บทนำและภาพรวมของโรคมือเท้าปากในเด็ก
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยมากในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี แม้ว่าโรคนี้มักจะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่ความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ปกครองคือ อาการเจ็บแผลในปาก (Oral Ulcers) ที่เกิดขึ้นกระจายทั่วบริเวณกระพุ้งแก้ม ลิ้น และเพดานปาก ส่งผลให้เด็กปฏิเสธการกลืนอาหาร น้ำ หรือนม ซึ่งนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างการขาดน้ำ (Dehydration) และการขาดสารอาหารในระยะสั้น
ในฐานะกุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของโรค ตลอดจนการเลือกสรรสารอาหารที่เหมาะสมเพื่อประคับประคองร่างกายของลูกรักในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้กระบวนการฟื้นตัวของร่างกายเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมือเท้าปาก (Causes & Pathophysiology)
โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus genus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped virus) ทำให้มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมสูง เชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยที่สุดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักดังนี้
- Coxsackievirus A16 (CV-A16): เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มักก่อให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรง แผลในปากและตุ่มน้ำตามผิวหนังจะหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- Enterovirus 71 (EV71): เป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่รุนแรง เช่น สมองอักเสบ (Encephalitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Aseptic Meningitis) และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต
การติดต่อของโรค (Transmission): เชื้อไวรัสชนิดนี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ (Fecal-Oral route and Respiratory droplets) โดยการสัมผัสกับน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพอง หรืออุจจาระของผู้ป่วยโดยตรง รวมถึงการสัมผัสของเล่นหรือสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ระยะฟักตัวของโรค (Incubation Period) โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 3 ถึง 6 วันหลังจากได้รับเชื้อ
อาการและระยะดำเนินโรค (Symptoms & Clinical Progression)
การดำเนินโรคของโรคมือเท้าปากสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase: วันที่ 1-2)
เด็กจะมีอาการไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง (Low to high-grade fever) อ่อนเพลีย เจ็บคอ เบื่ออาหาร และอาจมีอาการไอหรือน้ำมูกไหลร่วมด้วย ในระยะนี้อาการจะคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้วินิจฉัยได้ยาก
2. ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Acute Phase: วันที่ 3-5)
เป็นระยะที่เริ่มปรากฏรอยโรคเฉพาะของโรคมือเท้าปาก:
- แผลในปาก (Herpangina / Oral Ulcers): เริ่มต้นจากตุ่มแดงเล็กๆ แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำพองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ ที่มีขอบสีแดงปนเทา พบได้บ่อยที่บริเวณเพดานอ่อน ลิ้น กระพุ้งแก้ม และทอนซิล แผลเหล่านี้จะมีความเจ็บปวดสูงมาก (Extremely painful)
- ผื่นและตุ่มน้ำตามผิวหนัง (Exanthem): พบตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (Vesicles) บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้น และหัวเข่า ตุ่มเหล่านี้มักไม่มีอาการคัน แต่เมื่อกดอาจมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย
3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase: วันที่ 6-10)
ไข้จะเริ่มลดลง แผลในปากเริ่มตกสะเก็ดและหายดี ผื่นตามฝ่ามือฝ่าเท้าจะค่อยๆ ยุบตัวลงและจางหายไปโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ในบางกรณีอาจพบการลอกของผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือกิ้วเท้า หรือมีเล็บร่อน (Onychomadesis) เกิดขึ้นตามหลังการติดเชื้อประมาณ 1 ถึง 2 เดือน ซึ่งเป็นอาการที่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ
ลูกเป็นโรคมือเท้าปากกินอะไรได้บ้าง: คัมภีร์อาหารและโภชนาการลดปวด
เมื่อลูกเผชิญกับความเจ็บปวดจากแผลในปาก หลักการสำคัญทางโภชนาการคือ "อาหารต้องเย็น นิ่ม กลืนง่าย รสอ่อนโยน และให้พลังงานสูง" เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคืองต่อแผล และช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารและน้ำเพียงพอต่อการฟื้นตัว
กลุ่มอาหารที่แนะนำให้รับประทาน
- อาหารแช่เย็นและไอศกรีม (Cold Foods & Ice Cream): ความเย็นมีฤทธิ์ลดการอักเสบชั่วคราวและช่วยให้ชารอบแผล (Natural numbing effect) การให้ลูกรับประทานไอศกรีมรสวานิลลา นมแช่เย็น โยเกิร์ตรสธรรมชาติแช่เย็น หรือไอศกรีมแท่งจากน้ำผลไม้คั้นสดที่ไม่เปรี้ยว จะช่วยบรรเทาอาการปวดแผลและช่วยให้เด็กได้รับพลังงานไปพร้อมกัน
- นมแช่เย็นหรือนมสเตอริไลซ์เย็น (Chilled Milk): สำหรับเด็กเล็ก นมคือแหล่งพลังงานหลัก หากเด็กไม่ยอมดูดนมจากขวดเนื่องจากแรงดูดกระตุ้นให้เจ็บแผล ให้ใช้วิธีตักป้อนด้วยช้อนซิลิโคนนิ่มๆ หรือใช้ไซริงค์ (Syringe) ค่อยๆ หยดข้างกระพุ้งแก้มแทน
- อาหารอ่อนเนื้อละเอียดแช่เย็น (Chilled Soft Foods): โจ๊กเหลวบดละเอียด ข้าวตุ๋นผสมน้ำแกงจืด ซุปข้น เช่น ซุปฟักทองบด ซุปมันฝรั่งบด หรือซุปข้าวโพด โดยต้องปรุงสุกแล้วนำไปแช่เย็นหรือปล่อยให้เย็นสนิทก่อนป้อน ห้ามป้อนขณะอุ่นหรือร้อนเด็ดขาด
- เยลลี่และพุดดิ้ง (Jelly & Pudding): มีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ลื่น กลืนง่ายโดยไม่ต้องเคี้ยว และเป็นแหล่งพลังงานและน้ำที่ดี
- น้ำมะพร้าวแช่เย็น (Chilled Coconut Water): อุดมไปด้วยเกลือแร่ธรรมชาติ ช่วยทดแทนการขาดน้ำและลดอุณหภูมิในร่างกายได้ดี
วิธีการเพิ่มสารอาหารและพลังงานในมื้ออาหาร (Nutritional Fortification)
เนื่องจากปริมาณการรับประทานอาหารของเด็กจะลดลงอย่างมาก แพทย์แนะนำให้ปรับเปลี่ยนอาหารให้มีความเข้มข้นของสารอาหารสูง (High-calorie, nutrient-dense diet) ดังนี้
- ผสมผงโปรตีนหรือไข่แดง: เพิ่มโปรตีนในโจ๊กเหลวโดยการบดไข่แดงต้มสุก หรือปั่นเนื้ออกไก่ เต้าหู้อ่อน ผสมลงไปจนเป็นเนื้อเดียวกัน
- เพิ่มกรดไขมันดี: เติมน้ำมันมะกอก (Olive oil) หรือน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นประมาณครึ่งช้อนชาลงในซุปบด เพื่อเพิ่มพลังงานโดยไม่ต้องเพิ่มปริมาตรอาหารที่เด็กต้องกลืน
- ป้อนบ่อยครั้งในปริมาณน้อย (Frequent Small Feedings): แบ่งมื้ออาหารเป็น 6 ถึง 8 มื้อต่อวัน แทนการทาน 3 มื้อใหญ่ เพื่อลดความล้าและความเจ็บปวดจากการกลืนแต่ละครั้ง
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาด (Foods to Avoid)
- ผลไม้และน้ำผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด (Acidic Foods): เช่น ส้ม มะนาว สับปะรด มะเขือเทศ และสตรอว์เบอร์รี กรดในผลไม้เหล่านี้จะทำให้แผลในปากแสบร้อนอย่างรุนแรง
- อาหารรสจัด รสเค็ม หรือเผ็ดร้อน (Spicy & Salty Foods): อาหารที่ใส่เกลือปริมาณมาก หรือมีพริกไทยจะกระตุ้นการอักเสบของแผล
- อาหารที่มีเนื้อสัมผัสแข็งและกรอบ (Hard & Crunchy Foods): เช่น ขนมปังกรอบ คุกกี้ ข้าวเกรียบ หรือผลไม้เนื้อแข็ง เพราะเศษอาหารที่แข็งอาจครูดกับแผลในปากทำให้เลือดออกและเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
- อาหารร้อนจัด (Hot Foods & Drinks): ความร้อนจะเพิ่มอัตราการไหลเวียนเลือดไปยังแผล ทำให้กระตุ้นความรู้สึกปวดและแสบมากขึ้น
สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
แม้โรคมือเท้าปากส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่การติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางและระบบคาร์ดิโอวาสคิวลาร์ (Cardiovascular system) ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากพบอาการเพียงข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดนัด
- ภาวะซึมและอ่อนแรงอย่างรวดเร็ว (Lethargy): เด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เล่น ไม่งอแง นอนหลับปลุกตื่นยาก หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรงขยับไม่ได้
- อาการสะดุ้งผวา (Myoclonic Jerks): เด็กมีอาการสะดุ้งตัวโยนขณะกำลังจะหลับ หรือสะดุ้งบ่อยครั้งผิดปกติในขณะตื่น ร่วมกับมีอาการสั่นตามมือและเท้า
- สูญเสียการทรงตัว (Ataxia): เด็กเดินเซ ทรงตัวไม่ได้ หรือหยิบจับสิ่งของพลาดเป้าอย่างเห็นได้ชัด
- ไข้สูงไม่ลด (Persistent High Fever): มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส และไข้ไม่ลดลงเลยแม้จะทานยาลดไข้และเช็ดตัวอย่างเต็มที่นานกว่า 48 ถึง 72 ชั่วโมง
- หายใจหอบเหนื่อยและปอดอักเสบ (Dyspnea & Tachypnea): หายใจเร็วกว่าปกติ อกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือมีอาการไอมีเสมหะปนสีชมพู ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะน้ำท่วมปอดฉับพลัน (Neurogenic Pulmonary Edema)
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง ปากแห้งผาก ไม่มีน้ำตาเวลาสะอื้นร้องไห้ เบ้าตาซึมลึก และผิวหนังเหี่ยวไม่ยืดหยุ่น
- ชัก (Seizure): มีอาการเกร็ง กระตุก หรือหมดสติไป
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)
โดยทั่วไป กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคมือเท้าปากจากการซักประวัติการสัมผัสโรค ร่วมกับการตรวจร่างกายทางคลินิก (Clinical Diagnosis) โดยตรวจพบรอยโรคเฉพาะตัวคือ แผลในปากร่วมกับตุ่มน้ำที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือบริเวณก้น
อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หรือต้องการแยกแยะสายพันธุ์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้:
- Real-time RT-PCR (Polymerase Chain Reaction): เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสและระบุสายพันธุ์ (เช่น EV71 หรือ CV-A16) โดยการป้ายสิ่งส่งตรวจจากลำคอ (Throat Swab) หรือการเก็บตัวอย่างอุจจาระ (Stool Specimen) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำสูง
- การตรวจเลือด (Complete Blood Count & Inflammatory Markers): เพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อในร่างกายและการตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกัน
- การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture / CSF Analysis): จะทำเฉพาะในกรณีที่เด็กมีอาการแสดงทางระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เพื่อตรวจหาเชื้อและลดความดันในสมอง
วิธีรักษาที่ถูกต้องและการดูแลพยาบาลที่บ้าน
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัส (Antiviral drug) ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการรักษาโรคมือเท้าปาก การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic and supportive treatment) และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน
1. การจัดการไข้และความเจ็บปวดอย่างปลอดภัย
- การใช้ยาลดไข้: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง (ห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน หรือเกิน 75 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน) เป็นยาหลักที่ปลอดภัยในการลดไข้บรรเทาปวด
- การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามข้อพับและทิศทางย้อนเข้าหาหัวใจ เพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเช็ดตัว เนื่องจากจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกายมากขึ้น
- ยาทาแผลในปาก: การใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรอ่อนโยนหรือเจลป้ายแผลที่มีส่วนผสมของยาชาปริมาณต่ำที่ปลอดภัยสำหรับเด็กภายใต้การแนะนำของกุมารแพทย์ เพื่อช่วยลดอาการปวดสกัดกั้นชั่วคราวก่อนทานอาหาร
2. การรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ (Hydration Therapy)
หากเด็กเริ่มดื่มน้ำได้น้อยลง ให้จิบสารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts หรือ ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุจากการมีไข้และการทานอาหารได้น้อย หากเด็กไม่ยอมดื่มเกลือแร่รสปกติ อาจเลือกใช้เกลือแร่กลิ่นผลไม้ หรือใช้วิธีแช่แข็งเกลือแร่ให้เป็นไอศกรีมแท่งเพื่อให้เด็กยอมรับประทานได้ง่ายขึ้น
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: ในเด็กที่มีการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งก่อให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลันและสมองอักเสบรุนแรงถึงแก่ชีวิต
- ระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): แม้จะเป็นยาลดไข้สูงที่ดี แต่หากผู้ป่วยเด็กมีภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration) การใช้ยาไอบูโพรเฟนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) ได้
- ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ไม่มีผลต่อการฆ่าเชื้อไวรัส: ห้ามซื้อยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อสีชมพู/สีฟ้าให้ลูกทานเอง เนื่องจากโรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นนอกจากจะไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดการดื้อยาและผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารอีกด้วย
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว (Prevention & Immunization)
การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องลูกรักและสังคมโดยรอบ
1. วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก (EV71 Vaccine)
ในปัจจุบัน มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 Vaccine) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มักก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
- ประสิทธิภาพ: วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อ EV71 และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้มากกว่าร้อยละ 90
- ข้อแนะนำในการรับวัคซีน: สามารถเริ่มฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกันเป็นเวลา 1 เดือน
2. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม
- การล้างมือด้วยน้ำและสบู่: เชื้อเอนเทอโรไวรัสเป็นไวรัสไม่มีเปลือกหุ้ม ซึ่งมีความทนทานต่อแอลกอฮอล์สูง ดังนั้น เจลแอลกอฮอล์ล้างมือทั่วไปจึงไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีที่ดีที่สุดคือการล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที
- การฆ่าเชื้อสิ่งแวดล้อมและของเล่น: ควรทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัสร่วม และของใช้ส่วนตัวด้วยสารฟอกขาวที่มีส่วนผสมของโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium hypochlorite) เจือจาง เช่น น้ำยาซักผ้าขาว เนื่องจากเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายโปรตีนของไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้มได้ดี
- การแยกผู้ป่วยและกักตัว (Isolation): หากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องหยุดเรียนและกักตัวอยู่ที่บ้านอย่างน้อย 7 ถึง 10 วัน หรือจนกว่าแผลในปากและตุ่มน้ำตามผิวหนังจะแห้งสนิท เพื่อป้องกันการระบาดในโรงเรียนและชุมชน
กล่องสรุปแผนปฏิบัติการสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)
สิ่งที่พ่อแม่ต้องลงมือทำทันทีเมื่อลูกเป็นโรคมือเท้าปาก
- ประเมินความเจ็บปวดและลดไข้: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวจริง (10-15 mg/kg ทุก 4-6 ชั่วโมง) และเช็ดตัวระบายความร้อน
- ปรับเมนูอาหารทันที: จัดเตรียมอาหารเนื้อสัมผัสเหลว ลื่น และแช่เย็น เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต นมเย็น พุดดิ้ง หรือโจ๊กบดละเอียดที่เย็นสนิท ป้อนทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
- เฝ้าระวังสัญญาณขาดน้ำ: สังเกตสีของปัสสาวะและความถี่ในการขับถ่าย ปัสสาวะควรมีสีเหลืองอ่อนและขับถ่ายทุกๆ 4-6 ชั่วโมง หากปัสสาวะไม่ออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง ให้พาไปพบแพทย์เพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
- สังเกตอาการทางสมอง (Red Flags): จดบันทึกอาการสะดุ้งผวา อาการซึม หรือการเดินเซ หากมีอาการเหล่านี้แม้เพียงครั้งเดียว ให้พาไปโรงพยาบาลฉุกเฉิตทันที
- ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ: แยกของใช้ เสื้อผ้า และแก้วน้ำของลูกห้ามใช้ปะปนกับคนในบ้าน ทำความสะอาดของเล่นด้วยน้ำยาซักผ้าขาวเจือจาง และล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือสัมผัสน้ำลายของลูก