ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความรู้จักภาวะสะดือจุกและเสียงร้องไห้ที่ไม่ยอมหยุดของลูกน้อย

อาการทารกร้องไห้กวนโยเยอย่างหนักสลับกับการสังเกตเห็นสะดือของลูกจุกหรือปูดโปนออกมาเป็นปัญหาที่สร้างความวิตกกังวลใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองเป็นอย่างมาก หลายครอบครัวมักเข้าใจผิดว่าอาการสะดือจุกคือสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกปวดท้องจนร้องไห้ไม่ยอมหยุด หรือในทางกลับกัน บางคนเชื่อว่าการที่ลูกร้องไห้อย่างรุนแรงเป็นตัวทำให้เกิดโรคไส้เลื่อนสะดือถาวร

ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน อาการทั้งสองนี้อาจเกิดขึ้นร่วมกันได้บ่อยในทารกแรกเกิดจนถึงวัย 1 ปี แต่แท้จริงแล้วมีกลไกการเกิดโรคและระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การแยกแยะระหว่าง ภาวะไส้เลื่อนสะดือ (Umbilical Hernia) และ ภาวะโคลิกในทารก (Infantile Colic) จึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้ดูแลเด็กทุกคนจำเป็นต้องรู้ เพื่อการดูแลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์และการส่งตัวเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

กลไกทางกายวิภาคและการเกิดโรค: ทำไมลูกจึงสะดือจุกและร้องกวนไม่หยุด

1. ภาวะไส้เลื่อนสะดือในทารก (Umbilical Hernia)

ไส้เลื่อนสะดือคือความผิดปกติทางโครงสร้างของผนังหน้าท้องที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด โดยเฉพาะในทารกคลอดก่อนกำหนด (Premature infants) หรือทารกที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย ในขณะที่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา สายสะดือ (Umbilical cord) จะผ่านเข้าสู่ผนังหน้าท้องของทารกผ่านช่องว่างรอบวงแหวนสะดือ (Umbilical ring)

ภายหลังการคลอดเมื่อแพทย์ทำการตัดสายสะดือและตอสะดือหลุดออกไปแล้ว ตามธรรมชาติกล้ามเนื้อหน้าท้องและเนื้อเยื่อพังผืดรอบวงแหวนสะดือจะค่อยๆ บีบตัวเข้าหากันเพื่อปิดช่องว่างนี้อย่างสมบูรณ์ภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์แรก อย่างไรก็ตาม ในทารกบางรายกระบวนการปิดตัวของวงแหวนสะดือนี้อาจเกิดขึ้นช้าหรือปิดไม่สมบูรณ์ ทำให้ยังคงมีช่องเปิดหรือจุดที่ผนังหน้าท้องอ่อนแออยู่ เมื่อทารกมีการออกแรงเบ่ง ร้องไห้ หรือไอ ความดันในช่องท้อง (Intra-abdominal pressure) จะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ส่วนของเยื่อบุช่องท้องและลำไส้เล็กบางส่วนถูกดันให้เลื่อนผ่านช่องเปิดนี้ออกมาจนมองเห็นเป็นก้อนปูดโปนบริเวณสะดือ ซึ่งเรียกว่า สะดือจุก หรือ ไส้เลื่อนสะดือ

2. ภาวะโคลิกในทารก (Infantile Colic)

ภาวะโคลิกไม่ใช่โรคทางกายที่เฉพาะเจาะจง แต่เป็นกลุ่มอาการทางพฤติกรรมที่ทารกซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงดีทั่วไป ร้องไห้อย่างหนัก รุนแรง และต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน มักอ้างอิงตาม เกณฑ์กฎเลขสาม (Wessel Criteria หรือ Rule of Threes) คือ ทารกร้องไห้นานกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ร้องไห้มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ และมีอาการติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป

สมมติฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุของโคลิกในปัจจุบันเชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ระบบทางเดินอาหารของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เต็มที่ (Immature digestive system) ส่งผลให้เกิดปัญหาแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้ ท้องอืด หรือมีภาวะกรดไหลย้อนชั่วคราว การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติในการประมวลผลสิ่งเร้าภายนอกยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ทารกเกิดความเครียดและไม่สามารถปลอบโยนตัวเองได้ รวมถึงความสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut microbiome) ที่ยังไม่คงที่

ความรู้ทางการแพทย์ที่สำคัญ: อาการสะดือจุกโดยทั่วไปของไส้เลื่อนสะดือนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ แก่ทารกเลย และไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ลูกร้องไห้กวน แต่การที่ลูกร้องไห้อย่างรุนแรงจากภาวะโคลิกหรือความอึดอัดท้องต่างหากที่เป็นตัวเพิ่มความดันในช่องท้อง จนทำให้ไส้เลื่อนปูดโปนออกมาให้เห็นเด่นชัดขึ้นขณะร้องไห้

อาการสำคัญและการดำเนินโรค: สังเกตความแตกต่างอย่างมืออาชีพ

การแยกแยะอาการระหว่างไส้เลื่อนสะดือปกติและภาวะโคลิกจะช่วยลดความตื่นตระหนกและทำให้วางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม โดยอาการของทั้งสองภาวะมีลักษณะเด่นดังต่อไปนี้

อาการของไส้เลื่อนสะดือ (Umbilical Hernia Symptoms)

  • ลักษณะภายนอก: พบก้อนนุ่มๆ ปูดโปนออกมาบริเวณสะดือ ขนาดอาจมีตั้งแต่เท่าปลายนิ้วก้อยไปจนถึงขนาดใหญ่เท่าผลมะนาว
  • ปฏิกิริยาต่อความดัน: ก้อนจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อทารกร้องไห้ ไอ ไอจาม เบ่งอุจจาระ หรือในขณะขยับตัวแรงๆ และก้อนจะยุบตัวเล็กลงจนราบเรียบเป็นปกติเมื่อทารกสงบลงหรือหลับสนิท
  • การสัมผัส: เมื่อทารกอยู่ในอารมณ์ผ่อนคลาย หากใช้ปลายนิ้วมือกดเบาๆ บริเวณสะดือที่จุก ก้อนนั้นจะสามารถยุบกลับเข้าไปในช่องท้องได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีแรงต้าน และทารกจะไม่แสดงอาการเจ็บปวดหรือร้องไห้จ้า

อาการของภาวะโคลิก (Colic Symptoms)

  • ช่วงเวลาเกิดอาการ: มักเริ่มร้องไห้ในช่วงเวลาเดิมของวัน โดยส่วนใหญ่เป็นช่วงเย็นหรือหัวค่ำ
  • ลักษณะการร้องไห้: เป็นการร้องไห้จ้า ร้องเสียงแหลมสูง และควบคุมไม่ได้ ปลอบโยนอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดร้อง ใบหน้าของทารกจะแดงก่ำ
  • ลักษณะทางร่างกายร่วม: ทารกมักงอเข่าขึ้นมาชิดหน้าท้อง กำมือแน่น หลังแอ่นเกร็ง และหน้าท้องตึงแข็งเนื่องจากมีแก๊สสะสมอยู่มาก

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

แม้ว่าภาวะไส้เลื่อนสะดือส่วนใหญ่จะไม่มีอันตรายและยุบหายได้เอง แต่มีความเสี่ยงร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ภาวะไส้เลื่อนติดคา (Incarcerated Hernia) และ ภาวะไส้เลื่อนขาดเลือด (Strangulated Hernia) ซึ่งเกิดจากการที่อวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ลำไส้เล็ก เลื่อนไหลออกมาแล้วติดค้างอยู่ที่รูผนังหน้าท้อง ไม่สามารถเลื่อนกลับเข้าไปได้ ส่งผลให้เกิดการกดทับหลอดเลือดที่มาเลี้ยงลำไส้ จนนำไปสู่ภาวะลำไส้เน่าตายและติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง

สัญญาณเตือนภัยวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำทารกส่งห้องฉุกเฉินทันที:
  • สะดือที่ปูดโปนออกมาค้างอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา โดยไม่ยุบกลับเข้าไปเลยแม้ว่าทารกจะหยุดร้องไห้หรือหลับสนิทแล้วก็ตาม และไม่สามารถใช้นิ้วมือกดดันเบาๆ ให้กลับเข้าไปได้ (Non-reducible Hernia)
  • บริเวณผิวหนังที่ครอบคลุมสะดือจุกมีสีเปลี่ยนไป เช่น มีสีแดงเข้ม สีม่วง สีคล้ำ หรือมีลักษณะบวมแดงอักเสบอย่างชัดเจน
  • ทารกแสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสโดนก้อนสะดือ เช่น ร้องไห้จ้ากรีดร้องเสียงแหลมทันทีที่แตะต้องบริเวณนั้น
  • ทารกมีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาเจียนมีสีเขียวหรือสีเหลืองเข้มของน้ำดี (Bilious vomiting) ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะลำไส้อุดตัน
  • หน้าท้องของทารกโป่งตึงมากผิดปกติ ไม่ถ่ายอุจจาระ และไม่มีการผายลม
  • ทารกมีไข้สูง ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปฏิเสธการดื่มนมอย่างสิ้นเชิง หรือมีอาการหมดแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)

เมื่อผู้ดูแลพาทารกมาพบแพทย์ด้วยอาการสะดือจุกและร้องกวน กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อแยกแยะโรคอย่างละเอียดดังนี้

1. การซักประวัติ (Anamnesis)

แพทย์จะสอบถามลักษณะของการร้องไห้ ระยะเวลา และช่วงเวลาที่เกิดอาการเพื่อประเมินเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะโคลิก พร้อมทั้งซักประวัติการขับถ่าย ลักษณะของอุจจาระ อาการอาเจียน และพฤติกรรมการกินนมของทารก

2. การตรวจร่างกาย (Physical Examination)

การตรวจร่างกายเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการประเมินไส้เลื่อนสะดือ แพทย์จะคลำและประเมินขนาดของรูผนังหน้าท้อง (Hernial defect) ทดสอบว่าก้อนสามารถดันกลับเข้าไปได้โดยง่ายหรือไม่ (Reduction test) ตรวจสัญญาณชีพ และตรวจดูความตึงตัวของหน้าท้องเพื่อตัดภาวะช่องท้องอักเสบเฉียบพลันออกไป

3. การตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม (Imaging Studies)

ในรายที่มีข้อสงสัยว่ามีภาวะไส้เลื่อนติดคาหรือลำไส้อุดตัน แพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้:

  • การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography): เพื่อประเมินว่ามีส่วนของลำไส้หรือเนื้อเยื่อใดติดค้างอยู่ และดูว่ายังมีเลือดมาหล่อเลี้ยงอวัยวะนั้นอย่างเพียงพอหรือไม่
  • การถ่ายภาพรังสีส่วนท้อง (Abdominal X-ray): ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะลำไส้อุดตัน เพื่อดูระดับของอากาศและของเหลวในลำไส้ (Air-fluid levels)

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

แนวทางการดูแลรักษาสะดือจุกและอาการร้องกวนจะมุ่งเน้นไปที่การประคับประคองตามอาการ และการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นสำคัญ

การรักษาและดูแลภาวะไส้เลื่อนสะดือ

โดยทั่วไปแล้ว มากกว่าร้อยละ 80 ถึง 90 ของทารกที่มีภาวะไส้เลื่อนสะดือ จะมีขนาดของรูหน้าท้องที่ค่อยๆ หดแคบลงและปิดสนิทได้เองตามธรรมชาติภายในอายุ 1 ถึง 2 ปี (บางรายอาจใช้เวลาถึง 4 ปี) โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางศัลยกรรมใดๆ

การพิจารณาผ่าตัดรักษา (Herniorrhaphy): แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดเย็บซ่อมผนังหน้าท้องเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ดังนี้:

  • เกิดภาวะไส้เลื่อนติดคาหรือไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ (Incarceration) หรือมีภาวะลำไส้ขาดเลือด
  • ขนาดของรูไส้เลื่อนใหญ่กว่า 1.5 ถึง 2 เซนติเมตร และไม่มีแนวโน้มที่จะเล็กลงเมื่อทารกอายุเกิน 2 ปีขึ้นไป
  • ไส้เลื่อนยังไม่ปิดสนิทเมื่อทารกมีอายุย่างเข้า 4 ถึง 5 ปี
  • ส่งผลต่อความสวยงามหรือสร้างความกังวลอย่างมากแก่ผู้ปกครองหลังพ้นวัยที่ควรปิดตัวตามธรรมชาติ

การดูแลทารกที่มีอาการร้องกวนและโคลิกที่บ้านอย่างถูกวิธี

เพื่อบรรเทาอาการอึดอัดท้องและช่วยให้ทารกสงบลง ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ดังต่อไปนี้:

  • การจัดท่าทางหลังการให้นม: ภายหลังการดูดนมทุกครั้ง ต้องอุ้มทารกให้อยู่ในแนวตั้งเพื่อเรอเอาลมออกมา (Burping) นานอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาทีเสมอ เพื่อลดการสะสมแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • เทคนิคการปลอบโยนห้าเอส (The 5 S's Technique):
    • Swaddling: การห่อตัวทารกด้วยผ้าผืนใหญ่อย่างถูกวิธีเพื่อจำลองความรู้สึกปลอดภัยเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา
    • Side/Stomach position: การอุ้มทารกในท่านอนตะแคงหรือนอนคว่ำพาดบนแขนของผู้ดูแล (ขณะที่ทารกยังตื่นอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด)
    • Shushing: การทำเสียงกระซิบเบาๆ หรือเปิดเสียงสีขาว (White Noise) เช่น เสียงพัดลม หรือเครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยกล่อมระบบประสาท
    • Swinging: การโยกตัวหรือไกวเปลทารกอย่างนุ่มนวลและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
    • Sucking: การให้ทารกดูดจุกนมหลอก (Pacifier) เพื่อกระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความผ่อนคลาย
  • การนวดท้องไล่ลม (Infant Abdominal Massage): ใช้ปลายนิ้วนวดวนเบาๆ บนหน้าท้องของทารกตามเข็มนาฬิกา หรือทำท่าบริหารโดยจับขาลูกปั่นจักรยานอากาศ (Bicycle legs) เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้และช่วยขับถ่ายแก๊ส

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Contraindications)

ในการดูแลทารกที่มีภาวะสะดือจุกและร้องกวน ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการรักษาแบบโบราณอาจนำมาซึ่งอันตรายและภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงต่อตัวทารกได้

สิ่งต้องห้ามทางแพทย์และข้อควรระวังอย่างเข้มงวด:
  • ห้ามใช้เหรียญบาท กระดุม หรือวัตถุแข็งใดๆ มาทับแล้วพันกดสะดือไว้เด็ดขาด: นี่เป็นความเชื่อโบราณที่อันตรายมาก การกดทับสะดืออย่างถาวรนอกจากจะไม่ช่วยให้รูไส้เลื่อนปิดเร็วขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง และที่สำคัญที่สุดคืออาจไปกดทับลำไส้ที่อยู่ภายในจนทำให้เกิดการขาดเลือดและเน่าตายได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ให้ลูกรับประทานเองเด็ดขาด: อาการสะดือจุกและร้องโคลิกไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังไปทำลายสมดุลจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ซึ่งอาจส่งผลให้อาการปวดท้องและร้องกวนแย่ลงกว่าเดิม
  • การใช้ยาลดไข้/บรรเทาปวดพาราเซตามอล (Paracetamol): ห้ามใช้พาราเซตามอลเพื่อรักษาอาการร้องโคลิกโดยพลการโดยไม่ได้ประเมินสาเหตุอื่น การให้ยาแก้ปวดต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางแพทย์เท่านั้น และต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของทารกอย่างเคร่งครัด (ปริมาณมาตรฐานคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง)
  • ห้ามเขย่าหรือสั่นตัวทารกอย่างรุนแรง (Shaken Baby Syndrome): การที่ทารกร้องไห้ไม่หยุดอาจสร้างความเครียดและเหนื่อยล้าให้กับผู้ดูแล แต่การเขย่าตัวเด็กแรงๆ เพื่อหวังให้หยุดร้องอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บทางสมองอย่างถาวร เลือดออกในสมอง และความพิการตามมา

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพในระยะยาว

แม้ว่าการเกิดภาวะไส้เลื่อนสะดือจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากเป็นปัจจัยทางกายวิภาคตั้งแต่กำเนิด แต่ผู้ดูแลสามารถดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด และลดความรุนแรงของการร้องกวนได้ดังนี้

1. การปรับโภชนาการและพฤติกรรมการป้อนนม

  • สำหรับทารกที่ดื่มนมแม่ มารดาควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่อาจกระตุ้นให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหาร เช่น หัวหอม กะหล่ำปลี ถั่ว หรือผลิตภัณฑ์จากนมวัวและคาเฟอีนหากสังเกตพบความสัมพันธ์กับอาการร้องกวนของลูก
  • สำหรับทารกที่ดื่มนมผง ควรเลือกขวดนมชนิดที่มีวาล์วลดโอกาสการกลืนลม (Anti-colic bottles) และหลีกเลี่ยงการป้อนนมขณะทารกหิวจัดจนเกินไป เพราะจะทำให้ทารกกลืนอากาศเข้าไปในกระเพาะอาหารปริมาณมากขณะดูดนม

2. การใช้จุลินทรีย์สุขภาพ (Probiotics)

มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่สนับสนุนว่า การให้จุลินทรีย์สุขภาพสายพันธุ์เฉพาะ เช่น จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส รอยเทอรี (Lactobacillus reuteri DSM 17938) อาจมีส่วนช่วยลดระยะเวลาการร้องไห้ในทารกที่มีภาวะโคลิกที่ดื่มนมแม่ได้ โดยช่วยปรับสมดุลและลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร ทั้งนี้ควรปรึกษากุมารแพทย์ผู้รักษาก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ

3. การทำท่าฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อหน้าท้อง (Tummy Time)

เมื่อตอสะดือของทารกหลุดและแผลแห้งสนิทดีแล้ว การจัดท่าให้ทารกนอนคว่ำ (Tummy Time) ขณะที่ตื่นอยู่และมีผู้ดูแลใกล้ชิด จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและส่วนหลัง ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนกระบวนการปิดตัวตามธรรมชาติของวงแหวนสะดือได้ดียิ่งขึ้น

คำแนะนำจากกุมารแพทย์: ภาวะสะดือจุกที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร่วมกับการร้องไห้โคลิก มักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปได้เองเมื่อทารกมีอายุเข้าสู่ช่วง 3 ถึง 4 เดือน เนื่องจากทางเดินอาหารเริ่มทำงานได้คงที่มากขึ้นและหน้าท้องแข็งแรงขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจและการเฝ้าระวังอย่างมีสติของผู้ปกครอง

กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

หากลูกน้อยของคุณมีอาการสะดือจุกและร้องกวนไม่หยุด ให้ปฏิบัติตามแนวทางการประเมินและดูแลตามลำดับขั้นตอนต่อไปนี้:

  1. ขั้นตอนที่ 1: ตรวจเช็กสัญญาณอันตราย (Red Flags Check)

    สังเกตที่สะดือของลูกทันที ลองใช้นิ้วสะอาดกดเบาๆ ดูว่าสะดือยอมยุบกลับเข้าไปในท้องหรือไม่ มีสีแดงหรือม่วงคล้ำหรือไม่ และทารกกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดขณะกดสัมผัสหรือไม่ หากมีข้อใดข้อหนึ่ง ให้งดให้นมและน้ำ แล้วรีบพาไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันที

  2. ขั้นตอนที่ 2: จัดการกับแก๊สในกระเพาะอาหาร (Gas Relief)

    หากสะดือยังนุ่มและดันกลับได้ปกติ ให้จับทารกเรอ ทำการนวดท้องเบาๆ เป็นรูปตัวยูคว่ำตามแนวลำไส้ใหญ่ หรือทำท่าถีบจักรยานอากาศเพื่อช่วยขับลม

  3. ขั้นตอนที่ 3: ปลอบประโลมลดสิ่งกระตุ้น (Soothing)

    ใช้หลักการห่อตัว ปิดไฟให้สลัว ลดเสียงรบกวน เปิดเสียงพัดลมหรือเสียงน้ำไหลเบาๆ อุ้มโยกตัวช้าๆ ในแนวตั้งเพื่อให้ลูกผ่อนคลาย

  4. ขั้นตอนที่ 4: บันทึกข้อมูลอาการเพื่อปรึกษาแพทย์

    จดบันทึกเวลาและระยะเวลาของการร้องไห้ รวมถึงลักษณะการขับถ่ายเพื่อนำไปปรึกษากุมารแพทย์ในการตรวจติดตามอาการตามนัดครั้งต่อไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down