บทนำและภาพรวมของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็ก
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease: CHD) คือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ หลอดเลือดใหญ่ หรือลิ้นหัวใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกเจริญเติบโตอยู่ภายในครรภ์มารดา โรคนี้ถือเป็นหนึ่งในความพิการแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในระดับสากล โดยมีอัตราการเกิดโรคเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 รายต่อทารกแรกเกิดที่มีชีวิต 1,000 ราย ในประเทศไทยประเมินว่ามีทารกแรกเกิดที่เผชิญกับภาวะนี้ปีละกว่า 4,000 ถึง 5,000 ราย
ความรุนแรงของโรคมีความหลากหลายสูงมาก ตั้งแต่กรณีที่มีความผิดปกติเพียงเล็กน้อยและไม่แสดงอาการใดๆ ไปจนถึงกลุ่มที่มีพยาธิสภาพรุนแรงขั้นวิกฤต (Critical Congenital Heart Disease: CCHD) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนโลหิตอย่างรุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีภายในขวบปีแรก ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ สัญญาณเตือน และการตรวจคัดกรองตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับบิดามารดาและผู้ดูแลเด็ก
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
หัวใจของมนุษย์เริ่มมีการสร้างและพัฒนาโครงสร้างตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 3 ถึง 8 สัปดาห์แรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะต่างๆ มีความเปราะบางต่อสิ่งเร้าภายนอกสูงสุด สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม โดยสามารถจำแนกปัจจัยเสี่ยงสำคัญทางการแพทย์ได้ดังนี้
ปัจจัยทางพันธุกรรมและความผิดปกติของโครโมโซม
- ความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม: กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome หรือ Trisomy 21) มีความสัมพันธ์อย่างสูงกับความผิดปกติของผนังกั้นห้องหัวใจ โดยเฉพาะโรคผนังกั้นห้องหัวใจขาดร่วมระหว่างห้องบนและห้องล่าง (Atrioventricular Septal Defect: AVSD) นอกจากนี้ยังพบในกลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner Syndrome) และกลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด (Edwards Syndrome หรือ Trisomy 18)
- ความผิดปกติของยีนเดี่ยวและการกลายพันธุ์ (Genetic Mutations): เช่น กลุ่มอาการดีจอร์จ (DiGeorge Syndrome หรือ 22q11.2 Deletion) ซึ่งมักพบร่วมกับความผิดปกติของหลอดเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจ (Conotruncal Defects)
ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมารดาระหว่างตั้งครรภ์
- การติดเชื้อของมารดาในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์: โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน (Rubella Virus) ซึ่งส่งผลโดยตรงให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจชนิดที่ยังเปิดอยู่หลังคลอด (Patent Ductus Arteriosus: PDA) และการตีบของหลอดเลือดแดงปอด (Pulmonary Artery Stenosis)
- โรคประจำตัวของมารดา: มารดาที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Maternal Diabetes Mellitus) ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี มีความเสี่ยงสูงที่ทารกในครรภ์จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy) และความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจอื่นๆ
- การได้รับยาและสารเคมีบางชนิด: การรับประทานยากลุ่มกรดวิตามินเอ (Retinoids) ยารักษาอาการชัก (เช่น Phenytoin หรือ Valproic Acid) หรือการบริโภคแอลกอฮอล์และสารนิโคตินจากบุหรี่ในระหว่างตั้งครรภ์
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็ก: อาการและพัฒนาการของโรคที่คุณแม่ต้องสังเกต
เนื่องจากทารกและเด็กเล็กไม่สามารถบอกเล่าอาการผิดปกติของตนเองได้ ผู้ปกครองจึงต้องเป็นผู้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด อาการของโรคจะแสดงออกแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุและประเภทความรุนแรงของโรคหัวใจ โดยพยาธิสภาพและอาการทางคลินิกที่เด่นชัดมีดังนี้
1. อาการในกลุ่มทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก (Infants)
- อาการเหนื่อยง่ายขณะดูดนม (Feeding Fatigue): ทารกที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) จะไม่สามารถดูดนมต่อเนื่องได้นาน ต้องหยุดพักบ่อยๆ มีอาการหายใจเร็วและหอบในขณะดูดนม หรือใช้เวลานานกว่าปกติในการดูดนมแต่ละมื้อ
- เหงื่อออกมากผิดปกติ (Diaphoresis): มีเหงื่อเม็ดโตๆ ผุดขึ้นตามใบหน้า หน้าผาก และศีรษะขณะที่ดูดนมหรือขณะนอนหลับ ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทซิมพาเทติกเพื่อชดเชยการทำงานของหัวใจที่ล้มเหลว
- น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ (Failure to Thrive): ร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาลในการทำงานของหัวใจและการหายใจ ประกอบกับการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอเนื่องจากเหนื่อยง่ายขณะดูดนม ส่งผลให้การเจริญเติบโตชะงักงัน
- สีผิวเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis): มีภาวะตัวเขียว โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปาก ลิ้น เยื่อบุช่องปาก ปลายมือ และปลายเท้า ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเวลาที่ทารกร้องไห้หรือออกแรงดูดนม
2. อาการในกลุ่มเด็กโต (Older Children)
- เหนื่อยง่ายเมื่อออกกำลังกาย (Exercise Intolerance): ไม่สามารถวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมทางกายภาพได้เท่ากับเด็กในวัยเดียวกัน มักบ่นเหนื่อย หายใจหอบ หรือเจ็บหน้าอกขณะออกแรง
- พฤติกรรมการนั่งยองๆ (Squatting): มักพบในผู้ป่วยโรคหัวใจชนิดเขียว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเตตราโลจีออฟฟัลโลต์ (Tetralogy of Fallot: TOF) การนั่งยองๆ จะช่วยเพิ่มแรงต้านทานของหลอดเลือดในระบบกายหลวง (Systemic Vascular Resistance) ซึ่งช่วยลดการไหลลัดของเลือดดำไปสู่เลือดแดง ทำให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นชั่วคราว
- ปลายนิ้วปุ้ม (Clubbing of Fingers and Toes): เป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เกิดจากการขาดออกซิเจนเรื้อรัง ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณส่วนปลายของนิ้วมือและนิ้วเท้าหนาตัวขึ้นจนมีลักษณะคล้ายไม้ตีกลอง
- การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างบ่อยครั้ง: เด็กมักมีอาการปอดบวม (Pneumonia) หรือหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) ซ้ำๆ เนื่องจากภาวะที่มีเลือดไปคั่งที่ปอดมากเกินไป (Pulmonary Congestion) ในกลุ่มโรคหัวใจชนิดไม่เขียว
สัญญาณเตือนวิกฤต (Red Flags) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
บิดามารดาต้องตระหนักถึงสัญญาณชีพและอาการแสดงที่บ่งชี้ถึงภาวะวิกฤตของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำตัวส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที:
- หายใจหอบเหนื่อยจนอกบุ๋ม (Severe Respiratory Distress): สังเกตเห็นซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ (Intercostal Retraction) หรือใต้ลิ้นปี่บุ๋ม มีการขยับของปีกจมูกตามจังหวะการหายใจ (Nasal Flaring) หรือหายใจมีเสียงคราง (Grunting)
- อาการตัวเขียวจัดเฉียบพลัน (Tet Spell หรือ Hypercyanotic Spell): ทารกมีอาการร้องไห้กวนอย่างรุนแรง ตัวเขียวคล้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว หายใจหอบลึก และอาจหมดสติหรือชักจากการขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือเร็วเกินไป (Tachycardia): หัวใจเต้นเร็วมากและไม่สม่ำเสมอในขณะพัก ร่วมกับอาการกระสับกระส่ายหรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
- ภาวะช็อกและกระจายโลหิตล้มเหลว (Cardiogenic Shock): มือเท้าเย็นจัด ผิวหนังมีลักษณะลายคราม (Mottled Skin) ซึมมาก ไม่ยอมดูดนม หรือปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
กระบวนการวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจำเป็นต้องอาศัยทั้งการตรวจคัดกรองตั้งแต่แรกเกิดและการตรวจประเมินเฉพาะทางโดยกุมารแพทย์โรคหัวใจ (Pediatric Cardiologist)
การตรวจคัดกรองโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดวิกฤตในทารกแรกเกิด (Newborn Pulse Oximetry Screening)
ปัจจุบันสถาบันกุมารเวชศาสตร์ระดับสากลแนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดทุกรายที่อายุ 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังคลอด หรือก่อนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล โดยใช้เครื่องวัดปริมาณออกซิเจนในเลือดที่ปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) การตรวจจะหนีบอุปกรณ์ที่มือขวา (Pre-ductal) และเท้าข้างใดข้างหนึ่ง (Post-ductal) หากพบว่าระดับออกซิเจนต่ำกว่าร้อยละ 95 หรือมีความต่างระหว่างมือและเท้ามากกว่าร้อยละ 3 ทารกจำเป็นต้องได้รับการตรวจยืนยันด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงทันที
การวินิจฉัยทางคลินิกและการตรวจพิเศษ
- การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะทำการฟังเสียงหัวใจเพื่อค้นหาเสียงฟู่ (Heart Murmur) ตรวจคลำชีพจรบริเวณขาหนีบ (Femoral Pulse) เพื่อประเมินภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบแคบ (Coarctation of the Aorta) และตรวจการโตของตับ
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray): ช่วยประเมินขนาดและรูปร่างของเงาหัวใจ รวมถึงปริมาณเลือดที่ไปคั่งที่ปอด เช่น ลักษณะหัวใจรูปบูท (Boot-shaped Heart) ที่มักพบในโรคหัวใจชนิดเขียวบางประเภท
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG หรือ EKG): เพื่อประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจ และตรวจหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจโตหรือหนาตัวผิดปกติ
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography): เป็นเครื่องมือหลักในการวินิจฉัยที่ให้ความแม่นยำสูงที่สุด ช่วยให้อธิบายโครงสร้างทางกายวิภาค ทิศทางการไหลเวียนของกระแสเลือด และสมรรถภาพการบีบตัวของหัวใจได้อย่างละเอียด
- การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization): ใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูลความดันและระดับออกซิเจนในห้องหัวใจอย่างละเอียด หรือเพื่อทำการรักษาทางหัตถการควบคู่กัน
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การวางแผนการรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเลือกใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
1. การรักษาด้วยยา (Medical Management)
ยาที่นำมาใช้ไม่ได้รักษาโครงสร้างที่ผิดปกติให้หายขาด แต่ช่วยประคับประคองและปรับปรุงสมรรถภาพการทำงานของหัวใจให้ดีขึ้น ได้แก่:
- ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): เช่น Furosemide และ Spironolactone เพื่อลดปริมาณน้ำคั่งในปอดและร่างกาย ลดภาระการทำงานของหัวใจ
- ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ (Inotropic Agents): เช่น Digoxin ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ยาขยายหลอดเลือดและลดแรงต้านทาน (Vasodilators): เช่น ยาในกลุ่ม ACE Inhibitors (Captopril, Enalapril) เพื่อลดแรงต้านทานในการสูบฉีดเลือดของหัวใจ
2. การรักษาด้วยสายสวนหัวใจ (Transcatheter Intervention)
เทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันสามารถแก้ไขความผิดปกติบางอย่างได้โดยไม่ต้องเปิดทรวงอกผ่าตัดใหญ่ เช่น การใส่ใช้อุปกรณ์อุดรอยรั่ว (Occluding Device) สำหรับโรคผนังกั้นห้องหัวใจห้องบนรั่ว (Atrial Septal Defect: ASD) หรือหลอดเลือดหัวใจส่วนเกินยังเปิดอยู่ (Patent Ductus Arteriosus: PDA) และการใช้บอลลูนขยายลิ้นหัวใจที่ตีบแคบ (Balloon Valvuloplasty)
3. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatment)
- การผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการ (Palliative Surgery): ทำในทารกตัวเล็กหรือมีภาวะแทรกซ้อนสูงเพื่อช่วยให้ทารกมีชีวิตรอดและเจริญเติบโตพอที่จะรับการผ่าตัดใหญ่ได้ เช่น การทำทางเบี่ยงหลอดเลือด (Blalock-Taussig Shunt) เพื่อเพิ่มเลือดไปปอด
- การผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติอย่างสมบูรณ์ (Corrective Surgery): เป็นการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือดให้กลับมาใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด
- เทคนิคการป้อนนมทารกโรคหัวใจ: ควรให้นมทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง (Small and Frequent Feedings) เพื่อป้องกันทารกเหนื่อย หากทารกดูดนมได้ช้าและเหนื่อยมาก อาจต้องใช้หัวนมที่มีรูนุ่มเป็นพิเศษ หรือพิจารณาการใส่สายให้อาหารผ่านทางจมูก (Nasogastric Tube) ตามคำแนะนำของแพทย์
- การจัดท่าทาง: จัดให้ทารกนอนในท่าศีรษะสูงประมาณ 30 ถึง 45 องศา เพื่อช่วยให้กะบังลมหย่อนตัวลง ส่งผลให้การขยายตัวของปอดดีขึ้นและลดอาการเหนื่อยหอบ
- ป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด: ล้างมือก่อนสัมผัสตัวเด็ก หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด และป้องกันไม่ให้เด็กใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
การดูแลเด็กที่เป็นโรคหัวใจมีความละเอียดอ่อนสูง ผู้ปกครองต้องตระหนักถึงข้อห้ามและข้อระวังทางการแพทย์อย่างเคร่งครัดดังนี้:
- ห้ามปรับขนาดยาพาราเซตามอลหรือยาหัวใจเองเด็ดขาด: การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ต้องเป็นไปตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด (10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง) และห้ามปรับหรือหยุดยาโรคหัวใจ โดยเฉพาะยา Digoxin เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยา (Digoxin Toxicity) ซึ่งแสดงอาการด้วยการคลื่นไส้ อาเจียน และชีพจรเต้นช้าผิดปกติ
- ระวังภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ (Infective Endocarditis): เด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจเมื่อมีแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด บิดามารดาต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบทุกครั้งก่อนที่เด็กจะทำฟัน เพื่อพิจารณารับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนทำหัตถการ (Antibiotic Prophylaxis)
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง: เมื่อเด็กมีไข้หรืออาการหวัด ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบมารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส และยาบางชนิดอาจมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจหรือทำปฏิกิริยากับยาโรคหัวใจที่รับประทานอยู่
- ห้ามจำกัดกิจกรรมทางกายภาพโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์: การให้ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมเบาๆ ที่พอเหมาะจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและจิตใจของเด็ก ควรหลีกเลี่ยงเฉพาะกิจกรรมที่หักโหมหรือมีความเสี่ยงต่อการกระทบกระแทกบริเวณหน้าอก
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
แม้ว่าโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดส่วนใหญ่จะไม่สามารถป้องกันได้ร้อยละ 100 เนื่องจากสาเหตุที่ซับซ้อน แต่การเตรียมความพร้อมและการดูแลสุขอนามัยที่ดีสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในระยะยาวได้
การเตรียมตัวก่อนและระหว่างการตั้งครรภ์
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน: สตรีวัยเจริญพันธุ์ควรตรวจระดับภูมิคุ้มกันและรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันอย่างน้อย 3 เดือนก่อนการวางแผนตั้งครรภ์
- การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: สตรีที่เป็นโรคเบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งก่อนและตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์
- หลีกเลี่ยงสารก่อมลพิษและยาที่เป็นอันตราย: ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนการรับประทานยาใดๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ งดการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
การดูแลและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กที่เป็นโรคหัวใจ
- ตารางวัคซีนที่ครบถ้วนและวัคซีนเสริม: เด็กที่เป็นโรคหัวใจควรได้รับวัคซีนพื้นฐานครบตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข และแนะนำให้รับวัคซีนเสริมที่จำเป็น เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี (Influenza Vaccine) และวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV) เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้หากเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็กทั่วไป
- โภชนาการบำบัด: การให้สารอาหารที่มีพลังงานสูงและสมบูรณ์ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์และนักโภชนาการ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและเตรียมความพร้อมของร่างกายสำหรับการผ่าตัดในอนาคต
กล่องสรุปคำแนะนำทางการแพทย์สำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก
- สังเกตและบันทึกอาการเป็นประจำ: บันทึกอัตราการหายใจขณะหลับ (นอนหลับปกติไม่ควรหายใจเกิน 40 ครั้งต่อนาทีในทารก และไม่เกิน 30 ครั้งต่อนาทีในเด็กเล็ก) สังเกตสีของริมฝีปากและเล็บมือเล็บเท้า
- ควบคุมการรับประทานยาอย่างแม่นยำ: ให้ยาตรงเวลาตามขนาดที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ใช้ไซริงค์ (Syringe) สำหรับป้อนยาทุกครั้งเพื่อความแม่นยำ และห้ามเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง
- ดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างใส่ใจ: แปรงฟันให้เด็กอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือนเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ
- เตรียมเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน: บันทึกเบอร์ติดต่อกุมารแพทย์โรคหัวใจเจ้าของไข้ หอผู้ป่วยเด็ก และเบอร์โทรศัพท์สายด่วนกู้ชีพ (1669) ไว้ในที่ที่หยิบจับและมองเห็นได้ง่ายเสมอ
- พามาตรวจติดตามตรงตามนัด: มาพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง แม้ว่าเด็กจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจผ่านการทำอัลตราซาวนด์อย่างต่อเนื่อง