ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเจ็บคอจนไม่ยอมกลืนน้ำลาย สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

อาการเจ็บคอในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่หากอาการนั้นพัฒนาจนเด็กลูกเจ็บคอไม่ยอมกลืนน้ำลาย: แยกให้ออกระหว่างทอนซิลอักเสบและไข้หวัด จนมีน้ำลายไหลย้อยออกมาตลอดเวลา ไม่ยอมดื่มน้ำหรือทานอาหาร สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ อาการเจ็บคอธรรมดา แต่มักเป็นสัญญาณเตือนของภาวะอักเสบที่รุนแรงขึ้นภายในลำคอ ในฐานะกุมารแพทย์ พบว่าอาการนี้สร้างความทุกข์ทรมานให้เด็กเป็นอย่างมาก และอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็ว พ่อแม่จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการสังเกตอาการ เพื่อแยกแยะให้ออกระหว่างโรคไข้หวัดทั่วไปและโรคทอนซิลอักเสบ ซึ่งมีแนวทางการดูแลรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทำความเข้าใจสาเหตุและกลไกการเกิดโรคในเด็ก

อาการเจ็บคอและการกลืนลำบากในเด็ก เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอและต่อมทอนซิล ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองสองข้างที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการดักจับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร

การติดเชื้อไวรัส (Viral Infection)

สาเหตุส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) หรือไวรัสอะดีโน (Adenovirus) มักทำให้เกิดอาการไข้หวัดร่วมด้วย มีอาการเจ็บคอ น้ำมูกไหล และไอร่วมกัน

การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infection)

สาเหตุหลักมักมาจากเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus bacteria) ซึ่งมักพบในเด็กโตและวัยเรียน มากกว่าเด็กเล็ก การติดเชื้อชนิดนี้มักทำให้เกิดอาการทอนซิลอักเสบอย่างรุนแรง มีจุดหนองที่ต่อมทอนซิล และเจ็บคอมากเป็นพิเศษจนไม่ยอมกลืนอะไรเลย

ไข้หวัดทั่วไป versus ทอนซิลอักเสบ ต่างกันอย่างไร

การแยกโรคทั้งสองชนิดนี้มีความสำคัญต่อการรักษา เนื่องจากโรคไข้หวัดส่วนใหญ่รักษาตามอาการ แต่ทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรียอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

  • โรคไข้หวัด (Common Cold): มักมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากคันคอ เจ็บคอบ้างเล็กน้อย มีน้ำมูกใส จาม ไอ และไข้ต่ำถึงปานกลาง เด็กยังสามารถกลืนอาหารและน้ำได้ตามปกติ
  • โรคทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis): มักมีไข้สูงฉับพลัน เจ็บคอมากโดยเฉพาะเวลาทานอาหารหรือกลืนน้ำลาย มีต่อมทอนซิลบวมโตแดงจัด อาจพบแผ่นหนองสีขาวหรือเหลืองบริเวณต่อมทอนซิล ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโตและเจ็บเมื่อคลำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเจ็บคอร่วมกับไข้สูงและมีต่อมทอนซิลบวมโตแต่ไม่มีอาการไอร่วมด้วย มักบ่งชี้ว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียมากกว่าไวรัส ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม

อาการและลำดับขั้นตอนการดำเนินโรค

อาการของเด็กมักเริ่มจากการระคายคอในวันแรก ตามด้วยไข้สูงและอาการเจ็บคอที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เด็กปฏิเสธการกลืนน้ำลาย เนื่องจากความเจ็บปวดขณะที่กล้ามเนื้อคอขยับ ระยะนี้เด็กจะมีอาการงอแง น้ำลายย้อย ปวดศีรษะ และอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วยในเด็กเล็ก หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง อาการจะทรงตัวอยู่ประมาณสามถึงห้าวันก่อนจะค่อยๆ ดีขึ้น

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากพบอาการเหล่านี้ในเด็ก ควรรีบพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น ฝีรอบต่อมทอนซิล (Peritonsillar Abscess)

  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะไม่ออกเลยนานเกินหอถึงแปดชั่วโมง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ซึมลง
  • การหายใจผิดปกติ: หายใจมีเสียงดัง หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • อาการทางระบบประสาท: ไข้สูงมากจนชัก ซึมปลุกตื่นยาก
  • อาการเฉพาะที่รุนแรง: อ้าปากได้น้อยมาก คอแข็ง หรือมีน้ำลายไหลทะลักออกมาตลอดเวลาเพราะกลืนไม่ไหว

วิธีตรวจวินิจฉัยโรคทางการแพทย์

เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกายโดยใช้ไม้กดลิ้นเพื่อดูสภาพความแดงและหนองบริเวณลำคอและต่อมทอนซิล ในกรณีที่สงสัยว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส แพทย์อาจทำการตรวจคัดกรองเชื้อ (Rapid Strep Test) โดยการใช้ไม้ก้านสำลีป้ายบริเวณลำคอ ทราบผลได้ภายในสิบห้านาที หรือส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ตามความเหมาะสม

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาจะเน้นไปที่การบรรเทาอาการและรักษาตามสาเหตุของโรค เพื่อให้เด็กกลับมารับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

การใช้ยาที่ปลอดภัยภายใต้คำแนะนำของแพทย์

  • ยาลดไข้แก้ปวด: ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้หรือปวด
  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันให้ครบตามกำหนด ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันการดื้อยาและป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ไข้รูมาติก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงที่เจ็บคอมากจนไม่ยอมกลืน การให้ยาลดไข้แก้ปวดก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาที จะช่วยลดความเจ็บปวดลง ทำให้เด็กยอมกลืนอาหารและน้ำได้ง่ายขึ้น

การดูแลทางโภชนาการและการจัดการที่บ้าน

เน้นให้อาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม กลืนง่าย และมีอุณหภูมิเย็นหรือค่อนข้างเย็น เช่น ไอศกรีม นมเย็น โยเกิร์ต หรือโจ๊กอุ่นๆ เพื่อช่วยลดอาการบวมและบรรเทาความเจ็บปวดในลำคอ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ด หรือเค็มจัด รวมถึงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัดซึ่งจะทำให้แสบคอมากขึ้น นอกจากนี้ควรให้เด็กจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงโดยยังไม่แน่ชัดว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติและกลุ่มอาการเรย์ยส์ซินโดรม (Reye's syndrome)
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เนื่องจากอาการเจ็บคอส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากไวรัส การทานยาฆ่าเชื้อพร่ำเพรื่อไม่ช่วยให้อาหารหายเร็วขึ้น แต่จะสร้างปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต
  • ห้ามบังคับป้อนอาหารหรือยาด้วยความรุนแรง เพราะอาจทำให้เด็กสำลักและเกิดความกลัวฝังใจ

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจสามารถทำได้โดยการปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ สวมหน้ากากอนามัย และรักษาร่างกายให้อบอุ่น นอกจากนี้การรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริม เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี จะช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

  • สังเกตลักษณะอาการเจ็บคอร่วมกับไข้ และพฤติกรรมการกลืนน้ำลายของเด็กอย่างใกล้ชิด
  • หากเด็กมีอาการเจ็บคอรุนแรง ไม่ยอมกลืนน้ำลาย มีไข้สูง หรือซึมลง ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์
  • ให้ยาลดไข้และดูแลเรื่องอาหารอ่อนเย็นตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ให้รับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบโดสหากแพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • เน้นการป้องกันด้วยการล้างมือและรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down