ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เผชิญหน้ากับความจริง เมื่อคนที่เรารักเริ่มจำไม่ได้และมองเห็นสิ่งที่ไม่จริงหลังหายป่วยหนัก

การเจ็บป่วยรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (Intensive Care Unit) หรือการติดเชื้อโรคร้ายแรง ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและสร้างความวิตกกังวลอย่างมากให้กับทั้งผู้ป่วยและญาติ แต่เมื่ออาการทางกายเริ่มดีขึ้นและผู้ป่วยย้ายกลับมาพักฟื้น ญาติหลายท่านมักต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด นั่นคือผู้ป่วยมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน พูดคุยสับสน กระวนกระวาย หรือหนักที่สุดคือการเห็นภาพหลอนและหวาดระแวง อาการเหล่านี้สร้างความตกใจและสร้างความเครียดให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมองของผู้ป่วยกันแน่

ในทางการแพทย์ ภาวะนี้เรียกว่าภาวะเพ้อคลั่งในโรงพยาบาลหรือภาวะสมองทำงานผิดปกติเฉียบพลัน (Delirium) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นได้บ่อยในผู้ป่วยวิกฤต ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ญาติสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างถูกวิธี และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนสติกลับมาเป็นปกติได้เร็วที่สุด

ไขปริศนาสาเหตุและกลไกการเกิดภาวะสมองทำงานผิดปกติชั่วคราว

ภาวะสมองทำงานผิดปกติชั่วคราวหลังป่วยหนักไม่ได้เกิดขึ้นจากอาการทางจิตเวชดั้งเดิม แต่เกิดจากการที่สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากปัจจัยทางกายภาพหลายประการร่วมกันในช่วงที่ร่างกายป่วยหนัก กลไกการเกิดโรคมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง

  • ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง โดยเฉพาะสารอะเซทิลโคลีนที่ลดลง และสารโดปามีนที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการรับรู้ สมาธิ และการประมวลผลข้อมูลของสมอง
  • ภาวะพร่องออกซิเจนในสมอง (Hypoxia) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก ปอดอักเสบ หรือระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวชั่วคราว ทำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิดและการรับรู้ทำงานบกพร่อง
  • การอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Inflammation) จากการติดเชื้อรุนแรงหรือการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งสารกระตุ้นการอักเสบสามารถเดินทางผ่านกระแสเลือดและเข้าสู่เนื้อเยื่อสมอง ส่งผลให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์สมอง
  • ผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ในการรักษา โดยเฉพาะยากลุ่มระงับปวดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ยานอนหลับ ยาสลบ หรือการใช้ยาหลายชนิดร่วมกันในผู้ป่วยสูงอายุที่มีการทำงานของตับและไตเสื่อมลง
  • ปัจจัยกระตุ้นด้านสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล เช่น การถูกจำกัดการเคลื่อนไหว เสียงรบกวนตลอดเวลา แสงไฟที่เปิดสว่างตลอด 24 ชั่วโมง และความผิดปกติของวงจรการนอนหลับ (Sleep Deprivation)

เจาะลึกอาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

อาการของภาวะสมองทำงานผิดปกติชั่วคราวนี้มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลัน อาการอาจมีความรุนแรงขึ้นๆ ลงๆ ตลอดทั้งวัน โดยมักจะแสดงอาการเด่นชัดในช่วงเวลาพลบค่ำหรือเวลากลางคืน ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่าอาการสับสนช่วงพลบค่ำ (Sundowning)

อาการในระยะเริ่มแรก

  • มีอาการเหม่อลอย ขาดสมาธิในการสนทนา ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน
  • เริ่มจำวัน เวลา หรือสถานที่รอบตัวสับสน เช่น คิดว่าตนเองยังอยู่ที่ทำงานหรือบ้านในอดีต
  • มีความผิดปกติเกี่ยวกับวงจรการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับในเวลากลางคืน แต่ง่วงนอนมากในเวลากลางวัน

อาการเด่นชัดและอาการรุนแรง

  • มีอาการเห็นภาพหลอน (Visual Hallucinations) เช่น มองเห็นคน สิ่งของ หรือสัตว์ที่ไม่มีอยู่จริง หรือหูแว่วได้ยินเสียงคนพูดคุย
  • มีความคิดหลงผิดและหวาดระแวง (Delusions and Paranoia) เช่น คิดว่ามีคนพยายามทำร้าย คิดว่าอาหารมียาพิษ หรือไม่ยอมรับประทานยาและน้ำเพราะความหวาดกลัว
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หงุดหงิดง่าย หรือซึมเศร้ากระวนกระวาย
  • พูดจาสับสน วกวน พูดไม่ปะติดปะต่อ หรือตอบไม่ตรงคำถาม

ระยะฟื้นตัว

เมื่อสาเหตุทางกายได้รับการแก้ไข อาการทางสมองจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีอาการไม่ได้ (Amnesia) หรือจำได้เลือนราง อาการจะค่อยๆ สงบลงและกลับคืนสู่ภาวะปกติภายในไม่กี่วันหรืออาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเจ็บป่วยเดิม

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ญาติไม่ควรโต้เถียง ขัดคอ หรือพยายามใช้เหตุผลหักล้างกับผู้ป่วยที่มีอาการเห็นภาพหลอนหรือคิดหลงผิดในขณะนั้น เพราะจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดความหวาดระแวย ตื่นกลัว และก้าวร้าวมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการรับฟังด้วยความเข้าใจ นุ่มนวล และสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วย

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพาผู้ป่วยพบแพทย์ทันที

แม้ว่าภาวะสมองทำงานผิดปกติชั่วคราวจะเป็นอาการที่สามารถหายได้เองเมื่อร่างกายฟื้นตัว แต่ในบางกรณีอาการสับสนหรือเห็นภาพหลอนอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต ญาติควรสังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

  • อาการสับสนหรือเห็นภาพหลอนเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีความรุนแรงมากจนไม่สามารถควบคุมได้
  • มีไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง
  • มีอาการชักเกร็งตามร่างกาย หรือมีการกระตุกของกล้ามเนื้อผิดปกติ
  • แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • ระดับความรู้สึกตัวลดลงเรื่อยๆ ปลุกตื่นยาก ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ไม่ยอมรับประทานอาหารและน้ำเลย จนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ในร่างกายอย่างรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมีอาการเห็นภาพหลอนหรือสับสนหลังป่วยหนัก แพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียดเพื่อแยกแยะระหว่างภาวะสมองทำงานผิดปกติชั่วคราว กับโรคทางจิตเวชแท้จริงหรือภาวะเสื่อมของสมอง โดยมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียดจากญาติหรือผู้ดูแล ถึงระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ประวัติการเจ็บป่วยในห้องไอซียู และรายการยาหรืออาหารเสริมทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับ
  • การตรวจร่างกายและตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสัญญาณของการติดเชื้อ การทำงานของอวัยวะภายในที่ผิดปกติ และการทำงานของสมองส่วนต่างๆ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests) เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด การทำงานของตับและไต เพื่อหาสาเหตุทางกายที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
  • การตรวจคัดกรองระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของปอดและระบบไหลเวียนโลหิต
  • การตรวจทางรังสีวิทยา เช่น การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (Brain CT Scan) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติทางโครงสร้างของสมอง เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง หรือโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาภาวะสมองทำงานผิดปกติชั่วคราว เน้นการแก้ไขที่สาเหตุต้นตอ พร้อมกับการดูแลประคับประคองทางจิตใจและร่างกายเพื่อให้สมองได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

  • การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยให้สงบ ปลอดภัย และมีแสงสว่างที่เหมาะสมในช่วงเวลากลางวัน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรับรู้เวลาและสถานที่ได้ดีขึ้น
  • การกระตุ้นการรับรู้ความเป็นจริง (Reality Orientation) โดยการพูดคุยทบทวนวัน เวลา และสถานที่ให้ผู้ป่วยฟังอย่างนุ่มนวล จัดหาปฏิทิน นาฬิกา หรือรูปภาพครอบครัวมาไว้ใกล้ตัว
  • การส่งเสริมการนอนหลับตามธรรมชาติ ปิดไฟและลดเสียงรบกวนในเวลากลางคืน งดการรบกวนผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นในช่วงดึก
  • การให้ยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ในรายที่มีอาการกระวนกระวายรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านโรคจิตขนาดต่ำระยะสั้นเพื่อความปลอดภัย
  • การดูแลโภชนาการและการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ป้องกันภาวะขาดน้ำและสารอาหารที่อาจไปซ้ำเติมการทำงานของสมอง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะสมองทำงานผิดปกติหลังป่วยหนักเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจอย่างสูงจากคนในครอบครัว ญาติควรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาดูแลเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟของผู้ดูแลเอง (Caregiver Burnout) และควรปรึกษาแพทย์ผู้treating เพื่อรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลผู้ป่วย

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยและป้องกันไม่ให้อาการแย่ลง ญาติควรตระหนักถึงข้อควรระวังและข้อห้ามทางการแพทย์ดังต่อไปนี้

  • ห้ามใช้กำลังบังคับ ผูกมัด หรือตรึงตัวผู้ป่วยอย่างรุนแรง เว้นแต่เป็นกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันการพลัดตกเตียงหรือการทำร้ายตัวเองตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น
  • ห้ามใช้ยานอนหลับหรือยาคลายเครียดซื้อเองตามร้านขายยาเด็ดขาด เนื่องจากยาเหล่านี้อาจทำให้ภาวะสมองสับสนแย่ลงไปอีกและกดการหายใจ
  • ห้ามขัดแย้ง โต้เถียง หรือหัวเราะเยาะอาการหลอนของผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความไว้วางใจและเกิดความเครียดสูง
  • ห้ามละเลยการพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดหมาย เพื่อติดตามอาการทางสมองและประเมินการลดยาเมื่ออาการดีขึ้น

วิธีป้องกันและการฟื้นฟูสมองในระยะยาว

แม้ว่าภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้จากความรุนแรงของการเจ็บป่วย แต่การดูแลสุขภาพโดยรวมและการฟื้นฟูร่างกายอย่างถูกต้องสามารถช่วยลดความรุนแรงและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้

  • สนับสนุนให้ผู้ป่วยลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่างกาย ทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอทันทีที่แพทย์อนุญาต เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • ฟื้นฟูโภชนาการให้ครบถ้วน เน้นอาหารที่มีวิตามินบีรวมและสารอาหารที่บำรุงสมอง
  • กระตุ้นการทำงานของสมองด้วยกิจกรรมเบาๆ เช่น การฟังเพลงโปรด การอ่านหนังสือ หรือการพูดคุยเรื่องราวในอดีตที่ทำให้ผู้ป่วยมีความสุข
  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางสมองในระยะยาว
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแล:
1. ตั้งสติและทำความเข้าใจว่าอาการเห็นภาพหลอนเกิดจากความผิดปกติทางกายหลังป่วยหนัก ไม่ใช่ความผิดของผู้ป่วย
2. จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ มีนาฬิกาและปฏิทินให้ผู้ป่วยเห็นชัดเจนเพื่อช่วยเรื่องการรับรู้เวลา
3. พูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สร้างความมั่นใจว่าผู้ป่วยปลอดภัย ห้ามโต้เถียงหรือใช้ความรุนแรง
4. สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น ไข้สูง ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือซึมลง และรีบพาไปพบแพทย์ทันที
5. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างถูกต้อง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down