ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อาการกินยาแล้วหลอนหรือเห็นภาพหลอนถือเป็นหนึ่งในผลข้างเคียงทางระบบประสาทและจิตประสาทที่อันตรายและสร้างความตกใจให้กับผู้ป่วยและญาติเป็นอย่างมาก อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น ปฏิกิริยาของตัวยาที่ออกฤทธิ์ต่อสารสื่อประสาทในสมอง ภาวะการทำงานของตับหรือไตบกพร่องจนทำให้ยาเกิดการสะสมในกระแสเลือดเกินขนาด หรือปฏิกิริยาระหว่างยาหลายชนิดที่รับประทานร่วมกัน บทความฉบับนี้จะพาทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการเตือนที่ต้องระวัง และแนวทางการแก้ไขอย่างเร่งด่วนตามหลักการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการเห็นภาพหลอนจากยา

กลไกการเกิดอาการหลอนหรือประสาทหลอน (Hallucinations) จากการใช้ยา มักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) โดยเฉพาะสารโดปามีน (Dopamine) เซโรโทนิน (Serotonin) และอะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) เมื่อร่างกายได้รับยาบางประเภท ยาเหล่านี้อาจไปกระตุ้นหรือกดการทำงานของตัวรับสัญญาณประสาทเหล่านี้ ส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลทางประสาทสัมผัส ทั้งการมองเห็น การได้ยิน หรือการรับความรู้สึกเกิดความผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

กลุ่มยาที่มีรายงานว่าสามารถทำให้เกิดอาการหลอนได้บ่อย มีดังนี้

  • ยากลุ่มแอนติโคลินเออร์จิก (Anticholinergic Drugs): ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson's Disease) หรืออาการแพ้บางชนิด ยานี้ไปยับยั้งสารอะเซทิลโคลีน ทำให้เกิดอาการปากแห้ง ตาพร่า ท้องผูก และในผู้ป่วยสูงอายุอาจทำให้เกิดอาการสับสนและเห็นภาพหลอนได้อย่างรวดเร็ว
  • ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids): เช่น เพรดนิโซโลน (Prednisolone) หากใช้ในปริมาณสูงหรือใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ความคิด และทำให้เกิดอาการจิตพลอยได้ อาการหลอน หรือภาวะซึมเศร้า
  • ยาแก้แพ้และยาลดน้ำมูกรุ่นเก่า (First-generation Antihistamines): ยากลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองได้ดี และมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากใช้เกินขนาดอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมอย่างรุนแรง สับสน และเกิดอาการประสาทหลอนได้
  • ยาปฏิชีวนะและยาต้านไวรัสบางชนิด: เช่น ยากลุ่มควิโนโลเนส (Quinolones) หรือยาต้านไวรัสบางตัวที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อ ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของสมองในผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อม
  • ยากลุ่มจิตเวช: ในช่วงเริ่มต้นของการรับประทานยาต้านเศร้า (Antidepressants) หรือยารักษาโรคจิตเภท (Antipsychotics) บางชนิด หากปรับขนาดยาเร็วเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดผลข้างเคียงทางจิตประสาทชั่วคราวได้

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ไม่ว่าใครก็สามารถประสบปัญหานี้ได้ แต่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษในการเกิดผลข้างเคียงทางสมองจากการใช้ยา ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ (Elderly): เนื่องจากระบบการทำงานของตับและไตในการขับยาออกจากร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงของผนังกั้นระหว่างเลือดและสมอง (Blood-Brain Barrier) ทำให้ยาผ่านเข้าสู่สมองได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางไตหรือตับ: ทำให้ร่างกายกำจัดยาได้ช้าลง ส่งผลให้ระดับยาในเลือดสูงเกินกว่าขนาดที่ปลอดภัยแม้จะรับประทานในปริมาณปกติ
  • ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดพร้อมกัน (Polypharmacy): เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interactions) ซึ่งอาจไปเสริมฤทธิ์กันจนเกิดพิษต่อระบบประสาท

อาการสำคัญและสัญญาณเตือนอันตราย Red Flags

อาการแสดงของผู้ที่มีภาวะผลข้างเคียงจากยาทางสมองมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหลังจากเริ่มรับประทานยา หรือหลังจากมีการปรับเพิ่มขนาดยา โดยอาการสำคัญมีดังนี้

  • การเห็นภาพหลอน (Visual Hallucinations): มองเห็นสิ่งของ แสง หรือบุคคลที่ไม่มีอยู่จริง
  • การได้ยินเสียงแว่ว (Auditory Hallucinations): ได้ยินเสียงกระซิบ เสียงพูดคุย หรือเสียงดนตรีทั้งที่ไม่มีแหล่งกำเนิดเสียง
  • ภาวะสับสนเฉียบพลัน (Acute Delirium): จำวันเวลา สถานที่ หรือบุคคลรอบตัวไม่ได้ พูดจาสับสนวกวน
  • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง: มีอาการหวาดระแวง กระวนกระวาย หรือตื่นกลัวอย่างไร้เหตุผล
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากผู้ป่วยมีอาการซึมลงอย่างมาก หายใจช้าลงและตื้น ชีพจรเต้นผิดปกติ หรือมีอาการชักร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณวิกฤตอันตรายขั้นสูงสุด (Red Flag) ต้องนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้าน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการหลอนจากการใช้ยา แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ตรวจสอบประวัติการใช้ยาประเภทยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ สมุนไพร อาหารเสริม และประวัติการปรับขนาดยาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • การตรวจร่างกายและระบบประสาท: ประเมินระดับความรู้สึกตัว การทำงานของสมองส่วนหน้า และการตอบสนองทางระบบประสาท
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับและไต ระดับเกลือแร่ในร่างกาย การตรวจคัดกรองสารเสพติด หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • การตรวจพิเศษเพิ่มเติม: เช่น การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะเลือดออกในสมองหรือโรคหลอดเลือดสมองร่วมด้วย

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะพิษจากยาที่ทำให้เกิดอาการหลอน มีแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ที่ชัดเจนดังนี้

  • หยุดยาต้องสงสัยทันที: ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา ห้ามผู้ป่วยหยุดยาโรคเรื้อรังบางชนิดเองทันทีโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ยกเว้นกรณีที่เป็นยาที่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive Care): ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ควบคุมสัญญาณชีพ และจัดสิ่งแวดล้อมที่สงบ ปลอดภัย เพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย
  • การใช้ยาต้านฤทธิ์หรือยาแก้พิษ: ในกรณีที่เกิดจากยากลุ่มแอนติโคลินเออร์จิกเกินขนาด แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเฉพาะเจาะจงเพื่อลดอาการ
  • การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล: จนกว่าระดับยาจะถูกขับออกจากร่างกายจนหมดและผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะกลับมาเป็นปกติ
คำแนะนำจากคุณหมอ: เมื่อเกิดอาการหลอนจากยา สิ่งที่ผู้ป่วยและญาติควรทำคือการตั้งสติ รวบรวมรายชื่อและซองยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยรับประทาน นำติดตัวมาให้แพทย์ตรวจสอบที่โรงพยาบาลทันที และห้ามปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ตามลำพังเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากอาการหวาดระแวว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น มีข้อควรปฏิบัติที่เคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาเองเด็ดขาด: โดยเฉพาะยากลุ่มจิตเวช ยาสเตียรอยด์ หรือยาโรคเรื้อรัง
  • ห้ามซื้อยาชุด ยาหม้อ หรือยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยไม่ผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชกร
  • ห้ามให้ผู้ป่วยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดร่วมกับการรับประทานยา เพราะจะยิ่งเพิ่มความเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางทวีคูณ

วิธีป้องกันการเกิดผลข้างเคียงจากยาในระยะยาว

การป้องกันสามารถทำได้โดยการสร้างวินัยและความตระหนักรู้ในการใช้ยา ดังนี้

  • แจ้งประวัติการแพ้ยาและผลข้างเคียงจากยาต่อแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา
  • นำยาทุกตัวที่ใช้อยู่ประจำมาให้แพทย์ตรวจสอบ (Medication Reconciliation) ทุกครั้งที่เปลี่ยนโรงพยาบาลหรือพบแพทย์เฉพาะทาง
  • ตรวจสอบฉลากยาและคำเตือนบนบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะข้อควรระวังเรื่องอาการง่วงซึมหรือผลข้างเคียงทางสมอง
  • ในผู้สูงอายุ ควรมีญาติคอยช่วยจัดเรียงยาและควบคุมการรับประทานยาให้ถูกต้องตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down