ภัยเงียบหลังน้ำท่วม: ทำไมเด็กเล็กในศูนย์พักพิงจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด
เหตุการณ์อุทกภัยขนาดใหญ่ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางทรัพย์สิน แต่ยังทิ้งบาดแผลทางสุขอนามัยที่ร้ายแรงไว้ในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวซึ่งเป็นจุดที่มีการรวมตัวของคนหมู่มาก มีความแออัด ข้อจำกัดด้านระบบสุขาภิบาล การเข้าถึงน้ำสะอาด และระบบระบายอากาศ กลุ่มที่มีความอ่อนแอและเปราะบางที่สุดต่อสถานการณ์นี้คือ กลุ่มเด็กเล็ก ทารก และเด็กวัยเรียน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ร่วมกับพฤติกรรมตามวัย เช่น การหยิบจับของเข้าปาก การเล่นบนพื้นดินหรือพื้นที่ปนเปื้อน ส่งผลให้เด็กมีโอกาสสัมผัสและรับเชื้อโรคอุบัติใหม่ (Emerging Pathogens) สารเคมีพิษ โลหะหนัก และสารก่อมะเร็ง (Carcinogens) เข้าสู่ร่างกายได้สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว
จากข้อมูลทางการแพทย์และวิชาการระบาดวิทยา พบว่าหลังเหตุการณ์น้ำท่วม อุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคผิวหนังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์แรก นอกจากนี้ การสะสมของสารเคมีปนเปื้อนในน้ำท่วม เช่น สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons - PAHs), โลหะหนักอย่างตะกั่ว (Lead) และแคดเมียม (Cadmium) รวมถึงสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxins) ยังสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงและส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาทของเด็กในระยะยาวอย่างมหาศาล
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เชื้อโรคอุบัติใหม่และสารก่อมะเร็งในมวลน้ำท่วมขัง
การเข้าใจกลไกการเกิดโรคและแหล่งที่มาของสารพิษเป็นหัวใจสำคัญในการวางมาตรการป้องกันและรักษาอย่างแม่นยำ โดยสามารถแบ่งปัจจัยก่อโรคออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มเชื้อโรคอุบัติใหม่และโรคติดเชื้อเฉียบพลัน (Emerging Pathogens & Acute Infections)
- เชื้อแบคทีเรียและโรคร่วมจากน้ำท่วมขัง: น้ำท่วมขังมักปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลและปัสสาวะของสัตว์ เช่น หนู สุนัข และสุกร นำไปสู่การระบาดของโรคไข้ฉี่หนู (Leptospirosis) ซึ่งเกิดจากเชื้อ Leptospira interrogans เชื้อสามารถไชผ่านบาดแผลหรือเยื่อบุตา ปาก นาสิก เข้าสู่กระแสเลือดของเด็ก นอกจากนี้ยังมีโรคไข้ดิน (Melioidosis) ที่เกิดจากเชื้อ Burkholderia pseudomallei ซึ่งพบมากในดินและน้ำที่โคลนตม
- เชื้อไวรัสและแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร: การปนเปื้อนของเชื้อในอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด นำไปสู่โรคท้องร่วงเฉียบพลันจากไวรัสโรตา (Rotavirus), ไวรัสโนโร (Norovirus), เชื้ออหิวาตกโรค (Vibrio cholerae), และเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella spp.) ทำให้เกิดลำไส้อักเสบรุนแรงและภาวะขาดน้ำในเด็กเล็ก
- เชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในสภาพแวดล้อมแออัด: สภาพความเป็นอยู่ในศูนย์พักพิงที่แออัดและการถ่ายเทอากาศที่ไม่ดี เป็นปัจจัยเร่งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza), โรคติดเชื้อไวรัสเอชเอ็มพีวี (Human Metapneumovirus - hMPV), โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) และโรคโควิด-19 (COVID-19) ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบและหลอดลมไม่อักเสบในเด็กได้อย่างรวดเร็ว
- โรคติดเชื้อนำโดยแมลง: น้ำท่วมขังกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและยุงรำคาญ นำไปสู่การระบาดของโรคไข้เลือดออก (Dengue Fever), โรคไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya), และโรคไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis)
2. กลุ่มสารเคมีพิษ โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งหลังน้ำท่วม (Environmental Carcinogens & Toxins)
น้ำท่วมมักพัดพาเอาสารเคมีอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม คลังเก็บสารเคมี ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และพื้นที่เกษตรกรรม เข้าสู่พื้นที่ชุมชนและศูนย์พักพิง สารเหล่านี้รวมถึง:
- โลหะหนัก (Heavy Metals): ตะกั่ว (Lead), ปรอท (Mercury), แคดเมียม (Cadmium) และสารหนู (Arsenic) ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายเด็กผ่านการดื่มน้ำ การรับประทานอาหาร หรือการสัมผัสทางผิวหนัง โลหะหนักเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 (Group 1 Carcinogens) ตามการจัดกลุ่มขององค์การอนามัยโลก (WHO) และทำลายเซลล์สมอง พัฒนาการทางสติปัญญา และระบบกรองของไตในเด็กอย่างถาวร
- สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสารอินทรีย์ตกค้าง (Pesticides & POPs): สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphates) และออร์กาโนคลอรีน (Organochlorines) รบกวนการทำงานของระบบประสาทและระบบฮอร์โมน (Endocrine Disruptors) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ในเด็ก
- สารพิษจากเชื้อราและสปอร์เชื้อรา (Mycotoxins & Mold Spores): ความชื้นสูงในอาคารของศูนย์พักพิงทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อรา เช่น Aspergillus flavus ซึ่งสร้างสารพิษอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) อันเป็นสารก่อมะเร็งตับที่รุนแรง และเชื้อราดำ (Stachybotrys chartarum) ที่ปล่อยสปอร์และสารพิษเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นโรคหอบหืดรุนแรงและปอดอักเสบ
สังเกตอาการและระยะการดำเนินโรค: ตั้งแต่เริ่มได้รับเชื้อจนถึงภาวะแทรกซ้อน
การดำเนินโรคในเด็กที่ได้รับเชื้อโรคหรือสารพิษหลังน้ำท่วมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ซึ่งมีลักษณะอาการแตกต่างกันดังนี้:
ระยะที่ 1: ระยะเริ่มแรกและรับเชื้อ (Early Phase / Incubation Period)
ระยะนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 1-7 วันแรกหลังสัมผัสเชื้อหรือสารเคมี เด็กอาจมีอาการไม่จำเพาะเจาะจง เช่น มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย งอแง ร้องไห้กระจองอแง เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขึ้นตามผิวหนัง หากได้รับสารเคมีระคายเคืองอาจมีอาการตาแดง น้ำตาไหล ไอแห้งๆ หรือมีอาการแสบคอและแสบผิวหนัง
ระยะที่ 2: ระยะเด่นชัดและวิกฤต (Peak / Acute Phase)
เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3-10 หลังได้รับเชื้อ อาการจะเริ่มรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนตามระบบของร่างกายที่ได้รับผลกระทบ:
- ระบบทางเดินอาหาร: ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาเจียนพุ่ง ปวดท้องรุนแรง สัญญาณภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ตาโหล ไม่มีน้ำตาเวลาร้องไห้
- ระบบทางเดินหายใจ: ไข้สูง ไอมาก หอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน อกบุ๋ม หรือมีเสียงหวีด (Wheezing)
- ระบบติดเชื้อทั่วร่างกาย: ไข้สูงหนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ตาแดง ตาเหลือง ตัวเหลือง (จากไข้ฉี่หนู) ปัสสาวะสีเข้ม หรือมีผื่นจุดเลือดออกตามตัว (จากไข้เลือดออก)
- ระบบประสาท (ภาวะพิษจากโลหะหนัก/สารเคมี): ซึม ชักเกร็ง สับสน หรือหมดสติ
ระยะที่ 3: ระยะฟื้นตัวหรือภาวะแทรกซ้อนระยะยาว (Recovery or Chronic Phase)
หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เด็กจะเริ่มมีไข้ลดลง ทานอาหารได้มากขึ้น และร่าเริงขึ้น แต่ในกรณีที่ได้รับสารเคมีพิษหรือสารก่อมะเร็งสะสม ผลกระทบอาจไม่แสดงออกในทันที แต่อาจปรากฏในอีกหลายเดือนหรือหลายปีต่อมา เช่น ภาวะโลหิตจางเรื้อรัง พัฒนาการช้ากว่าวัย โรคไตเรื้อรัง หรือการพัฒนาไปสู่โรคมะเร็งในระบบต่างๆ ของร่างกาย
สัญญาณอันตรายที่ต้องพาน้องไปพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากเด็กในศูนย์พักพิงมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการส่งตัวไปรักษา ณ โรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:
- ไข้สูงจัดไม่ลดลง: ไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ที่ไม่ลดลงหลังเช็ดตัวและทานยาลดไข้ หรือมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน
- ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ซี่โครงโบร๋ ปีกจมูกบาน หายใจมีเสียงครืดคราด หรือริมฝีปากและปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
- อาการทางระบบประสาท: ซึมมาก เรียกไม่รู้สึกตัว ร้องไห้เสียงแหลมผิดปกติ มีอาการชักเกร็ง หรือคอแข็ง
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6 ชั่วโมง ปากแห้งมาก ตาโหลลึก กระหม่อมบุ๋ม (ในทารก) หรือผิวย่นเมื่อดึงขึ้นมา
- ภาวะเลือดออกผิดปกติ: มีจุดเลือดออกสีแดงหรือม่วงตามผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือมีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด
- ภาวะรับสารเคมีพิษเฉียบพลัน: ม่านตาดำหดเล็กหรือขยายผิดปกติ น้ำลายฟูมปาก มีกลิ่นสารเคมีรุนแรงออกจากลมหายใจ หรือกล้ามเนื้อกระตุกทั่วร่างกาย
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis & Laboratory Tests)
เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการรักษา ทางการแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อระบุสาเหตุอย่างแม่นยำ ดังนี้:
- การซักประวัติอย่างละเอียด (Detailed History Taking): ประวัติการสัมผัสน้ำท่วมขัง ระยะเวลาที่อยู่ในศูนย์พักพิง ประวัติการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงประวัติการสัมผัสสารเคมีหรือควันพิษ
- การตรวจร่างกายทั่วไปและระบบประสาท (Physical & Neurological Examination): ประเมินสัญญาณชีพ (Vital Signs) สภาวะความรู้สึกตัว ตรวจประเมินภาวะขาดน้ำ ตรวจฟังเสียงปอดและหัวใจ
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations):
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) เพื่อดูภาวะการติดเชื้อและระดับเกล็ดเลือด
- การตรวจ Rapid Antigen Test หรือ Swab ทางเดินหายใจเพื่อหาเชื้อ RSV, Influenza และ COVID-19
- การตรวจอุจจาระ (Stool Examination & Culture) หาเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ก่อโรคทางเดินอาหาร
- การตรวจทางซีรัมวิทยา (Serology Tests) เช่น Leptospira IgM, Dengue NS1 Ag และ Antibody
- การตรวจระดับโลหะหนักและสารพิษในเลือดหรือปัสสาวะ (Blood/Urine Heavy Metal & Toxicology Screening) ในกรณีสงสัยภาวะได้รับสารพิษ
- การตรวจทางรังสีวิทยา (Radiological Imaging): การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ ติดเชื้อ หรือภาวะน้ำท่วมปอด
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลเด็กในศูนย์พักพิงอย่างถูกวิธี
การดูแลรักษาเด็กในศูนย์พักพิงจำเป็นต้องผสมผสานระหว่างการรักษาทางการแพทย์และการดูแลพยาบาลที่มีมาตรฐานเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
1. การรักษาตามอาการและการให้ยาที่ปลอดภัย
การให้ยาในเด็กต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น โดยหลักการสำคัญคือการยับยั้งอาการแทรกซ้อนและการสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
2. ขั้นตอนการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge)
เมื่อเด็กมีไข้ การเช็ดตัวอย่างถูกต้องเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการป้องกันภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure):
- ใช้น้ำธรรมดา (น้ำอุณหภูมิห้อง) ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
- ถอดเสื้อผ้าเด็กออกให้หมด ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดลูบเข้าหาหัวใจ เริ่มจากใบหน้า คอ แขน ขา และลำตัว
- วางผ้าชุบน้ำพักไว้บริเวณซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่ เพื่อช่วยระบายความร้อนได้เร็วขึ้น
- เช็ดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้ง ก่อนใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
3. การดูแลภาวะขาดน้ำและการให้สารน้ำเกลือแร่ (ORS)
หากเด็กมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ควรให้ดื่มสารละลายผงเกลือแร่สำหรับท้องเสีย (Oral Rehydration Salts - ORS) โดยจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ข้อควรระวัง: ห้ามใช้เครื่องดื่มชูกำลังหรือน้ำเกลือแร่สำหรับผู้เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย (Sports Drinks) มาให้เด็กดื่มเด็ดขาด เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลและเกลือแร่ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เด็กเกิดอาการท้องเสียรุนแรงขึ้นจากความดันออสโมติกที่สูง (Osmotic Diarrhea)
ข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์และสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้เด็กทานเอง: อาการไข้ ไอ หรือท้องเสียส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นนอกจากจะไม่ช่วยรักษาแล้วยังทำให้เกิดเชื้อดื้อยา และอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรง
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่ยังมีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ: เนื่องจากหากเด็กเป็นโรคไข้เลือดออก ยาในกลุ่มนี้จะส่งผลยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดและกัดกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารและเสี่ยงต่อภาวะช็อกถึงชีวิตได้ ยาลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุดคือ ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)
- ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว: การให้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวเด็กอย่างแม่นยำ คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ให้ทานทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือห้ามเกิน 60 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน) เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบจากยาเกินขนาด
- ห้ามใช้สารเคมีหรือสเปรย์ไล่ยุงที่มีส่วนผสมของ DEET เข้มข้นสูงในเด็กเล็ก: สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี DEET โดยเด็ดขาด สำหรับเด็กโตควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของ DEET ไม่เกิน 10-30% หรือใช้สารสกัดจากธรรมชาติตามคำแนะนำของแพทย์
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
การปกป้องเด็กในศูนย์พักพิงให้รอดพ้นจากโรคอุบัติใหม่และสารก่อมะเร็งหลังน้ำท่วม จำเป็นต้องอาศัยการจัดการเชิงรุกทั้งในระดับบุคคลและสภาพแวดล้อม:
1. สุขอนามัยส่วนบุคคลและการจัดการอาหารน้ำดื่ม
- เน้นย้ำการล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ หากไม่มีน้ำสะอาด ให้ใช้เจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 70%
- ดื่มน้ำบรรจุขวดปิดสนิท หรือน้ำที่ผ่านการต้มสุกร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ห้ามใช้น้ำจากแหล่งน้ำท่วมหรือน้ำที่ไม่ผ่านการกรองต้ม
- อาหารสำหรับเด็กต้องปรุงสุกใหม่ ทานขณะยังร้อน และหลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนในสภาพอากาศชื้น
2. การจัดการสภาพแวดล้อมในศูนย์พักพิง
- จัดพื้นที่นอนของเด็กให้ยกสูงจากพื้นดินหรือพื้นอาคารอย่างน้อย 30 เซนติเมตร เพื่อลดการสัมผัสความชื้น สปอร์เชื้อรา และแมลงมีพิษ
- ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ และจัดระบบระบายอากาศให้หมุนเวียนได้ดี
- การแยกพื้นที่แยกกัก (Isolation Area) สำหรับเด็กที่มีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจหรือท้องร่วง เพื่อป้องกันการระบาดวงกว้าง
3. การได้รับวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วน (Immunization)
เด็กในศูนย์พักพิงควรรอบรับการตรวจสอบประวัติวัคซีน และได้รับวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะ:
- วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) แนะนำสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
- วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine) เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากน้ำและอาหารปนเปื้อน
- วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคชนิดกิน (Oral Cholera Vaccine) ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
- วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus Vaccine) หากเด็กมีบาดแผลสัมผัสกับน้ำท่วมหรือโคลนตม
เช็กลิสต์ปฏิบัติการสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กในศูนย์พักพิง (Parent Actionable Checklist)
สรุปขั้นตอนปฏิบัติทันทีเพื่อความปลอดภัยของลูกรัก:
- สวมใส่รองเท้าบูทยางและเสื้อผ้าจมิดชิดให้เด็กทุกครั้งหากจำเป็นต้องเดินผ่านพื้นที่ชื้นแฉะ
- ตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายของเด็กวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) หรือเมื่อตัวร้อน
- จัดเตรียมผงเกลือแร่ ORS และยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็กติดตัวไว้เสมอ
- เช็ดทำความสะอาดของเล่นและของใช้เด็กด้วยน้ำสะอาดหรือแอลกอฮอล์ก่อนให้เด็กเล่น
- สังเกตลักษณะอุจจาระ การปัสสาวะ และการหายใจของเด็กอย่างใกล้ชิดทุกวัน
- หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) เช่น หายใจหอบ ซึม ชัก ไข้ไม่ลด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำศูนย์พักพิงทันที