ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกปัสสาวะแสบขัดหรือมีไข้สูง: สัญญาณเตือนโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection หรือ UTI) เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พบบ่อยและมีความสำคัญอย่างมากในวัยเด็ก โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก อาการของโรคนี้มักจะไม่จำเพาะเจาะจงเหมือนในผู้ใหญ่ ทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจละเลยหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นอาการไข้หวัดธรรมดา หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อโรคอาจลุกลามขึ้นไปยังกรวยไตจนทำให้เกิดการติดเชื้อในไต (Pyelonephritis) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแผลเป็นที่เนื้อไต (Renal Scarring) ความดันโลหิตสูง และภาวะไตเสื่อมในอนาคตได้ บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ปกครองสังเกตอาการ เข้าใจกลไกของโรค และรู้วิธีรับมือได้อย่างถูกต้องที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก

ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ สาเหตุหลักของการติดเชื้อในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากการลุกลามของแบคทีเรียจากบริเวณรอบท่อปัสสาวะเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุอันดับหนึ่งคือเชื้อแบคทีเรียเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli หรือ E. coli) ซึ่งปกติอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่และบริเวณทวารหนัก

ในเด็กเล็ก โครงสร้างทางกายวิภาคและสุขอนามัยยังไม่สมบูรณ์ เช่น เด็กหญิงมักมีท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายเข้ามาได้ง่าย ส่วนในเด็กชายที่ไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ อาจมีความเสี่ยงต่อการสะสมของเชื้อแบคทีเรียสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางกายวิภาคที่สำคัญคือ ภาวะกรดไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นสู่ท่อไต (Vesicoureteral Reflux หรือ VUR) ซึ่งทำให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับและนำพาเชื้อแบคทีเรียขึ้นไปสู่ไตได้ง่าย รวมถึงภาวะการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เช่น การกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ หรือท้องผูกเรื้อรังที่ไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะค้างและเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียชั้นดี

อาการสำคัญและระยะของการดำเนินโรค

อาการของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กจะมีความแตกต่างกันอย่างมากตามช่วงอายุ ซึ่งคุณพ่อคุณควรทำความเข้าใจเพื่อการสังเกตที่แม่นยำ

อาการในทารกและเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 2 ปี)

ทารกยังไม่สามารถสื่อสารความเจ็บปวดหรืออาการแสบขัดได้ อาการจึงมักไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่

  • มีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจเป็นอาการเดียวที่พบ
  • งอแงผิดปกติ ร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเวลากล่อมหรือขณะปัสสาวะ
  • เบื่ออาหาร ดูดนมน้อยลง น้ำหนักตัวลดลงหรือไม่ยอมโตตามเกณฑ์
  • อาเจียน ท้องเสีย หรือมีภาวะดีซ่านในทารกแรกเกิด
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นฉุนผิดปกติ สีขุ่น หรือมีเลือดปน

อาการในเด็กโต (อายุ 2 ปีขึ้นไป)

เด็กโตสามารถสื่อสารอาการได้ชัดเจนขึ้น อาการจึงเริ่มมีความจำเพาะเจาะจงกับระบบทางเดินปัสสาวะมากขึ้น ได้แก่

  • ปัสสาวะแสบขัด ปวด หรือรู้สึกร้อนบริเวณท่อปัสสาวะขณะถ่าย
  • ปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้นแต่ปริมาณน้อยในแต่ละครั้ง
  • ปั้นปัสสาวะไม่ออก หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้จนมีอาการปัสสาวะรดที่นอน (New-onset Enuresis)
  • ปวดท้องน้อย ปวดบริเวณบั้นเอว หรือปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่ลุกลามถึงไต
  • มีไข้หนสั่น อ่อนเพลีย
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาลูกพบแพทย์ทันที:
  • ไข้สูงมากเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกินสามวันโดยไม่ลดลง
  • เด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมตอบสนอง
  • มีอาการชักร่วมกับไข้สูง
  • อาเจียนพุ่ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มนมได้เลย จนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • ริมฝีปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกเลยนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนอกบุ๋ม ซึ่งอาจแสดงถึงการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด (Sepsis)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อลูกน้อยมีอาการสงสัยว่าติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันโรคและหาสาเหตุที่แท้จริง

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามลักษณะการปัสสาวะ ระยะเวลาที่มีไข้ ประวัติการขับถ่าย และตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงการคลำบริเวณท้องน้อยและบั้นเอว
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ
  • การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture): เพื่อระบุชนิดของแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุและทดสอบความไวของยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Sensitivity) การเก็บปัสสาวะในเด็กเล็กอาจต้องใช้วิธีการใส่สายสวนปัสสาวะหรือการเจาะเหนือหัวหน่าว (Suprapubic Aspiration) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อบริเวณผิวหนัง
  • การตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม: ในเด็กเล็กที่เป็นครั้งแรก หรือเด็กที่มีการติดเชื้อซ้ำซ้อน แพทย์อาจพิจารณาทำอัลตราซาวนด์ไตและกระเพาะปัสสาวะ (Ultrasound) หรือการฉีดสีดูภาวะกรดไหลย้อน (VCUG - Voiding Cystourethrogram) เพื่อค้นหาความผิดปกติทางกายวิภาค

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กต้องอาศัยการดูแลอย่างเคร่งครัดจากแพทย์เฉพาะทาง

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อแบคทีเรีย มักเป็นรูปแบบรับประทานหากอาการไม่รุนแรง แต่หากเป็นทารกแรกเกิด เด็กเล็กมาก หรือมีการติดเชื้อในไตและกระแสเลือดร่วมด้วย อาจต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ
  • การรักษาตามอาการ: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเพื่อบรรเทาอาการไข้และอาการปวด
  • การดูแลและการพยาบาลที่บ้าน: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสมและบ่อยครั้ง เพื่อช่วยขับเชื้อแบคทีเรียออกจากกระเพาะปัสสาวะ ห้ามให้เด็กกลั้นปัสสาวะ และควรทำความสะอาดร่างกายอย่างถูกวิธีทุกครั้งหลังขับถ่าย
คำแนะนำจากคุณหมอเกี่ยวกับการใช้ยา:

ห้ามหยุดยาปฏิชีวนะเองเด็ดขาดแม้ว่าอาการไข้จะหายไปหรือลูกจะดูเป็นปกติแล้ว การให้ยาต้องครบตามกำหนดเวลาของแพทย์ทุกประการ (โดยทั่วไปประมาณเจ็ดถึงสิบสี่วัน) เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาติดเชื้อซ้ำ นอกจากนี้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายซินโดรม (Reye's Syndrome) และควรระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟนในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำหรือมีการติดเชื้อที่ไต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน

  • ฝึกสุขอนามัยในการขับถ่าย: สอนให้เด็กทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอหลังการขับถ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักแพร่เข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • ส่งเสริมให้ดื่มน้ำเพียงพอ: การดื่มน้ำสะอาดตลอดวันช่วยเจือจางปัสสาวะและขับแบคทีเรียออกก่อนที่จะเกิดการติดเชื้อ
  • รักษาอาการท้องผูก: ป้องกันและรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังด้วยการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เพื่อไม่ให้ลำไส้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยอุจจาระไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ
  • หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง: งดการใช้สบู่ที่มีน้ำหอมรุนแรง แชมพู หรือผลิตภัณฑ์ตีฟองในอ่างอาบน้ำเด็ก ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณท่อปัสสาวะ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

แนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ในการสังเกตและรับมือ:
  • หมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูก เช่น การร้องกวนขณะปัสสาวะ กลิ่นปัสสาวะที่เปลี่ยนไป หรือไข้สูงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะทันที ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะให้ทานเอง
  • หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต้องให้ลูกรับประทานยาปฏิชีวนะจนครบกำหนดตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ดูแลความสะอาดรอบตัวเด็กอย่างสม่ำเสมอ และสนับสนุนให้ลูกดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน
  • พาเด็กไปตรวจติดตามอาการตามนัดหมายของแพทย์เพื่อประเมินความหายขาดและตรวจหาความผิดปกติต่อไป
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down