัส

กลไกทางพยาธิ (Pathophysiology) ที่ทำให้เด็กโรคหัวใจมีความรุนแรงของโรคสูง แบ่งออกเป็นหลายปัจจัยหลัก ประการแรกคือความผิดปกติทางกายวิภาคของหัวใจ เช่น มีรูรั่วในผนังกั้นหัวใจ หรือเส้นเลือดเกิน ซึ่งส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่มีประสิทธิภาพ ประการที่สองคือระบบภูมิคุ้มกันในเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ประกอบกับภาวะทุพโภชนาการที่มักพบร่วมในเด็กโรคหัวใจ ทำให้ความสามารถในการกำจัดเชื้อโรกลดลง ประการสุดท้าย เมื่อเกิดการติดเชื้อ ร่างกายจะหลั่งสารอักเสบและเกิดไข้สูง ซึ่งกระตุ้นให้เมตาบอลิซึมของร่างกายสูงขึ้น หัวใจต้องบีบตัวเร็วและแรงขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ แต่ด้วยโครงสร้างหัวใจที่ไม่สมบูรณ์ หัวใจจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ เกิดภาวะขาดออกซิเจน เลือดคั่งในปอด และนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันในที่สุด

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องพาไปพบแพทย์โดยด่วน

ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครอง การสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นชีวิตของลูกน้อย หากเด็กโรคหัวใจมีอาการติดเชื้อ ควรสังเกตสัญญาณอันตรายหรือที่เรียกว่า Red Flags อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวันนัด

  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้ว่าจะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้แล้วก็ตาม
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เวลาหายใจมีลักษณะอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือปีกจมูกบาน
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
  • ซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนม ไม่ยอมรับประทานอาหาร หรืออาเจียนทุกครั้งที่รับประทาน
  • มีอาการของภาวะขาดออกซิเจนหรือภาวะช็อก เช่น ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลยนานหลายชั่วโมง ผิวหนังเย็นลาย เหงื่อออกมากผิดปกติ
  • มีอาการชักจากไข้สูง หรือเกร็งกระตุก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด

เมื่อเด็กโรคหัวใจมีอาการแสดงของการติดเชื้อและมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเด็กจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

การตรวจวินิจฉัยประกอบด้วยการซักประวัติอย่างละเอียดจากผู้ปกครอง การตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงหัวใจและปอดอย่างระมัดระวังเพื่อประเมินเสียงฟู่ (Heart Murmur) หรือเสียงน้ำคั่งในปอด การตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสทางจมูก (Rapid Antigen Test สำหรับ RSV, Influenza, COVID-19) การตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาวและภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด รวมถึงการตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาทำการเอกซเรย์ปอดและหัวใจ (Chest X-ray) เพื่อดูขนาดของหัวใจและภาวะปอดบวมน้ำ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - EKG) เพื่อประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจในขณะที่เกิดการติดเชื้อ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาล

การรักษาเด็กโรคหัวใจที่ติดเชื้อจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยาทุกชนิดต้องคำนวณโดสอย่างแม่นยำตามน้ำหนักตัวและสภาพการทำงานของหัวใจ

การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการและการให้การรักษาจำเพาะต่อเชื้อโรค เช่น การให้ยาต้านไวรัสในกรณีที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 การพ่นยาขยายหลอดลมหรือการให้ออกซิเจนเสริมในกรณีที่มีภาวะหายใจลำบากจากเชื้ออาร์เอสวี การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำเกินซึ่งจะไปซ้ำเติมการทำงานของหัวใจ

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลที่บ้านสำหรับเด็กโรคหัวใจที่ติดเชื้อและมีไข้ต่ำ ควรเน้นการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธี การให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือนมทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และการจัดให้เด็กอยู่ในท่านอนที่หายใจสะดวกที่สุด ห้ามให้เด็กออกแรงมากเกินไปเด็ดขาดในช่วงที่มีอาการป่วย

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความผิดพลาดในการดูแลเด็กป่วยโรคหัวใจอาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิต พ่อแม่และผู้ดูแลต้องท่องจำข้อควรระวังทางการแพทย์เหล่านี้ให้ขึ้นใจ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด หากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัดว่าไม่ใช่ไข้เลือดออกหรือโรคที่มีภาวะเลือดออกง่าย เนื่องจากจะไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและผลกระทบต่อเกล็ดเลือด ยาลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุดคือยาพาราเซตามอล (Paracetamol) โดยต้องใช้ในขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้เท่านั้น และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาดหากแพทย์ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะการใช้ยาพร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและไม่ช่วยรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวด้วยวัคซีน

การป้องกันการติดเชื้อถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนเปรียบเสมือนเกราะเหล็กที่ช่วยชีวิตเด็กกลุ่มนี้ได้จริงตามหลักฐานทางการแพทย์

เด็กโรคหัวใจควรได้รับวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดอย่างเคร่งครัด และควรได้รับวัคซีนเสริมความคุ้มกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ ได้แก่

  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และรวมถึงบุคคลในครอบครัวและผู้ใกล้ชิดทุกคนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)
  • วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine - PCV) เพื่อป้องกันโรคปอดบวมและติดเชื้อในกระแสเลือดจากแบคทีเรียตัวร้าย
  • วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ประจำตัว
  • การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody เช่น Nirsevimab หรือ Palivizumab) ในกลุ่มทารกที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในช่วงฤดูระบาด

นอกจากการได้รับวัคซีนแล้ว การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ควรฝึกให้เด็กและคนในครอบครัวล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม และควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือขั้นตอนสำคัญที่พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจต้องยึดถือปฏิบัติ:

  • ตรวจสอบสมุดบันทึกวัคซีนของลูกกับกุมารแพทย์ประจำตัวให้แน่ใจว่าได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจครบถ้วนตามกำหนด
  • รักษาสุขอนามัยภายในบ้านอย่างเคร่งครัด ล้างมือให้สะอาดก่อนอุ้มหรือสัมผัสตัวเด็ก และทำความสะอาดของเล่นพื้นผิวสัมผัสสม่ำเสมอ
  • งดการพาเด็กไปสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวที่มีการระบาดของโรค
  • เตรียมยาลดไข้พาราเซตามอลในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวให้พร้อมเสมอ และปรึกษาแพทย์เรื่องโดสยาที่แน่นอน
  • สังเกตอาการเตือนอันตรายอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูง หอบเหนื่อย หรือซึมลง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down