ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจปรากฏการณ์เสียงในหัวที่ไม่ใช่เสียงความคิดของตนเอง

อาการได้ยินเสียงในหัวแต่ไม่ใช่เสียงของตนเอง เป็นหนึ่งในอาการทางระบบประสาทและจิตเวชที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ป่วยและคนรอบข้างเป็นอย่างมาก ในทางการแพทย์ภาวะนี้เรียกว่าการรับรู้เสียงหลอนทางหู (Auditory Hallucination) ซึ่งผู้ป่วยจะได้ยินเสียงพูดคุย เสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสียงสั่งการ โดยที่ไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจริงอยู่ภายนอก อาการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเครียดทั่วไป แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของการทำงานในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับ and การประมวลผลข้อมูลทางภาษาและการแยกแยะความคิดตนเอง (Self-monitoring)

ความสำคัญทางการแพทย์คือ อาการนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคทางจิตเวชหรือโรคทางระบบประสาทที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ความปลอดภัยของผู้ป่วย และคนรอบข้าง สถิติทางการแพทย์พบว่าอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่มวัย แต่มักเริ่มแสดงอาการเด่นชัดในช่วงวัยรุ่นตอนปลายจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (15 ถึง 35 ปี) และยังพบได้ในผู้สูงอายุที่มีภาวะเสื่อมของสมองหรือโรคทางกายอื่นๆ ร่วมด้วย

สาเหตุและกลไกการเกิดความผิดปกติในสมอง

การเกิดเสียงในหัวที่ไม่ใช่เสียงตัวเอง มีกลไกทางพยาธิสรีรวิทยาที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องกับการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง (Neurotransmitters) โดยเฉพาะสารโดปามีน (Dopamine) และกลูตาเมต (Glutamate) ที่มีความไม่สมดุล ส่งผลให้วงจรประสาทในสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียงและการแปลผลภาษาทำงานผิดพลาด สมองส่วนนี้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงหรือความคิดใดเกิดขึ้นจากภายในจิตใจของตนเอง (Internal thought) และเสียงใดมาจากภายนอก (External stimulus)

สาเหตุหลักสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้:

  • กลุ่มโรคทางจิตเวช: เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคอารมณ์สองขั้วที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย (Bipolar Disorder with Psychotic Features) และโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงที่มีอาการทางจิต
  • กลุ่มโรคทางระบบประสาทและสมอง: เช่น เนื้องอกในสมอง ภาวะเลือดออกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) โรคลมชักบางชนิดที่เกิดบริเวณสมองกลีบขมับ (Temporal Lobe Epilepsy) และการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง
  • ปัจจัยกระตุ้นทางกายภาพและสารเคมี: การใช้สารเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก การขาดนอนเรื้อรัง ภาวะความเครียดทางจิต ภาวะช็อกทางจิตใจอย่างรุนแรง และการใช้ยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลาง

ลักษณะอาการและลำดับการดำเนินของโรค

อาการแสดงของผู้ป่วยที่มีเสียงในหัวที่ไม่ใช่เสียงตัวเองมักมีรูปแบบที่ชัดเจนและพัฒนาเป็นลำดับขั้นตอน การสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิดช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

  • ระยะเริ่มแรก: ผู้ป่วยอาจเริ่มได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ เสียงก้องในหู หรือเสียงเรียกชื่อตนเองเป็นครั้งคราว ในระยะนี้ผู้ป่วยมักจะสงสัยว่าตนเองหูแว่วหรือหูฝาดไปเอง และอาจพยายามหาที่มาของเสียงรอบตัว
  • ระยะลุกลาม: เสียงเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น กลเป็นประโยคบทสนทนา เสียงวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของผู้ป่วย หรือเสียงออกคำสั่งให้ทำสิ่งต่างๆ ผู้ป่วยเริ่มมีความเชื่อว่ามีคนอื่นกำลังพูดอยู่จริงๆ หรือมีความคิดว่าตนเองถูกควบคุม
  • ระยะเด่นชัด: เสียงในหัวเกิดขึ้นตลอดเวลา รบกวนการนอนหลับ การทำงาน และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ป่วยอาจมีพฤติกรรมตอบสนองต่อเสียงนั้น เช่น พูดคุยคนเดียว ทำท่าทางเหมือนฟังใครพูดอยู่ หรือแสดงอาการหวาดระแวง แยกตัวออกจากสังคม
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากผู้ป่วยเริ่มได้ยินเสียงสั่งการ (Command Hallucinations) ให้ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางจิตเวชที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะมีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

อาการทางสมองและจิตเวชบางประการถือเป็น Red Flag Symptoms ที่บ่งบอกถึงภาวะวิกฤต ซึ่งญาติหรือผู้ดูแลต้องสังเกตและนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงนัดหมาย

  • เสียงสั่งการอันตราย: เสียงในหัวออกคำสั่งให้ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือทำลายทรัพย์สิน
  • อาการทางกายร่วมด้วย: มีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับอาพุ่ง แขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือมีอาการชักเกร็ง
  • พฤติกรรมสูญเสียการควบคุม: มีอาการสับสนอย่างรุนแรง หวาดระแวงหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล ไม่ตอบสนองต่อความเป็นจริง
  • ภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง: มีความคิดหรือความพยายามที่จะทำร้ายตนเองเนื่องจากทนทุกข์ทรมานจากเสียงในหัวไม่ไหว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด

การวินิจฉัยอาการเสียงในหัวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยกระบวนการทางการแพทย์ที่รอบคอบและครอบคลุม เพื่อแยกแยะระหว่างโรคทางกาย โรคทางระบบประสาท และโรคทางจิตเวช

  • การซักประวัติและการตรวจประเมินทางจิตเวช: แพทย์จะสอบถามลักษณะของเสียง ระยะเวลาที่เป็น ปัจจัยกระตุ้น และประวัติการใช้สารเสพติดหรือยา รวมถึงประวัติโรคทางจิตเวชในครอบครัว
  • การตรวจร่างกายทางระบบประสาท: ตรวจการทำงานของสมอง เส้นประสาทสมอง การทรงตัว และ reflexes เพื่อหาความผิดปกติทางกาย
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เจาะเลือดเพื่อตรวจหาภาวะติดเชื้อ ความผิดปกติของเกลือแร่ การทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือสารพิษในร่างกาย
  • การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายรังสีขั้นสูง: การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) เพื่อหาความผิดโครงสร้างสมอง เนื้องอก หรือรอยโรคหลอดเลือด
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG): เพื่อคัดกรองภาวะโรคลมชักที่อาจแสดงอาการทางจิตร่วมด้วย

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการเสียงในหัวต้องทำควบคู่กันไปทั้งการรักษาที่สาเหตุและการควบคุมอาการทางจิตประสาท โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์และประสาทวิทยา

  • การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy): การใช้ยาต้านโรคจิต (Antipsychotic Medications) เป็นหลักในการปรับสารสื่อประสาทในสมองให้กลับสู่สมดุล ซึ่งช่วยลดความดังและความถี่ของเสียงในหัวลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์อาจพิจารณาปรับขนาดยาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
  • การทำจิตบำบัด (Psychotherapy): เช่น การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยทำความเข้าใจกับอาการที่เกิดขึ้น เรียนรู้วิธีรับมือ และลดความวิตกกังวลเมื่อได้ยินเสียง
  • การดูแลและการสนับสนุนทางสังคม: การฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม การสร้างสิ่งแวดล้อมที่สงบ ปลอดภัย และการให้ความรู้แก่ครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกวิธี
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษา ห้ามหยุดยาหรือปรับลดปริมาณยาเองเด็ดขาด แม้ว่าอาการเสียงในหัวจะหายไปแล้วก็ตาม เพราะอาจทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำและรุนแรงขึ้นได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เมื่อพบผู้ที่มีอาการได้ยินเสียงในหัว มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ดูแลควรทราบเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

  • ห้ามใช้ความรุนแรงหรือเถียงกับผู้ป่วย: การบอกว่าไม่มีเสียงอยู่จริงหรือตำหนิผู้ป่วยว่าคิดไปเอง จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่ปลอดภัย หวาดระแวงมากขึ้น และปิดกั้นตัวเอง
  • ห้ามให้ผู้ป่วยซื้อยาจิตเวชหรือยานอนหลับรับประทานเอง: ยาเหล่านี้มีผลต่อระบบประสาทและอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงกับโรคประจำตัวหรือยาอื่นที่ใช้อยู่
  • ห้ามปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ลำพังเป็นเวลานาน: โดยเฉพาะในช่วงที่อาการกำเริบหรือมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง
  • หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นทุกชนิด: งดการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ และห้ามใช้สารเสพติดเด็ดขาด เนื่องจากจะไปกระตุ้นการทำงานของสมองให้ผิดปกติมากขึ้น

วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพสมองระยะยาว

แม้ว่าโรคทางจิตเวชบางชนิดจะไม่สามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การดูแลสุขภาพสมองและจิตใจที่ดีสามารถลดความเสี่ยงและบรรเทาความรุนแรงของโรคได้

  • การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยให้สมองได้ฟื้นฟูและปรับสมดุลสารสื่อประสาท
  • การจัดการความเครียด: ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การฝึกหายใจลึกๆ การทำสมาธิ หรือการหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความกดดัน
  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมอง และหลั่งสารแห่งความสุขที่ช่วยลดความวิตกกังวล
  • การพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง: สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยง ควรมาพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอเพื่อประเมินอาการและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วย

แนวทางปฏิบัติเร่งด่วนเมื่อพบอาการผิดปกติทางสมอง:

  • สังเกตลักษณะและความรุนแรงของเสียงที่ได้ยิน รวมถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
  • สร้างบรรยากาศที่สงบ ปลอดภัย และพูดคุยด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสิน
  • รีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชหรือระบบประสาทเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ
  • ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด และทานยาอย่างสม่ำเสมอ
  • จัดเตรียมช่องทางติดต่อฉุกเฉินและโรงพยาบาลใกล้บ้านไว้ล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down