ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกอาการมีเสียงในหัวแต่ไม่ใช่เสียงตัวเองคืออะไรและอันตรายแค่ไหน

อาการที่มีเสียงแวบเข้ามาในสมอง เสียงกระซิบ เสียงพูดคุย หรือเสียงดนตรี โดยที่ไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจริงภายนอก และที่สำคัญคือเสียงนั้นไม่ใช่ความคิดของตัวเอง เป็นหนึ่งในอาการทางระบบประสาทและจิตเวชที่ผู้ป่วยมักรู้สึกตกใจ สับสน และหวาดกลัวเป็นอย่างมาก อาการนี้ในทางการแพทย์เรียกว่าอาการประสาทหลอนทางการได้ยิน (Auditory Hallucinations) ซึ่งแตกต่างจากการคิดเรื่องราวในใจทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ป่วยจะรับรู้เสียงนั้นราวกับว่ามีคนกำลังพูดอยู่จริงๆ แต่อาจดังมาจากข้างนอกหัว หรือดังสะท้อนอยู่ภายในสมอง

ในฐานะแพทย์เฉพาะทาง อาการนี้ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์หรือจินตนาการไปเองเด็ดขาด เพราะนี่คือสัญญาณเตือนที่สำคัญมากว่าระบบการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผลเสียง การรับรู้ตัวตน และการแยกระหว่างความคิดของตนเองกับโลกภายนอกกำลังเกิดความผิดปกติ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมองหรือจิตแพทย์โดยด่วนที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดความผิดปกติในสมอง

กลไกการเกิดอาการมีเสียงในหัวที่ไม่ได้มาจากความคิดตนเองนั้น เกิดจากความผิดปกติของการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง (Neurotransmitter Imbalance) โดยเฉพาะสารสื่อประสาทประเภทโดปามีน (Dopamine) และกลูตาเมต (Glutamate) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการรับรู้และการกรองข้อมูลที่ผ่านเข้ามาในสมอง เมื่อสมองส่วนนี้ทำงานผิดพลาด สมองจะไม่สามารถแยกระหว่างเสียงที่เกิดขึ้นจริงกับเสียงที่สมองสร้างขึ้นมาเองได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยได้ยินเสียงแปลกปลอมขึ้นมา

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มโรค ได้แก่

  • โรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือโรคจิตชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุพบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักจะได้ยินเสียงคนวิพากษ์วิจารณ์ ออกคำสั่ง หรือเสียงพูดคุยกันเรื่องของตนเอง
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) หรือโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง (Major Depressive Disorder) ที่มีอาการโรคจิตร่วมด้วย (Psychotic Features)
  • ความผิดปกติทางกายและระบบประสาท เช่น โรคลมช็อกจากสมองกลีบขมับ (Temporal Lobe Epilepsy) เนื้องอกในสมอง ภาวะติดเชื้อในสมอง หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • การใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท
  • ภาวะอดนอนเรื้อรัง ความเครียดสะสมรุนแรง หรือภาวะทางจิตใจหลังจากเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง (PTSD)

ลักษณะอาการและรูปแบบของเสียงที่มักพบ

ลักษณะของเสียงที่ผู้ป่วยได้ยินมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก และมักจะมีรูปแบบเฉพาะตัวที่ช่วยให้แพทย์ใช้ในการวิเคราะห์โรคได้ดีขึ้น โดยทั่วไปมักพบอาการในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

  • เสียงพูดคุยโต้ตอบกันเองระหว่างบุคคลที่สาม โดยที่ผู้ป่วยไม่ได้มีส่วนร่วมในบทสนทนานั้น
  • เสียงออกคำสั่ง (Command Hallucinations) ซึ่งเป็นเสียงที่สั่งให้ผู้ป่วยทำตาม เช่น สั่งให้ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น ซึ่งถือเป็นกลุ่มอาการที่มีความเสี่ยงอันตรายสูงมาก
  • เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ หรือล้อเลียนการกระทำของผู้ป่วยตลอดเวลา
  • เสียงดนตรี เสียงกระซิบ เสียงเคาะ หรือเสียงรบกวนในหูที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและการนอนหลับ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเสียงในหัวนั้นเป็นเสียงออกคำสั่งให้ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ห้ามเพิกเฉยหรือปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่เหตุการณ์อันตรายต่อชีวิตได้ทันที ผู้ป่วยและญาติควรพามาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับการดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

การมีเสียงในหัวบางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวจากความเครียด แต่หากมีอาการร่วมอื่นๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ฉุกเฉินหรือแพทย์เฉพาะทางทันที

  • ได้ยินเสียงสั่งให้ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือทำลายข้าวของ
  • มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด เดินเซ หรือมีอาการชักเกร็ง
  • มีอาการสับสนอย่างรุนแรง จำไม่ได้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน ไม่รู้ วัน เวลา หรือจำบุคคลใกล้ตัวไม่ได้
  • เชื่อมั่นอย่างสนิทใจในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง อาการหลงผิด (Delusions) เช่น คิดว่ามีคนคอยติดตามปองร้ายตลอดเวลา หรือคิดว่าตนเองมีอำนาจพิเศษ
  • มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน เช่น หวาดระแวง นั่งพูดคนเดียว ยิ้มหรือหัวเราะคนเดียวโดยไม่มีสาเหตุ หรือแยกตัวออกจากสังคมอย่างสิ้นเชิง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการมีเสียงในหัว แพทย์จะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากอาการนี้อาจเกิดได้จากทั้งโรคทางกายและโรคทางจิตเวช โดยขั้นตอนประกอบด้วย

  • การซักประวัติและตรวจประเมินทางจิตเวชอย่างละเอียด เพื่อดูระยะเวลา ความถี่ ลักษณะของเสียง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
  • การตรวจร่างกายทางระบบประสาท เพื่อค้นหาความผิดปกติของสมองและการทำงานของอวัยวะต่างๆ
  • การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาความผิดปกติของเกลือแร่ การทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือการตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย
  • การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือสร้างภาพขั้นสูง เช่น การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) เพื่อดูโครงสร้างสมองว่ามีความผิดปกติ เช่น เนื้องอก รอยโรค หรือภาวะหลอดเลือดสมองผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าอาจมีภาวะลมชักซ่อนอยู่

วิธีดูแลรักษาและการบำบัดรักษาตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการมีเสียงในหัวจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบเป็นหลัก หากเกิดจากโรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภทหรือโรคอารมณ์สองขั้ว การรักษาหลักจะใช้ยาต้านโรคจิต (Antipsychotic Medications) ซึ่งช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้เสียงในหัวค่อยๆ ลดความดังและความถี่ลงจนหายไป ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด

ในส่วนของการรักษาทางจิตบำบัด (Psychotherapy) เช่น การบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม (CBT) จะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีรับมือกับเสียงที่ได้ยิน ลดความวิตกกังวล และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง นอกจากนี้การดูแลตนเองเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นความเครียด พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยเจ็ดถึงแปดชั่วโมงต่อวัน
  • งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีนปริมาณมาก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดทุกชนิด
  • สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในบ้าน และมีกิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อเริ่มได้ยินเสียง เช่น การฟังเพลงเบาๆ การพูดคุยกับคนในครอบครัว
  • คนในครอบครัวต้องทำความเข้าใจและรับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่ตำหนิหรือโต้เถียงกับสิ่งที่ผู้ป่วยได้ยิน
คำแนะนำจากคุณหมอ: อาการมีเสียงในหัวไม่ใช่เรื่องน่าอายและไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แต่เป็นอาการทางแพทย์ที่สามารถรักษาให้ดีขึ้นหรือหายขาดได้หากได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็ว การพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและช่วยให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่การใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างปลอดภัย

วิธีการป้องกันและการดูแลสุขภาพสมองระยะยาว

การดูแลสุขภาพสมองให้แข็งแรงอยู่เสมอสามารถช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติทางระบบประสาทและจิตเวชได้ การป้องกันทำได้ผ่านแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • บริหารความเครียดอย่างเหมาะสม ฝึกสมาธิ หรือหากิจกรรมผ่อนคลายความกดดันในชีวิตประจำวัน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและเป็นเวลา เพื่อให้สมองได้มีโอกาสซ่อมแซมและเคลียร์สารสื่อประสาทส่วนเกิน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้าสาม วิตามินบี และสารต้านอนุมูลอิสระที่บำรุงเซลล์สมอง
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด เครื่องดื่มมึนเมา และยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองโรคเรื้อรังที่อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดและระบบประสาทสมอง

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

  • สังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากมีเสียงในหัวร่วมกับพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงหรืออาการหวาดระแวงควรรีบพบแพทย์
  • พาผู้ป่วยไปพบจิตแพทย์หรือแพทย์ระบบประสาทและสมองเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ
  • สนับสนุนให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างเคร่งครัดตามแผนการรักษาของแพทย์
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ปลอดภัย และไร้ความเครียดภายในครอบครัว
  • หลีกเลี่ยงการโต้เถียงเรื่องเสียงที่ได้ยิน แต่ควรรับฟังและพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down