ภัยเงียบที่มากับสายน้ำ: ทำไมเด็กเล็กจึงเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเฉียบพลันในช่วงน้ำท่วม
ช่วงอุทกภัยหรือฤดูน้ำท่วมเป็นช่วงเวลาที่สภาวะแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว น้ำท่วมขังมักปนเปื้อนไปด้วยสิ่งปฏิกูล สารเคมี เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิชนิดต่างๆ อีกทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย และหนู ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็กและทารก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ มีพื้นที่ผิวกายต่อน้ำหนักตัวสูง และมีพฤติกรรมตามวัยที่ชอบหยิบจับสิ่งของเข้าปาก หรือชอบเล่นน้ำขังโดยไม่ระมัดระวัง ทำให้เด็กๆ มีโอกาสสัมผัสและได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า
สถิติทางการแพทย์ระบุว่า ในช่วงอุทกภัย อัตราการเจ็บป่วยเฉียบพลันในเด็กด้วยโรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคผิวหนังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลขาดความรู้ความเข้าใจในการสังเกตอาการเริ่มแรกและการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาการป่วยธรรมดาอาจลุกลามกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ การเรียนรู้เท่าทันโรคติดต่อในเด็กช่วงฤดูน้ำท่วมจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกรัก
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคติดต่อในเด็กช่วงฤดูน้ำท่วม
การแพร่กระจายของเชื้อโรคในช่วงน้ำท่วมสามารถจำแนกตามกลไกการติดต่อและประเภทของเชื้อก่อโรคได้ดังนี้
1. กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Infections)
เกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคในน้ำดื่ม น้ำใช้ และอาหาร โดยเฉพาะเชื้อไวรัส เช่น โรตาไวรัส (Rotavirus) โนโรไวรัส (Norovirus) และเชื้อแบคทีเรีย เช่น อหิวาตกโรค (Vibrio cholerae) บิดไม่มีตัว (Shigella) และไข้ไทฟอยด์ (Salmonella Typhi) เมื่อเด็กกลืนน้ำที่ปนเปื้อนหรือรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด เชื้อโรคจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในลำไส้ ส่งผลให้ผนังลำไส้อักเสบ สูญเสียความสามารถในการดูดซึมน้ำและสารอาหาร เกิดอาการท้องเสียเฉียบพลันและอาเจียน
2. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางผิวหนังและเยื่อบุ (Skin and Mucosal Infections)
- โรคฉี่หนู (Leptospirosis): เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Leptospira Interrogans ที่ปนเปื้อนในน้ำท่วมขังจากปัสสาวะของสัตว์ฟันแทะ เชื้อสามารถชอนไชเข้าสู่ร่างกายเด็กผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผล รอยถลอก หรือผ่านทางเยื่อบุตา จมูก และปาก เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดจะปล่อยสารพิษทำให้เกิดเส้นเลือดอักเสบทั่วร่างกาย
- โรคผิวหนังอักเสบจากน้ำสกปรก (Water-borne Dermatitis): การแช่น้ำสกปรกเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังอ่อนแอและสูญเสียเกราะป้องกันตามธรรมชาติ เปิดโอกาสให้แบคทีเรียกลุ่ม Staphylococcus หรือ Streptococcus และเชื้อราเข้าแทรกซึม เกิดผิวหนังอักเสบเป็นหนองหรือฮ่องกงฟุต (Tinea Pedis)
- โรคตาแดง (Conjunctivitis): มักเกิดจากเชื้อ Adenovirus หรือแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำกระเด็นเข้าตาเด็ก หรือเด็กใช้มือที่สกปรกขยี้ตา
3. กลุ่มโรคที่นำโดยแมลงพาหะ (Vector-borne Diseases)
น้ำท่วมขังที่เริ่มนิ่งจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) โรคไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya) และโรคไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis) กลไกเกิดจากการที่ยุงลายที่มีเชื้อกัดเด็ก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองและกระแสเลือด แพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดไข้สูงและภาวะเกล็ดเลือดต่ำในกรณีของไข้เลือดออก
4. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Infections)
ความชื้นในอากาศที่สูงขึ้น ประกอบกับสภาพความเป็นอยู่ที่แออัดในศูนย์อพยพ เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และเชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) ผ่านทางฝอยละอองเสมหะจากการไอหรือจาม
การสังเกตอาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคในเด็ก
โรคติดต่อในเด็กช่วงฤดูน้ำท่วมมีระยะฟักตัวและอาการแสดงที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งระยะการดำเนินโรคเพื่อการสังเกตอาการได้ 3 ระยะหลัก ดังนี้
ระยะเริ่มแรก (Early Stage)
เด็กอาจเริ่มมีอาการไม่จำเพาะเจาะจง เช่น มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร งอแงผิดปกติ เริ่มมีน้ำมูก ไอ หรือบ่นปวดท้อง ท้องอืด ในระยะนี้ผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและตรวจเช็กอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชั่วโมง
ระยะเด่นชัด (Peak Stage)
เป็นระยะที่อาการของโรคเฉพาะตัวปรากฏชัดเจน หากเป็นโรคทางเดินอาหาร เด็กจะมีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดปน หากเป็นโรคฉี่หนูหรือไข้เลือดออก เด็กจะมีไข้สูงลอย (38.5 - 40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หรือปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง หากเป็นโรคทางเดินหายใจจะมีอาการไอมีเสมหะ หายใจเร็วขึ้้น
ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage)
ไข้จะเริ่มลดลงอย่างช้าๆ ร่างกายขับถ่ายเป็นปกติ ผื่นเริ่มจางหาย ความอยากอาหารกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม สำหรับโรคไข้เลือดออก ระยะไข้ลด (Defervescence) อาจเป็นระยะที่อันตรายที่สุดเนื่องจากเป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome)
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากเด็กมีอาการแสดงดังต่อไปนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้อาการหายเอง เนื่องจากเป็นสัญญาณของภาวะวิกฤตทางร่างกาย:
- ไข้สูงเฉียบพลันและไม่ลดลงเลย: ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันเกิน 3 วัน แม้จะรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวแล้วก็ไม่ดีขึ้น
- มีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion): เด็กมีอาการเกร็ง กระตุก ตาเหลือกลอย หมดสติชั่วขณะ
- ภาวะซึมและปฏิเสธสารอาหาร: เด็กซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมเล่น นอนราบตลอดเวลา ไม่ยอมดื่มนม น้ำ หรืออาหารโปรด
- ระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วเกินเกณฑ์ตามอายุ หายใจอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือปากเขียวซีด
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ผิวหนังเหี่ยวแห้งเมื่อหยิกแล้วคืนตัวช้า เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัด
- ภาวะเลือดออกผิดปกติ: มีจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนัง (Petechiae) อาเจียนเป็นเลือดหรือมีสีคล้ำ ถ่ายดำ หรือมีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อนำเด็กมาพบกุมารแพทย์ กระบวนการวินิจฉัยเพื่อแยกแยะโรคและวางแผนการรักษาที่ถูกต้องจะประกอบด้วย:
- การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการสัมผัสน้ำท่วมขัง ประวัติการถูกยุงกัด แหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ อาการป่วยของคนในบ้านหรือในศูนย์อพยพ
- การตรวจร่างกายโดยละเอียด: การประเมินสัญญาณชีพ (Vital Signs) การประเมินภาวะขาดน้ำ การตรวจค้นหาจุดเลือดออกตามผิวหนัง การฟังเสียงปอดเพื่อตรวจหาภาวะปอดอักเสบ
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างจำเพาะ:
- การตรวจวิเคราะห์เม็ดเลือดสมบูรณ์ (Complete Blood Count - CBC) เพื่อดูระดับเกล็ดเลือด และปริมาณเม็ดเลือดขาว
- การตรวจหาเชื้อไวรัสเฉียบพลัน เช่น Rapid Antigen Test สำหรับไข้หวัดใหญ่, RSV หรือการตรวจ NS1 Antigen สำหรับโรคไข้เลือดออก
- การตรวจปัสสาวะ (Urine Analysis) และการส่งตรวจเพาะเชื้อจากเลือด (Blood Culture) ในรายที่สงสัยโรคฉี่หนู
- การตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes) ในรายที่มีอาการท้องเสียและอาเจียนรุนแรง
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน
การดูแลรักษาเด็กป่วยในช่วงน้ำท่วม ต้องทำอย่างถูกวิธีและเป็นระบบเพื่อประคับประคองอาการและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน
1. การลดไข้ด้วยวิธีเช็ดตัวอย่างถูกต้อง (Tepid Sponge)
การเช็ดตัวลดไข้เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันอาการชักจากไข้สูงในเด็กเล็ก ควรปฏิบัติตามขั้นตอนทางการแพทย์ดังนี้:
- เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำใส่น้ำแข็งหรือแอลกอฮอล์เด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้ และทำให้เด็กหนาวสั่น)
- ถอดเสื้อผ้าของเด็กออกในห้องที่ลมไม่โกรกแรง
- ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำ บิดหมาดๆ เช็ดถูตัวเด็กเบาๆ โดยเช็ดเข้าหาหัวใจ (เช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่ลำตัว) เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
- วางผ้าพักไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และข้อพับต่างๆ เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 3 - 5 นาที
- ใช้เวลาเช็ดตัวประมาณ 15 - 20 นาที จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้ง สวมเสื้อผ้าบางเบา ระบายอากาศได้ดี
- วัดไข้ซ้ำหลังจากเช็ดตัวเสร็จแล้ว 30 นาที
2. การชดเชยน้ำและเกลือแร่ (Oral Rehydration Therapy)
เมื่อเด็กมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การให้ยาหยุดถ่าย แต่เป็นการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
- ให้เด็กจิบนมผงเกลือแร่ ORS (Oral Rehydration Salts) ที่ผสมน้ำต้มสุกสะอาดตามสัดส่วนข้างซองอย่างถูกต้องทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง (เช่น จิบทุก 5 - 10 นาที)
- ไม่ควรให้เด็กดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกาย (Sport Drinks) หรือน้ำอัดลม เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป ซึ่งจะยิ่งดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้และทำให้ท้องเสียรุนแรงขึ้น
3. โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กป่วย
ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด และนมวัวชั่วคราวหากมีอาการท้องเสียรุนแรง สำหรับทารกที่ดื่มนมแม่สามารถให้ดื่มนมแม่ต่อไปได้ตามปกติ เนื่องจากนมแม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาและปกป้องทางเดินอาหาร
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Contraindications)
การรักษาที่ผิดพลาดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจส่งผลให้เด็กเกิดอันตรายถึงชีวิต กุมารแพทย์ขอเน้นย้ำข้อควรระวังสูงสุดดังต่อไปนี้:
1. ห้ามใช้ยาในกลุ่มแอสไพริน (Aspirin) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด
หากเด็กมีไข้สูงและยังไม่ได้ผลการตรวจยืนยันที่แน่นอนว่าไม่ได้เป็นโรคไข้เลือดออก ห้ามใช้ยาลดไข้กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก หรือแอสไพริน เนื่องจากยากลุ่มนี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด และระคายเคืองกระเพาะอาหาร ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการตกเลือดอย่างรุนแรงในอวัยวะภายในร่างกายจนถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้
2. การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว
การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลในเด็กต้องใช้ น้ำหนักตัวของเด็กเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ใช้อายุ ขนาดยาที่ปลอดภัยทางการแพทย์คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยแบ่งทานทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามทานเกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลกรัม/กิโลกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากการได้รับยาเกินขนาด (Paracetamol Toxicity)
ตัวอย่างการคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก:
- หากลูกน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ยาพาราเซตามอลสูตรมาตรฐานเด็ก (120 มิลลิกรัม ต่อ 5 มิลลิลิตร) ขนาดยาที่ควรได้รับต่อครั้งคือ 100 - 150 มิลลิกรัม คิดเป็นปริมาณยาประมาณ 4 - 5 มิลลิลิตร (หรือ 1 ช้อนชา)
- หากลูกน้ำหนัก 15 กิโลกรัม ขนาดยาที่ควรได้รับต่อครั้งคือ 150 - 225 มิลลิกรัม คิดเป็นปริมาณยาประมาณ 6 - 7.5 มิลลิลิตร (หรือ 1 ช้อนชาครึ่ง)
3. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเองโดยเด็ดขาด
โรคติดต่อทางเดินหายใจและทางเดินอาหารส่วนใหญ่ในช่วงน้ำท่วมมักเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ การซื้อยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) ให้ลูกทานเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ นอกจากจะไม่ช่วยให้หายป่วยแล้ว ยังทำลายจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ทำให้ท้องเสียรุนแรงขึ้น และส่งผลให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา (Drug Resistance) ในอนาคต
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปกป้องลูกรักในระยะยาว
การป้องกันและการเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อเฉียบพลันในช่วงวิกฤตอุทกภัย
1. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Vaccination)
พ่อแม่ผู้ดูแลควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าเด็กได้รับวัคซีนตามเกณฑ์ของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และพิจารณาฉีดวัคซีนเสริมเพื่อป้องกันโรคระบาดช่วงน้ำท่วม ดังนี้:
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ควรฉีดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อรุนแรงและการเกิดปอดบวมแทรกซ้อน
- วัคซีนป้องกันไวรัสโรตา (Rotavirus Vaccine): วัคซีนชนิดหยอดในทารกช่วงอายุ 2 - 6 เดือน ช่วยป้องกันอาการอุจจาระร่วงรุนแรง
- วัคซีนไข้เลือดออก (Dengue Vaccine): ในเด็กโตตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรคหากมีการติดเชื้อ
2. สุขอนามัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม (Personal Hygiene and Environment)
- กินร้อน ช้อนตัวเอง ล้างมือ: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ หลีกเลี่ยงอาหารค้างมื้อ ล้างมือเด็กบ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์เข้มข้นอย่างน้อย 70% ก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย
- ป้องกันแมลงและพาหะนำโรค: ให้เด็กสวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว ติดมุ้งหรือมุ้งลวด หลีกเลี่ยงการปล่อยให้เด็กไปเล่นใกล้แหล่งน้ำขังหรือน้ำนิ่ง ทายากันยุงสำหรับเด็กที่ปลอดภัยตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
- หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมขังด้วยเท้าเปล่า: หากจำเป็นต้องสัญจรผ่านน้ำท่วมขัง ควรให้เด็กสวมรองเท้าบูทยาง หากผิวหนังสัมผัสถูกน้ำสกปรก ต้องรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายด้วยสบู่และเช็ดตัวให้แห้งสนิททันที
สรุปคู่มือปฏิบัติการด่วนสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกป่วยช่วงน้ำท่วม (Parental Actionable Checklist)
เช็กลิสต์การดูแลและสังเกตอาการลูกรักที่บ้าน
- การตรวจอุณหภูมิร่างกาย: ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้เด็กทุก 4 ชั่วโมง และจดบันทึกอุณหภูมิ เวลา และปริมาณยาที่ให้ไว้อย่างชัดเจน
- การป้อนน้ำและเกลือแร่: เตรียมผงเกลือแร่ ORS ที่สะอาด และป้อนจิบทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอหากเด็กมีอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลว
- สังเกตปริมาณปัสสาวะ: ตรวจสอบว่าเด็กปัสสาวะอย่างน้อยทุก 4 - 6 ชั่วโมง ปัสสาวะไม่มีสีเข้ม และไม่มีอาการปวดเกร็งขณะปัสสาวะ
- การตรวจสอบผิวหนังและเยื่อบุ: ตรวจหาจุดเลือดออกตามแขนขา ใบหน้า ตรวจช่องปากว่ามีแผลหรือปากแห้งผิดปกติหรือไม่
- ตรวจสอบประวัติการใช้ยา: ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลตามขนาดยาที่คำนวณจากน้ำหนักตัวเท่านั้น หลีกเลี่ยงยาชุด ยาหม้อ ยาสมุนไพร ยาปฏิชีวนะ และยาลดไข้กลุ่มไอบูโพรเฟนเด็ดขาด
- เตรียมพร้อมหมายเลขติดต่อฉุกเฉิน: จดเบอร์โทรศัพท์ของสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือสายด่วนกู้ชีพ 1669 ไว้ในที่ที่มองเห็นได้ง่ายเพื่อความรวดเร็วหากเกิดกรณีฉุกเฉิน