ลูกเป็นโรคมือเท้าปากรอบสองได้ไหม: ทำความเข้าใจความจริงทางการแพทย์
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในเด็กที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเด็กเคยป่วยเป็นโรคนี้มาแล้ว คำถามที่พบบ่อยในห้องตรวจกุมารแพทย์คือ ลูกเป็นโรคมือเท้าปากรอบสองได้ไหม คำตอบทางการแพทย์คือ เป็นไปได้และเกิดขึ้นได้บ่อย เนื่องจากโรคมือเท้าปากไม่ได้เกิดจากไวรัสเพียงสายพันธุ์เดียว แต่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มลำไส้ (Enteroviruses) หลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักที่พบบ่อย ได้แก่ ค็อกซากีไวรัส (Coxsackievirus A16) และเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus 71 หรือ EV71) รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ เช่น ค็อกซากีไวรัสเอ 6 (Coxsackievirus A6) เมื่อเด็กหายจากโรค ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นจะจำเพาะเจาะจงกับไวรัสสายพันธุ์ที่เคยได้รับเท่านั้น หากเด็กได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นในภายหลัง ก็สามารถกลับมาป่วยเป็นโรคมือเท้าปากรอบที่สอง หรือรอบถัดไปได้อีก
สาเหตุและกลไกการติดต่อของโรคมือเท้าปาก
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) ซึ่งติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม น้ำลาย น้ำมูก ตลอดจนการสัมผัสโดยตรงกับน้ำใสจากตุ่มพองอุจจาระ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนสาร sécrétions ของผู้ป่วย ระยะฟักตัวของโรคโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณสามถึงเจ็ดวัน เด็กสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มแสดงอาการ และยังคงขับเชื้อออกมาทางอุจจาระได้นานหลายสัปดาห์หลังจากหายป่วยแล้ว
อาการและการดำเนินของโรคในแต่ละระยะ
การสังเกตอาการของโรคมือเท้าปากช่วยให้ผู้ปกครองรับมือได้อย่างทันท่วงที โดยโรคนี้มีการดำเนินของอาการตามลำดับดังนี้
- ระยะเริ่มแรก: เด็กจะมีไข้ต่ำถึงไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอและกลืนน้ำลายลำบากเนื่องจากมีแผลในปาก
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: เริ่มมีตุ่มน้ำใสหรือผื่นแดงราบอักเสบรอบๆ บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และมักพบบริเวณก้นหรืออวัยวะเพศร่วมด้วย ในปากจะมีแผลเปื่อยในช่องปากและลิ้น
- ระยะฟื้นตัว: อาไข้จะลดลง ผื่นและตุ่มน้ำจะค่อยๆ แห้งและตกสะเก็ดเองโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ผิวหนังบริเวณฝ่ามือหรือฝ่าเท้าอาจมีอาการลอกได้ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของร่างกาย
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงมากต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้เช็ดตัวและทานยาลดไข้
- อาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น สะดุ้งผวาแรง แขนขาอ่อนแรง
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจมีเสียงครืดคราด หรืออกบุ๋มเวลาหายใจ
- อาเจียนพุ่งอย่างรุนแรง หรือมีอาการกระสับกระส่าย
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะสีเข้มจัดนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคมือเท้าปากจากการซักประวัติการสัมผัสโรคและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยดูรลักษณะของผื่นและแผลในปากเป็นหลัก ในกรณีทั่วไปมักไม่ต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ยกเว้นในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาเก็บสิ่งส่งตรวจจากคอหอย หรืออุจจาระ เพื่อส่งตรวจหาเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง หรือตรวจเลือดและเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและระบบหายใจ
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี
เนื่องจากโรคมือเท้าปากเกิดจากไวรัส จึงไม่มีการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจำเพาะ การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้เด็กปลอดภัย
- การจัดการไข้และอาการปวด: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด
- การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ให้เด็กจิพน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือดื่มนม น้ำอุ่นบ่อยๆ หากเจ็บคอมาก อาหารอ่อนย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เช่น โจ๊กอุ่นๆ ข้าวตุ๋น หรือไอศกรีมรสจืด จะช่วยลดความเจ็บปวดขณะกลืนได้
- การพักผ่อน: ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
สำหรับการใช้ยาพาราเซตามอล ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัว คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้ และควรปรึกษากุมารแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนให้ยา
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการแพร่กระจายของโรคทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสร่วมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- แยกเด็กป่วยไม่ให้ไปโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่เด็กคนอื่น