ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease - CHD) เป็นหนึ่งในความผิดปกติแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทารกในขวบปีแรก จากสถิติทางการแพทย์พบว่า มีทารกประมาณ 8 ใน 1,000 คนที่เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจหรือหลอดเลือดใหญ่ ความรุนแรงของโรคนี้มีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยที่ไม่มีอาการใดๆ และสามารถหายเองได้เมื่อโตขึ้น ไปจนถึงระดับรุนแรงมากที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเด็ก การเข้าใจถึงกลไกการเกิดโรค การสังเกตสัญญาณเตือน และความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่แรกเกิด จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตของลูกน้อยและช่วยให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียดและครบถ้วนที่สุดเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลได้เข้าใจโรคนี้อย่างแท้จริง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

หัวใจของทารกจะเริ่มพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยเริ่มสร้างเป็นโครงสร้างรูปท่อและพัฒนาไปเป็นหัวใจ 4 ห้องพร้อมหลอดเลือดใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ถึงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ หากเกิดความผิดปกติในกระบวนการพัฒนาระหว่างช่วงเวลานี้ จะส่งผลให้เกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดขึ้น

แม้ว่าในปัจจุบันทางการแพทย์จะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ทั้งหมด แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงและกลไกสำคัญหลายประการที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค ดังนี้

1. ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factors)

  • ความผิดปกติของโครโมโซม: ทารกที่มีกลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome หรือ Trisomy 21) มีโอกาสสูงถึง 50% ที่จะมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดร่วมด้วย โดยเฉพาะโรคผนังกั้นห้องหัวใจรั่ว รวมไปถึงกลุ่มอาการอื่นๆ เช่น Turner Syndrome, Edwards Syndrome (Trisomy 18) และ DiGeorge Syndrome
  • การกลายพันธุ์ของยีนเดี่ยว: ประวัติครอบครัวที่มีพี่น้องหรือบิดามารดาเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด จะเพิ่มความเสี่ยงให้ทารกในครรภ์ถัดไปมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป

2. ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ (Environmental and Maternal Factors)

  • การติดเชื้อของมารดา: การติดเชื้อไวรัสบางชนิดในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะโรคหัดเยอรมัน (Rubella) มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจเกิน (Patent Ductus Arteriosus - PDA) และการตีบของลิ้นหัวใจพัลโมนารี
  • โรคประจำตัวของมารดา: มารดาที่เป็นโรคเบาหวานก่อนตั้งครรภ์และควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี มีความเสี่ยงสูงที่ทารกในครรภ์จะมีผนังกั้นห้องหัวใจหนาตัวผิดปกติ หรือมีภาวะสลับขั้วของหลอดเลือดแดงใหญ่ (Transposition of the Great Arteries - TGA)
  • การได้รับยาและสารเคมี: การรับประทานยาบางชนิดในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก เช่น ยารักษาสิวในกลุ่มกรดวิตามินเอ (Isotretinoin) ยารักษาอาการชัก (Anticonvulsants) ยาลิเทียม (Lithium) รวมถึงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ของมารดา
ความรู้ทางการแพทย์: กลไกทางสรีรวิทยาของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามลักษณะทางคลินิก คือ กลุ่มที่ไม่มีอาการเขียว (Acyanotic CHD) ซึ่งมักเกิดจากมีรูรั่วทำให้เลือดแดงจากหัวใจซีกซ้ายไหลลัดไปยังหัวใจซีกขวาที่มีความดันต่ำกว่า ส่งผลให้มีเลือดไปคั่งที่ปอดมากผิดปกติ และกลุ่มที่มีอาการเขียว (Cyanotic CHD) ซึ่งเกิดจากเลือดดำที่มีออกซิเจนต่ำไหลลัดไปผสมกับเลือดแดงและไปเลี้ยงร่างกายโดยตรง หรือเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินเลือดที่จะไปฟอกที่ปอด

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็ก: อาการ และสัญญาณเตือนตามช่วงวัย

การสังเกตความผิดปกติของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถสื่อสารบอกเล่าความรู้สึกได้ โดยอาการของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดและความรุนแรงของโรค ซึ่งสามารถจำแนกอาการเด่นชัดออกเป็นสองกลุ่มหลักดังต่อไปนี้

1. อาการของกลุ่มหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว (Acyanotic Congenital Heart Disease)

ในกลุ่มนี้ ทารกจะมีสีผิวปกติ ไม่ซีดเขียว แต่อาการจะแสดงออกทางระบบหายใจและการเจริญเติบโต เนื่องจากมีปริมาณเลือดไปคั่งที่ปอดมากเกินไป (Pulmonary Overcirculation) ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ เช่น ผนังกั้นห้องหัวใจห้องล่างรั่ว (Ventricular Septal Defect - VSD) ผนังกั้นห้องหัวใจห้องบนรั่ว (Atrial Septal Defect - ASD) และภาวะเส้นเลือดเชื่อมต่อระหว่างแดงใหญ่กับปอดไม่ปิดหลังคลอด (Patent Ductus Arteriosus - PDA)

  • เหนื่อยง่ายขณะดูดนม: ทารกจะดูดนมได้ไม่ต่อเนื่อง ต้องหยุดพักบ่อย ใช้เวลานานในการดูดนมแต่ละมื้อ มีเหงื่อออกมากผิดปกติโดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและศีรษะขณะกำลังดูดนม
  • หายใจเร็วและหอบ: สังเกตเห็นซี่โครงบุ๋ม หายใจเร็วแรงกว่าปกติแม้ในขณะนอนหลับ
  • น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ (Failure to Thrive): เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างมากในการหายใจและการทำงานของหัวใจที่หนักขึ้น ทำให้พลังงานที่ได้รับจากนมไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต
  • ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจบ่อย: มักมีอาการเป็นหวัด หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม (Pneumonia) ซ้ำๆ เนื่องจากปอดมีเลือดคั่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ง่าย

2. อาการของกลุ่มหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (Cyanotic Congenital Heart Disease)

กลุ่มนี้เกิดจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เนื่องจากเลือดดำปนกับเลือดแดงแล้วไปเลี้ยงร่างกาย ตัวอย่างโรคที่พบบ่อย เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียวเตตราโลจีออฟฟัลโลต์ (Tetralogy of Fallot - TOF) และการสลับขั้วของหลอดเลือดแดงใหญ่ (Transposition of the Great Arteries - TGA)

  • ริมฝีปากและปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis): จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนบริเวณริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม เล็บมือ และเล็บเท้า โดยอาการเขียวจะเด่นชัดขึ้นเวลาที่เด็กร้องไห้ ดูดนม หรือออกกำลังกาย
  • ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าปุ้ม (Clubbing of Fingers and Toes): ในเด็กโตที่มีภาวะเขียวเรื้อรัง ปลายนิ้วจะขยายใหญ่ขึ้นและเล็บจะโค้งมนคล้ายช้อน เนื่องจากมีการกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดฝอยส่วนปลายเพื่อชดเชยภาวะขาดออกซิเจน
  • ชอบนั่งยองๆ (Squatting): เด็กโตที่มีภาวะเขียวมักจะชอบนั่งยองๆ เวลาเหนื่อย เพราะท่านี้จะช่วยเพิ่มความต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลาย ส่งผลให้เลือดไหลไปฟอกที่ปอดได้มากขึ้น ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยและเขียวได้โดยอัตโนมัติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการเขียวในทารกบางครั้งอาจสังเกตได้ยากในห้องที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือในเด็กที่มีผิวสีเข้ม วิธีการสังเกตที่ดีที่สุดคือการตรวจดูสีของลิ้นและเยื่อบุในช่องปาก หากพบว่ามีสีม่วงคล้ำแทนที่จะเป็นสีชมพู ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจวัดระดับออกซิเจนทันที

สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ผู้ดูแลต้องนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ควรรอช้า:

  • ภาวะพิมพ์เขียวเฉียบพลัน (Hypercyanotic Spell หรือ Tet Spell): มักพบในเด็กที่เป็นโรค TOF โดยเด็กจะมีอาการตัวเขียวจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว หายใจหอบลึก ร้องกวนอย่างรุนแรง ตัวอ่อนปวกเปียก หรืออาจมีอาการชักและหมดสติไป
  • หายใจลำบากขั้นรุนแรง: มีอาการหายใจหอบเร็วจนหน้าอกบุ๋มลึก ปีกจมูกบาน มีเสียงครางในลำคอขณะหายใจออก
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure): เด็กมีอาการซึมลงมาก ไม่ยอมดื่มนม ปัสสาวะออกน้อยมาก (ผ้าอ้อมไม่เปียกนานเกิน 6-8 ชั่วโมง) มือเท้าเย็น ซีด และมีเหงื่อซึมตลอดเวลา
  • หัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติอย่างรุนแรง: สังเกตเห็นหน้าอกบริเวณหัวใจเต้นกระเพื่อมอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อเนื่องยาวนาน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและลดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันมีแนวทางการตรวจวินิจฉัยดังนี้:

1. การตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Newborn Pulse Oximetry Screening)

นี่คือนวัตกรรมการตรวจคัดกรองที่ง่าย ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว และมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยกุมารแพทย์จะทำการตรวจวัดระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วมือข้างขวาและเท้าข้างใดข้างหนึ่งของทารกเมื่อมีอายุครบ 24 ชั่วโมงหลังคลอด (ก่อนอนุญาตให้กลับบ้าน) หากค่าความแตกต่างหรือระดับออกซิเจนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จะเป็นสัญญาณเตือนให้ส่งตรวจหัวใจอย่างละเอียดต่อไปเพื่อค้นหาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดรุนแรง (Critical Congenital Heart Disease - CCHD)

2. การตรวจวินิจฉัยเฉพาะทาง

  • การฟังเสียงหัวใจ (Auscultation): แพทย์จะใช้หูฟังตรวจหาเสียงหัวใจที่ผิดปกติ เช่น เสียงฟู่ (Murmur) ซึ่งเกิดจากการไหลเวียนของเลือดผ่านรูรั่วหรือลิ้นหัวใจที่ตีบ
  • การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography): เป็นการตรวจหลัก (Gold Standard) ที่ช่วยให้เห็นโครงสร้างหัวใจ การบีบตัว ช่องรูรั่ว และทิศทางการไหลเวียนของเลือดได้อย่างชัดเจนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีรังสีและไม่เจ็บปวด
  • การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อประเมินขนาดและรูปทรงของหัวใจ รวมถึงภาวะมีเลือดคั่งในปอด
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG/EKG): เพื่อตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และร่องรอยการหนาตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization): ใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูลโครงสร้างหัวใจที่ซับซ้อน หรือเพื่อทำการรักษาผ่านสายสวนหัวใจ

วิธีรักษาที่ถูกต้องและปลอดภัย

แผนการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยทีมกุมารแพทย์โรคหัวใจและศัลยแพทย์หัวใจเด็กจะพิจารณาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย:

1. การรักษาด้วยยา (Medical Management)

ยามักใช้เพื่อควบคุมอาการ บรรเทาภาวะหัวใจล้มเหลว หรือเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด ยาที่พบบ่อยได้แก่:

  • ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): เช่น Furosemide, Spironolactone เพื่อลดปริมาณน้ำคั่งในปอดและร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานเบาลง
  • ยากลุ่มช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ: เช่น Digoxin
  • ยาขยายหลอดเลือด (Vasodilators): เพื่อลดแรงต้านทานในการสูบฉีดเลือดของหัวใจ

2. การรักษาโดยการสวนหัวใจ (Transcatheter Intervention)

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ทำให้สามารถรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิดได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดทรวงอก เช่น การใช้สายสวนเพื่อใส่ อุปกรณ์ปิดรูรั่ว (Amplatzer Device) สำหรับปิดผนังกั้นห้องหัวใจรั่วชนิด ASD หรือ VSD หรือการใช้บอลลูนขยายลิ้นหัวใจที่ตีบ (Balloon Valvuloplasty)

3. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatment)

  • การผ่าตัดแบบประคับประคอง (Palliative Surgery): ทำในรายที่ยังไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขทั้งหมดได้ทันที เพื่อเพิ่มหรือลดปริมาณเลือดที่ไปปอดชั่วคราวก่อน เช่น การทำทางเชื่อมต่อหลอดเลือด (Blalock-Taussig Shunt)
  • การผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างหัวใจทั้งหมด (Corrective Surgery): เป็นการผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วและแก้ไขโครงสร้างที่ผิดปกติให้กลับมาทำงานใกล้เคียงปกติที่สุด เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์

การดูแลรักษาพยาบาลเด็กโรคหัวใจที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลที่บ้านมีความสำคัญไม่แพ้การรักษาในโรงพยาบาล พ่อแม่ผู้ดูแลควรปฏิบัติตามหลักการพยาบาลอย่างเคร่งครัดดังนี้:

1. การจัดการโภชนาการที่เหมาะสม

เนื่องจากเด็กโรคหัวใจมีความต้องการพลังงานมากกว่าเด็กทั่วไปถึง 30-50% แต่กลับเหนื่อยง่ายทำให้รับประทานได้น้อย:

  • ควรแบ่งมื้อนมหรืออาหารออกเป็นมื้อย่อยๆ หลายมื้อ (ทุก 2-3 ชั่วโมง) แต่ไม่ควรใช้เวลาในแต่ละมื้อเกิน 30 นาทีเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเหนื่อยเกินไป
  • สำหรับทารกที่กินนมแม่ อาจต้องมีการปั๊มนมแม่ใส่ขวดเพื่อให้ดูดได้ง่ายขึ้น หรือปรึกษาแพทย์เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของนมผง (High-Calorie Formula)
  • จัดท่าให้เด็กนอนศีรษะสูงเล็กน้อยขณะป้อนนมเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

2. การป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด

  • หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปในสถานที่แออัด หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัดหรือไอ
  • ทุกคนในครอบครัวต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสตัวเด็ก
  • รักษาสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งอาจลุกลามไปที่หัวใจได้
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด:
  • ห้ามปรับขนาดยาพาราเซตามอลหรือยาหัวใจเอง: ยาโรคหัวใจบางชนิด เช่น Digoxin มีระดับยาที่ปลอดภัยแคบมาก (Narrow Therapeutic Index) การให้ยาเกินขนาดเพียงเล็กน้อยอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากลูกอาเจียนหลังจากป้อนยาหัวใจ ห้ามป้อนยาซ้ำเด็ดขาด ให้ข้ามมื้อนั้นไปและปรึกษาแพทย์ทันที
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: เมื่อเด็กมีไข้หรือติดเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาและผลข้างเคียงอื่นๆ
  • ห้ามละเลยการนัดของแพทย์: แม้ว่าเด็กจะดูแข็งแรงดี แต่โครงสร้างหัวใจภายในอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ต้องได้รับการประเมินด้วยเครื่องเอคโค่อย่างสม่ำเสมอ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การสร้างภูมิคุ้มกันและการป้องกันก่อนเกิดโรคเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของลูกน้อย:

  • การวางแผนก่อนตั้งครรภ์: ผู้หญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันล่วงหน้าอย่างน้อย 1-3 เดือน และหากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมโรคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติต่อนเนื่องก่อนการตั้งครรภ์
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามเกณฑ์: เด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจำเป็นต้องได้รับวัคซีนพื้นฐานครบถ้วนตามกำหนด และควรได้รับวัคซีนเสริม เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ทุกปี และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (IPD) เนื่องจากหากเด็กกลุ่มนี้ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาการจะรุนแรงกว่าเด็กทั่วไปมาก
  • การตรวจคัดกรองระหว่างตั้งครรภ์: การตรวจอัลตราซาวนด์ครรภ์อย่างละเอียดโดยสูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (Maternal-Fetal Medicine) ในช่วงสัปดาห์ที่ 18-22 ของการตั้งครรภ์ สามารถตรวจคัดกรองโครงสร้างหัวใจที่ผิดปกติของทารกได้ ซึ่งจะช่วยให้ทีมแพทย์สามารถวางแผนการรักษาหลังคลอดได้อย่างทันท่วงที
กล่องสรุปคู่มือปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist):
  • ตรวจเช็กสีผิวและริมฝีปากของลูกเป็นประจำ: โดยเฉพาะเวลาร้องไห้ ถ่ายปัสสาวะ หรือดูดนม ว่ามีอาการเขียวคล้ำหรือไม่
  • บันทึกอัตราการหายใจ: ขณะที่ลูกหลับนิ่งๆ ให้นับอัตราการหายใจใน 1 นาที หากพบว่าหายใจเร็วกว่าปกติ (ทารกแรกเกิด > 60 ครั้งต่อนาที, อายุ 1-11 เดือน > 50 ครั้งต่อนาที) ควรรีบปรึกษาแพทย์
  • สังเกตน้ำหนักตัว: ชั่งน้ำหนักลูกสัปดาห์ละครั้งเพื่อติดตามเกณฑ์การเจริญเติบโต
  • เตรียมนมและจัดมื้ออาหารอย่างเป็นระบบ: เน้นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง ป้องกันอาการเหนื่อยสะสม
  • จดจำรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน: ของโรงพยาบาลและกุมารแพทย์ผู้รักษาโรคหัวใจของลูกไว้ในที่ที่หาง่ายที่สุดเสมอ

สุดท้ายนี้ แม้ว่าการได้รับวินิจฉัยว่าลูกน้อยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจะเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้แก่ครอบครัวอย่างมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ความเชี่ยวชาญของทีมกุมารแพทย์โรคหัวใจ และศัลยแพทย์หัวใจเด็กในปัจจุบัน ร่วมกับการดูแลเอาใจใส่และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจากคุณพ่อคุณแม่ จะช่วยให้เด็กๆ ส่วนใหญ่สามารถเข้ารับการรักษาและกลับมามีชีวิตที่แข็งแรง เติบโตขึ้นมาวิ่งเล่นและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขเฉกเช่นเด็กปกติทั่วไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down