ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจผื่นปริศนาบนตัวลูก: วิธีแยกแผลอีสุกอีใสกับโรคมือเท้าปาก

เมื่อลูกรักมีผื่นตุ่มน้ำใสขึ้นตามร่างกาย สิ่งแรกที่มักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่คือ ลูกกำลังป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) หรือโรคมือเท้าปาก (Hand, Foot and Mouth Disease) กันแน่ เนื่องจากโรคทั้งสองชนิดนี้มักพบได้บ่อยในเด็กเล็ก มีระยะเวลาการแพร่ระบาดในช่วงฤดูเดียวกัน และมีอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันมาก ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย และมีตุ่มน้ำปรากฏตามผิวหนัง

ในฐานะกุมารแพทย์ การวินิจฉัยแยกโรคอย่างแม่นยำตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแนวทางการดูแลรักษาและภาวะแทรกซ้อนของโรคทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทความฉบับนี้จึงรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์แบบเจาะลึก เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการ วิธีแยกแผลอีสุกอีใสกับโรคมือเท้าปากได้อย่างถูกต้อง พร้อมแนวทางการดูแลผิวพรรณของลูกน้อยไม่ให้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้กวนใจในระยะยาว

ทำความรู้จักเชื้อโรคและกลไกการเกิดโรค

การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เห็นภาพรวมของโรคและป้องกันการแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มเริม เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินหายใจ (ละอองฝอยจากการไอ จาม) หรือการสัมผัสโดยตรงกับน้ำจากตุ่มใสของผู้ป่วย โรคนี้มักแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ กลุ่มเสี่ยงหลักคือเด็กอายุระหว่างหนึ่งถึงสิบปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หลังจากได้รับเชื้อ ไวรัสจะฟักตัวประมาณสิบถึงยี่สิบวันก่อนแสดงอาการ

โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot and Mouth Disease)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสลำไส้หรือเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยและมักทำให้เกิดอาการรุนแรงคือ ค็อกซากีไวรัส เอสสิบหก (Coxsackievirus A16) และเอนเทอโรไวรัส เซเว่นตี้ไนน์ (Enterovirus 71) เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางปากโดยตรง เช่น การสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ติดเชื้อ และการใช้สิ่งของร่วมกัน มักพบระบาดในโรงเรียนอนุบาลและศูนย์รับเลี้ยงเด็กในช่วงฤดูฝน

ลักษณะเด่นและตารางเปรียบเทียบ: วิธีแยกแผลอีสุกอีใสกับโรคมือเท้าปาก

แม้ว่าทั้งสองโรคจะมีผื่นตุ่มน้ำเหมือนกัน แต่ตำแหน่งและลักษณะทางกายภาพมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

  • ตำแหน่งของตุ่มน้ำ: โรคอีสุกอีใสพบผื่นและตุ่มน้ำกระจายทั่วร่างกาย เริ่มจากลำตัว ใบหน้า หนังศีรษะ แล้วจึงลามไปยังแขนขา ในขณะที่โรคมือเท้าปากจะพบตุ่มน้ำเฉพาะที่บริเวณมือ เท้า และภายในช่องปาก (กระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก) เท่านั้น
  • ลักษณะของตุ่มน้ำ: อีสุกอีใสตุ่มน้ำจะมีความตึงใส ล้อมรอบด้วยฐานสีแดง มักมีหลายระยะปะปนกันในเวลาเดียวกัน (มีทั้งตุ่มแดง ตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และสะเก็ด) ส่วนโรคมือเท้าปาก ตุ่มน้ำจะมีลักษณะรีแบน ยาวตามแนวผิวหนัง มักพบบนฝ่ามือ ฝ่าเท้า และง่ามนิ้ว
  • อาการในช่องปาก: อีสุกอีใสอาจมีแผลในปากบ้างแต่น้อยและไม่เด่นชัด ส่วนโรคมือเท้าปากจะมีแผลในปากที่สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก ทำให้เด็กมีอาการน้ำลายไหลและไม่ยอมกินอาหาร
คำแนะนำจากคุณหมอ: วิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดคือการดูตำแหน่งกระจายตัว หากตุ่มขึ้นตามลำตัวและแผ่นหลังก่อน ให้สงสัยอีสุกอีใส แต่หากมีแผลเจ็บในปากร่วมกับตุ่มน้ำที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ให้สงสัยโรคมือเท้าปาก

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

การเรียนรู้ลำดับอาการช่วยให้ประเมินความรุนแรงของโรคได้ดีขึ้น

ระยะการดำเนินโรคอีสุกอีใส

เริ่มต้นด้วยไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ตามด้วยการเกิดผื่นแดงราบเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ตุ่มน้ำเหล่านี้จะแตกออกเป็นสะเก็ดในเวลาต่อมา ใช้เวลาประมาณเจ็ดถึงสิบวันสะเก็ดจึงจะหลุดลอกออกจนหมด ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่สองวันก่อนผื่นขึ้นจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งเป็นสะเก็ดทั้งหมด

ระยะการดำเนินโรคเอชเอฟเอ็มดี (Hand, Foot and Mouth Disease)

เริ่มต้นด้วยไข้สูงร่วมกับเจ็บคอ ไม่อยากอาหาร หลังจากนั้นหนึ่งถึงสองวันจะมีแผลเปื่อยในปาก และมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็กที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และก้น อาการไข้มักจะลดลงภายในสามถึงสี่วัน และแผลจะหายได้เองภายในเจ็ดถึงสิบวันโดยไม่ทิ้งแผลเป็น

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการเตือนหรือเรดแฟล็กส์ (Red Flag Symptoms) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้ว่าจะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
  • อาการซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการเพ้อ สับสน
  • มีอาการชักเกร็ง หรือคอแข็ง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่อัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง
  • อาการปวดศีรษะรุนแรงหรืออาเจียนพุ่ง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยอาศัย

  • การซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย ประวัติการรับวัคซีน และระยะเวลาการเกิดอาการ
  • การตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยพิจารณาลักษณะและการกระจายตัวของผื่น ตรวจช่องปากและลำคอ
  • ในรายที่มีอาการซับซ้อนหรือไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การส่งตรวจเชื้อไวรัสด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR Test) จากสาร secretions หรือการตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อซ้ำซ้อนจากแบคทีเรีย

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

เนื่องจากทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาจึงเน้นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับโรคเอง

การรักษาตามอาการ

แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาลดไข้แก้ปวด ยาแก้คันเพื่อลดอาการระคายเคือง และยาทาเฉพาะที่ ในผู้ป่วยอีสุกอีใสที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น อะซัยโคลเวียร์ (Acyclovir) ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรก เพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค

การดูแลและพยาบาลที่บ้าน

  • การลดไข้: ควรเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อลดความร้อนในร่างกาย ร่วมกับการให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  • การป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่ผิวหนัง: ตัดเล็บของเด็กให้สั้นและสะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเกาจนเกิดแผลลึกและติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดแผลเป็น
  • การดูแลโภชนาการ: เนื่องจากมีแผลในปาก (โดยเฉพาะโรคมือเท้าปาก) ควรให้อาหารอ่อนนุ่ม มีรสจืด และมีอุณหภูมิเย็น เช่น โจ๊กอุ่นๆ นมแช่เย็น ไอศกรีม เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดเวลากลืนอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด
  • การให้น้ำและเกลือแร่: กระตุ้นให้เด็กจิพน้ำบ่อยๆ หรือดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่ป่วยเป็นไข้จากโรคติดเชื้อไวรัสเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง และหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หากยังไม่แน่ใจว่าเป็นการติดเชื้อไข้เลือดออกหรือไม่

แนวทางดูแลผิวลูกไม่ให้เป็นแผลเป็น

ความกังวลเรื่องรอยแผลเป็นหลังหายป่วยเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย วิธีการดูแลผิวที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ตุ่มน้ำเกิดการอักเสบติดเชื้อลึก

  • ห้ามแกะหรือเกาะสะเก็ด: ปล่อยให้สะเก็ดหลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติ การแกะสะเก็ดก่อนเวลาอันควรจะทำให้เกิดแผลเป็นหลุมหรือรอยดำตามมา
  • การทำความสะอาดผิว: อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่อ่อนโยนวันละสองครั้ง ซับผิวให้แห้งเบาๆ ด้วยผ้าขนหนูสะอาด
  • การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว: เมื่อตุ่มน้ำแห้งสนิทและกลายเป็นสะเก็ดแล้ว สามารถทาโลชั่นหรือเจลบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นเพื่อช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว เช่น ว่านหางจระเข้บริสุทธิ์ หรือมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนสำหรับเด็ก
  • การปกป้องผิวจากแสงแดด: รอยแผลใหม่มักไวต่อแสงแดดและอาจเกิดรอยดำถาวรได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการให้เด็กโดนแดดจัด และทาครีมกันแดดสำหรับเด็กเมื่อต้องออกกลางแจ้ง

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคสามารถทำได้ผ่านสุขอนามัยส่วนบุคคลที่เคร่งครัด

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค
  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ
  • การฉีดวัคซีนอีสุกอีใส: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสที่ได้รับการแนะนำให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่สิบสองถึงสิบห้าเดือนขึ้นไป และรับเข็มกระตุ้นซ้ำตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ ซึ่งสามารถป้องกันโรคได้ดีและลดความรุนแรงของอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปขั้นตอนปฏิบัติที่ทำตามได้ทันที:
  • สังเกตอาการ: ตรวจสอบตำแหน่งของผื่นและตุ่มน้ำว่าเป็นที่ลำตัวหรือฝ่ามือฝ่าเท้าและในปาก เพื่อแยกโรคอีสุกอีใสกับโรคมือเท้าปาก
  • จัดการไข้และอาการปวด: ใช้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว (สิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อมิลลิกรัมทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) และเช็ดตัวลดไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด
  • ป้องกันการเกา: ตัดเล็บให้สั้น สวมถุงมือเด็กอ่อนหากจำเป็น เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนและลดโอกาสเกิดแผลเป็น
  • ดูแลโภชนาการ: ให้อาหารอ่อนนุ่มและเย็นเพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก พร้อมให้น้ำเกลือแร่หรือน้ำเปล่าอย่างเพียงพอ
  • สังเกตเรดแฟล็กส์: พาไปพบแพทย์ทันทีหากมีไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส ซึม ชัก หายใจหอบเหนื่อย หรือมีภาวะขาดน้ำ
  • ดูแลผิวหลังหายป่วย: ห้ามแกะสะเก็ด ทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้น และปกป้องผิวจากแสงแดดเพื่อป้องกันรอยแผลเป็น
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down