ทำไมต้องโภชนาการในเด็กที่ป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วโรคนี้จะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ปัญหาที่สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ป่วยตัวน้อยและสร้างความวิตกกังวลให้แก่บิดามารดามากที่สุดคือ อาการเจ็บปวดจากแผลในช่องปาก (Herpangina) แผลเหล่านี้มักขึ้นบริเวณเพดานอ่อน ลิ้น ไก่ และกระพุ้งแก้ม ส่งผลให้เด็กปฏิเสธการกลืนอาหาร น้ำ หรือแม้กระทั่งน้ำลายของตนเอง
การที่ร่างกายของเด็กไม่ได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอในระหว่างที่เจ็บป่วย ไม่เพียงแต่ทำให้กระบวนการฟื้นตัวของร่างกายล่าช้าลงเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) และภาวะช็อกทางระบบหมุนเวียนโลหิต ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงแก่ชีวิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์จึงเน้นย้ำเสมอว่า หัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคมือเท้าปากที่บ้านคือ การจัดการความเจ็บปวดควบคู่ไปกับการประคับประคองภาวะโภชนาการและการได้รับน้ำอย่างเหมาะสม
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped RNA virus) ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและสารเคมีทำความสะอาดทั่วไปสูง เชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยที่สุดแบ่งออกเป็นสองชนิดหลัก ได้แก่:
- ค็อกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16 หรือ CVA16): มักก่อให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรง มีแผลในปากและผื่นตามผิวหนัง แต่อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่ำ
- เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71): เป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความสามารถในการรุกรานเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง (Neurovirulent) ก่อให้เกิดภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
กลไกการติดต่อเกิดขึ้นผ่านทางระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ (Fecal-oral and Respiratory routes) โดยการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ น้ำสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำพอง หรืออุจจาระของผู้ป่วย เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะทำการเพิ่มจำนวนในเนื้อเยื่อน้ำเหลืองบริเวณลำคอ (Pharynx) และลำไส้ส่วนปลาย (Distal ileum) ก่อนจะเข้าสู่กระแสเลือด (Viremia) และกระจายไปยังอวัยวะเป้าหมาย เช่น ผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ก่อให้เกิดการอักเสบและเกิดรอยโรคเฉพาะตัว
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค
การดำเนินของโรคมือเท้าปากสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ดังนี้:
1. ระยะฟักตัว (Incubation Period)
ใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 6 วันหลังจากได้รับเชื้อ ระยะนี้ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่เชื้อไวรัสเริ่มมีการแบ่งตัวในร่างกายแล้ว
2. ระยะเริ่มต้นหรือระยะมีไข้ (Prodromal Stage)
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้นฉับพลัน (มักเป็นไข้ต่ำถึงปานกลางประมาณ 38 ถึง 39 องศาเซลเซียส) เจ็บคอ ไม่อยากอาหาร อ่อนเพลีย และมีอาการน้ำลายไหลยืดเนื่องจากเริ่มมีอาการเจ็บปวดในลำคอ ระยะนี้มักกินเวลา 24 ถึง 48 ชั่วโมง
3. ระยะดำเนินโรคเต็มที่ (Active Stage)
เป็นระยะที่อาการแสดงของโรคปรากฏเด่นชัดที่สุด:
- รอยโรคในช่องปาก (Oral Lesions): เริ่มจากจุดแดงเล็กๆ บนเยื่อบุช่องปาก จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก และแตกออกเป็นแผลตื้นๆ สีเทาเหลือง ขอบสีแดง ซึ่งเจ็บปวดมาก
- ผื่นผิวหนัง (Cutaneous Lesions): ตุ่มน้ำใสหรือตุ่มนูนแดงขนาด 2 ถึง 5 มิลลิเมตร ปรากฏบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า แนวก้น และข้อศอก ผื่นเหล่านี้มักไม่มีอาการคันหรือคันเพียงเล็กน้อย และไม่ตกสะเก็ดเหมือนโรคอีสุกอีใส
4. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage)
ไข้จะลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน แผลในปากและผื่นที่ผิวหนังจะค่อยๆ หายไปเองภายใน 7 ถึง 10 วัน โดยผิวหนังบริเวณที่เป็นตุ่มน้ำอาจมีการลอกหลุดของผิวหนังชั้นนอก และในบางรายอาจพบการหลุดลอกของเล็บมือเล็บเท้า (Onychomadesis) ตามหลังการติดเชื้อประมาณ 4 ถึง 8 สัปดาห์ ซึ่งสามารถงอกใหม่ได้เองตามปกติ
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)
แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติได้เอง แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการทางระบบประสาทและระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างใกล้ชิด หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดนัดของแพทย์:
1. ไข้สูงลอยเกิน 39 องศาเซลเซียสและไม่ลดลงหลังได้รับยาเช็ดตัวลดไข้
2. มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด นอนสะดุ้ง ผวาบ่อย (Myoclonic jerks) ตัวสั่น แขนขาอ่อนแรง หรือเดินเซ (Ataxia)
3. อาเจียนบ่อยครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย
4. หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปอดมีเสียงผิดปกติ หรือมีอาการอกบุ๋มขณะหายใจ
5. หน้าตาซีดเซียว มือเท้าเย็น ตัวลาย หรือมีเหงื่อออกมากผิดปกติแม้ในห้องแอร์
6. มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะสีเข้มจัดหรือไม่มีปัสสาวะออกเลยเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยส่วนใหญ่เป็นวินิจฉัยทางคลินิก (Clinical Diagnosis) เป็นหลัก โดยแพทย์จะทำการประเมินจาก:
- การซักประวัติ: ประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายอื่นในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ระยะเวลาที่มีไข้ และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
- การตรวจร่างกาย: การตรวจดูลักษณะและตำแหน่งของแผลในช่องปาก ร่วมกับการตรวจหาผื่นหรือตุ่มน้ำบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และก้น
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการพิเศษ (Laboratory Tests): มักไม่จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยที่มีอาการทั่วไป แต่จะพิจารณาทำในรายที่มีอาการรุนแรงหรืออาการไม่ชัดเจน เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธี RT-PCR จากสิ่งส่งตรวจป้ายลำคอ (Throat swab) หรือจากสิ่งส่งตรวจทางอุจจาระ (Rectal swab/Stool specimen) เพื่อระบุสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส โดยเฉพาะการจำแนกเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71)
โรคมือเท้าปากกินอะไรได้บ้าง: เมนูอาหารและหลักโภชนาการเฉพาะทาง
การจัดอาหารให้แก่เด็กที่ป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องยึดหลักการลดความระคายเคืองต่อแผลในปาก เพิ่มความเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวด และเพิ่มสารอาหารที่ให้พลังงานสูงในปริมาณคำที่น้อยลง โดยแบ่งกลุ่มอาหารที่แนะนำออกเป็นดังนี้:
1. กลุ่มอาหารเหลวเย็นและเครื่องดื่มลดปวด (Cold Liquids & Frozen Treats)
ความเย็นมีฤทธิ์คล้ายยาชาเฉพาะที่ (Local anesthetic effect) ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาความเจ็บปวดของเส้นประสาทในช่องปากชั่วคราว ทำให้น้องสามารถกลืนน้ำและอาหารได้ง่ายขึ้น
- นมแช่เย็นจัด (Chilled Milk): ไม่ว่าจะเป็นนมแม่ นมผง หรือนมกล่อง UHT ควรนำไปแช่ตู้เย็นในช่องธรรมดาให้เย็นจัดก่อนให้เด็กดื่ม
- ไอศกรีมและหวานเย็น (Ice Cream & Popsicles): ควรเลือกชนิดที่เป็นเนื้อครีมหรือนม เช่น ไอศกรีมรสวานิลลาหรือรสนม เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นกรด หลีกเลี่ยงไอศกรีมรสผลไม้รสเปรี้ยว
- โยเกิร์ตแช่เย็น (Chilled Yogurt): เลือกชนิดรสธรรมชาติที่ไม่เปรี้ยวจัด โยเกิร์ตช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีน แคลเซียม และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
- น้ำดื่มแช่เย็นหรือน้ำผสมน้ำเกลือแร่ (ORS): ค่อยๆ ป้อนด้วยช้อนหรือให้จิบทีละน้อยผ่านหลอดขนาดเล็กเพื่อไม่ให้กระทบแผล
2. กลุ่มอาหารอ่อนกึ่งเหลวที่กลืนง่าย (Soft & Semi-Liquid Foods)
อาหารกลุ่มนี้ต้องมีอุณหภูมิห้องหรือเย็นลงแล้ว ไม่ควรป้อนขณะร้อนจัดเด็ดขาด และต้องไม่มีเนื้อสัมผัสที่หยาบหรือแข็ง
- ไข่ตุ๋นเย็น (Cooled Steamed Egg): นำไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่มแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาให้เย็นลงก่อนป้อน ไข่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
- โจ๊กหรือข้าวต้มปั่นละเอียด (Blended Cooled Congee): ควรต้มโจ๊กด้วยน้ำซุปกระดูกหมูหรือไก่เพื่อเพิ่มสารอาหาร จากนั้นนำไปปั่นจนเนียนละเอียดและพักไว้จนเย็นสนิท
- ซุปครีมแช่เย็น (Chilled Cream Soups): เช่น ซุปครีมเห็ด ซุปครีมฟักทอง หรือซุปครีมมันฝรั่ง ซึ่งให้พลังงานและไขมันดีสูง
- เต้าฮวยหรือเต้าหู้อ่อนเย็น (Chilled Tofu): เต้าหู้หลอดเนื้อละเอียดนำมาหั่นชิ้นเล็กๆ แช่เย็น ป้อนง่ายและมีโปรตีนสูง
3. ผลไม้และสมูทตี้เพิ่มวิตามิน (Nutrient-Rich Smoothies & Non-Acidic Fruits)
การทำสมูทตี้ปั่นแช่เย็นจะช่วยให้เด็กได้รับวิตามินเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
- อะโวคาโดปั่นกับนม (Avocado Milkshake): อะโวคาโดอุดมไปด้วยไขมันดีและพลังงานสูง นำมาปั่นรวมกับนมแช่เย็นและเติมน้ำผึ้งเล็กน้อย (เฉพาะเด็กอายุมากกว่า 1 ปีเท่านั้น)
- กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยหอมปั่น (Banana Smoothie): กล้วยมีเนื้อสัมผัสที่ลื่น มีโพแทสเซียมสูง และไม่เป็นกรด นำมาปั่นกับนมหรือโยเกิร์ตแช่เย็น
- พุดดิ้งหรือเยลลี่ (Gelatin & Pudding): นุ่ม ลื่นคอ และมีส่วนประกอบของน้ำสูง ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำได้ดี
- อาหารที่มีอุณหภูมิร้อนหรืออุ่นจัด เพราะจะยิ่งกระตุ้นความเจ็บปวดและทำให้แผลอักเสบมากขึ้น
- ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและมีความเป็นกรดสูง เช่น ส้ม มะนาว สับปะรด มะเขือเทศ และสตรอว์เบอร์รี่
- อาหารที่มีรสเค็มจัด เผ็ดจัด หรือมีเครื่องเทศเข้มข้น
- อาหารที่มีลักษณะแข็ง กรอบ หรือเหนียว เช่น ขนมปังกรอบ มันฝรั่งทอด ข้าวตัง และเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ที่เป็นเส้นใยหยาบ
ตารางเปรียบเทียบและการจัดการอาหารตามระยะอาการของโรค
เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเลือกอาหารได้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเด็กในแต่ละวัน สามารถประยุกต์ใช้แนวทางดังต่อไปนี้:
| ระยะของโรคและระดับความปวด | เป้าหมายการดูแล | รูปแบบอาหารที่แนะนำ |
|---|---|---|
| ระยะปวดแผลสูงสุด (วันที 1-3) เด็กปฏิเสธการกลืนอาหาร เจ็บปวดมาก มีน้ำลายไหลตลอดเวลา | เน้นการได้รับน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำเป็นสำคัญ (Hydration first) | นมแม่หรือนมชงแช่เย็นจัด, ไอศกรีมรสนม, น้ำเกลือแร่จิบบ่อยๆ, เยลลี่แช่เย็น, เจลาตินพุดดิ้ง |
| ระยะเริ่มทุเลา (วันที่ 4-6) ไข้ลดลง แผลในปากเริ่มตกสะเก็ด เจ็บน้อยลงพอจะกลืนได้บ้าง | ฟื้นฟูพลังงานและได้รับโปรตีนเพื่อช่วยสมานแผล (Nutrient recovery) | ไข่ตุ๋นเย็น, โจ๊กปั่นละเอียดแช่เย็น, ซุปครีมฟักทองเย็น, อะโวคาโดปั่นกับนม, เต้าหู้อ่อนเย็นราดน้ำซุปต้มจืดที่เย็นแล้ว |
| ระยะฟื้นตัวสมบูรณ์ (วันที่ 7 เป็นต้นไป) แผลในช่องปากหายสนิท ไม่มีอาการเจ็บปวดแล้ว | ชดเชยสารอาหารที่ขาดหายไปและสร้างกล้ามเนื้อใหม่ (Catch-up growth) | กลับมารับประทานอาหารปกติที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีนจากเนื้อปลา ไข่ และผักผลไม้สด |
วิธีรักษาและการดูแลรักษาที่บ้านอย่างถูกวิธี
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัส (Antiviral drug) ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับรักษาโรคมือเท้าปาก การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายของผู้ป่วยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้เองอย่างปลอดภัย:
1. การจัดการความร้อนและไข้สูง
- การให้ยาลดไข้: ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) ในขนาดยาที่คำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด โดยทั่วไปคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน
- การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponging): ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในการเช็ดตัว ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเด็ดขาด การเช็ดตัวให้เช็ดในทิศทางเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขนและระบายความร้อน โดยเน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และซอกคอ
2. การจัดการความเจ็บปวดของแผลในปาก
- ยาพ่นหรือยาทาแผลในปาก (Topical Oral Anesthetics/Protectants): สามารถใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของยาชาเฉพาะที่ (เช่น Lidocaine jelly) หรือเจลเคลือบแผลในปากสำหรับเด็กทาก่อนมื้ออาหารประมาณ 10 ถึง 15 นาที เพื่อให้เด็กสามารถรับประทานอาหารได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอเพื่อความปลอดภัยในเรื่องของขนาดการใช้
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: ในเด็กที่ป่วยด้วยการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งก่อให้เกิดภาวะสมองอักเสบและตับวายเฉียบพลันอันตรายถึงชีวิต
- ระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ยาไอบูโพรเฟนสามารถใช้ลดไข้และแก้ปวดได้ดี แต่ห้ามใช้ในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำรุนแรง อาเจียนบ่อย หรือปัสสาวะไม่ออก เนื่องจากอาจเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute kidney injury) ได้ และไม่ควรใช้หากยังไม่สามารถตัดข้อวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกออกไปได้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) มารับประทานเอง: เนื่องจากโรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีผลในการรักษาโรคนี้ และอาจส่งผลเสียต่อสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาของแบคทีเรีย
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการแพร่กระจายของโรคและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันถือเป็นมาตรการระยะยาวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมโรคมือเท้าปาก:
1. สุขอนามัยส่วนบุคคล (Personal Hygiene)
- การล้างมืออย่างถูกวิธี: ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก และก่อนการเตรียมหรือรับประทานอาหาร การใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือทั่วไปอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการฆ่าเชื้อกลุ่มเอนเทอโรไวรัสซึ่งไม่มีเปลือกหุ้ม
- การทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อม: ควรทำความสะอาดของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสร่วมด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium hypochlorite) หรือน้ำยาฟอกขาวเจือจาง เนื่องจากน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไปหรือแอลกอฮอล์มักไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้
- การแยกผู้ป่วย (Isolation): หากเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องให้เด็กหยุดเรียนและแยกตัวออกจากเด็กคนอื่นอย่างน้อย 7 ถึง 10 วันหรือจนกว่าแผลจะหายสนิท เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคในวงกว้าง
2. วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก (EV71 Vaccine)
ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71 Vaccine) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิต วัคซีนนี้แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนถึง 5 ปี โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกันเป็นเวลา 1 ถึง 2 เดือน วัคซีนมีความปลอดภัยสูงและสามารถป้องกันการติดเชื้อรุนแรงรวมถึงภาวะสมองอักเสบจากเชื้อ EV71 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)
- การจัดการยา: เตรียมยาลดไข้พาราเซตามอลและคำนวณขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก (10-15 mg/kg ทุก 4-6 ชม.) จดบันทึกเวลาที่ป้อนยาทุกครั้ง
- การประเมินปัสสาวะ: ตรวจสอบว่าเด็กปัสสาวะอย่างน้อยทุก 6 ชั่วโมงหรือไม่ หากปัสสาวะน้อยหรือไม่มีเลย แสดงว่าเริ่มมีภาวะขาดน้ำ
- การจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม: แช่เย็นนมแช่แข็ง ทำน้ำแข็งก้อนจากน้ำเกลือแร่ (ORS Popsicles) เพื่อให้น้องอมเล่นลดปวด
- การป้องกันในบ้าน: ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 20 วินาทีทุกครั้งหลังสัมผัสตัวเด็ก แยกภาชนะใส่อาหาร ช้อน ส้อม และแก้วน้ำของเด็กป่วยอย่างเด็ดขาด
- สังเกตอาการสะดุ้ง: สังเกตอาการขณะเด็กเคลิ้มหลับ หากมีอาการสะดุ้งผวาซ้ำๆ ตัวกระตุก หรือผวาจนตื่น ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที