ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นอีสุกอีใส: ความเข้าใจที่ถูกต้องและการรับมืออย่างปลอดภัย

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยมากในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงอายุสี่ถึงสิปปี แม้ว่าโรคนี้ส่วนใหญ่จะหายได้เองและมีอาการไม่รุนแรง แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่แล้ว การเห็นลูกน้อยมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามตัว มีอาการคันทรมาน และกังวลเรื่องรอยแผลเป็นที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิตถือเป็นความเครียดไม่น้อย บทความนี้จึงรวบรวมแนวทางการดูแลรักษาตุ่มน้ำใส วิธีการทาแผลไม่ให้เป็นแผลเป็น และข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างละเอียด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกรักได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามหลักการแพทย์

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus หรือ VZV) ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูลเดียวกับเชื้อเริม เชื้อนี้มีความสามารถในการติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอ หรือการจาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงกับน้ำใสจากตุ่มแผลของผู้ป่วย

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุทางเดินหายใจ ไวรัสจะเพิ่มจำนวนในต่อมน้ำเหลืองก่อนจะกระจายตัวเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปยังผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบจนกลายเป็นตุ่มน้ำใส ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ช่วงหนึ่งถึงสองวันก่อนที่ผื่นจะปรากฏขึ้น จนกระทั่งตุ่มน้ำทั้งหมดตกสะเก็ดแห้งสนิท ซึ่งมักใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ถึงสิบวัน หลังจากหายป่วยแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะยังคงหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกาย และอาจกลับมาแสดงอาการใหม่ในรูปแบบของโรคงูสละ (Shingles) ได้เมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายลดลงในวัยผู้ใหญ่

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

อาการของโรคอีสุกอีใสจะแสดงออกเป็นลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคได้ทันท่วงที

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Stage): มักเกิดขึ้นก่อนมีผื่นหนึ่งถึงสองวัน เด็กอาจมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีอาการเจ็บคอคล้ายไข้หวัด
  • ระยะออกผื่นและตุ่มน้ำ (Eruptive Stage): เริ่มมีผื่นแดงราบขึ้นตามใบหน้า ลำตัว แขนและขาอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่นานผื่นแดงจะกลายเป็นตุ่มนูน และพัฒนากลายเป็นตุ่มน้ำใสที่มีฐานสีแดง (Dewdrop on a rose petal) มีอาการคันมาก จากนั้นตุ่มน้ำจะขุ่นขึ้นและเริ่มยุบตัวลง
  • ระยะตกสะเก็ดและฟื้นตัว (Crusting and Healing Stage): ตุ่มน้ำจะแตกออกหรือแห้งลงกลายเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล สะเก็ดเหล่านี้จะหลุดลอกออกไปเองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น หากไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้โรคอีสุกอีใสจะไม่อันตรายในเด็กสุขภาพดีทั่วไป แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการเตือนอันตรายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

  • ไข้สูงลอยเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ยอมลดหลังจากทานยาลดไข้
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น พูดเพ้อ สับสน
  • มีอาการชักเกร็ง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก หรือมีอาการอกบุ๋ม
  • ตุ่มน้ำมีอาการอักเสบติดเชื้อรุนแรง มีหนองไหล บวมแดงร้อนรอบตุ่ม
  • มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ออกจากบ้านนานเกินห ชั่วโมง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มเอ็นเซดส์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในการลดไข้เท่านั้น

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

ในกรณีส่วนใหญ่ กุมารแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสได้จากการซักประวัติและการตรวจร่างกายโดยดูจากลักษณะทางคลินิกของผื่นและตุ่มน้ำที่มีหลายระยะปะปนกันบนผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติรุนแรง มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือแพทย์ต้องการยืนยันการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ อาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำสเมียร์รอยโรค (Tzanck smear) หรือการตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR Test) จากน้ำในตุ่มแผล

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลตุ่มน้ำใส

การรักษาโรคอีสุกอีใสในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ

คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาที่บ้านเน้นการป้องกันไม่ให้เด็กเกาตุ่มน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นหลุมและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่แผล

การให้ยาลดไข้ควรใช้ยาพาราเซตามอลในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้หรือปวดตัว สำหรับอาการคัน แพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาแก้แพ้ชนิดลดน้ำมูกและแก้คัน (Antihistamines) เพื่อช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้นในเวลากลางคืน

การดูแลผิวหนังและตุ่มน้ำใสมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • ตัดเล็บของเด็กให้สั้นและสะอาดอยู่เสมอ หรือใส่ถุงมือผ้าให้เด็กเล็กในเวลานอนเพื่อป้องกันการเผลอเกาจนแผลถลอก
  • อาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่นค่อนไปทางเย็น ใช้สบู่อ่อนโยนที่ไม่มีสารเคมีระคายเคือง หลีกเลี่ยงการถูตัวแรงๆ ให้ใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆ ให้แห้ง
  • สามารถใช้โลชั่นคาลาไมน์ (Calamine Lotion) ทาบางๆ บริเวณตุ่มน้ำเพื่อช่วยบรรเทาอาการคันและทำให้ตุ่มแห้งเร็วขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการทาบริเวณใกล้ดวงตา
  • หากตุ่มน้ำแตกออก ไม่ควรแกะสะเก็ด ให้ปล่อยให้แห้งและหลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติ

วิธีทาแผลไม่ให้เป็นแผลเป็น

ความกังวลใจสูงสุดของพ่อแม่คือการที่ลูกรักมีรอยแผลเป็นหลุมสิวหรือรอยด่างดำจากอีสุกอีใส วิธีการป้องกันและดูแลแผลไม่ให้เกิดแผลเป็นถาวรมีหลักการสำคัญดังนี้

  • ห้ามแกะหรือเกาเด็ดขาด: การแกะสะเก็ดหรือเกาตุ่มน้ำที่กำลังตกสะเก็ด จะทำให้เนื้อเยื่อชั้นหนังแท้ได้รับความเสียหาย และขัดขวางกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ส่งผลให้เกิดแผลเป็นหลุมลึก (Atrophic scar) ที่รักษาให้หายขาดยาก
  • รักษาความชุ่มชื้นเมื่อแผลเริ่มแห้ง: เมื่อตุ่มน้ำตกสะเก็ดและสะเก็ดเริ่มหลุดออกจนเห็นผิวสีชมพูอ่อนๆ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ควรเริ่มทาผลิตภัณฑ์ลดเลือนรอยแผลเป็น เช่น เจลลดรอยแผลเป็นที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอม ซิลิคอนเจล (Silicone gel) หรือวิตามินอี เพื่อช่วยปรับสภาพเนื้อเยื่อและลดการสร้างคอลลาเจนที่ผิดปกติ
  • ปกป้องผิวจากแสงแดด: ผิวหนังบริเวณที่เพิ่งหายจากอีสุกอีใสจะมีความบอบบางและไวต่อแสงแดดมาก หากโดนแดดเลียจะทำให้เกิดรอยดำคล้ำ (Post-inflammatory hyperpigmentation) ที่ใช้เวลานานมากกว่าจะจางหาย ดังนั้นควรทาครีมกันแดดสำหรับเด็กหรือหลีกเลี่ยงการให้ผิวสัมผัสแสงแดดโดยตรง

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การป้องกันโรคอีสุกอีใสที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella Vaccine) วัคซีนนี้แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่สิบสองถึงสิบแปดเดือน โดยควรฉีดเข็มที่สองกระตุ้นในช่วงอายุสี่ถึงหกปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูงและป้องกันการติดเชื้อในอนาคต หากได้รับเชื้อ อาการจะมีความรุนแรงน้อยลงและมีตุ่มน้ำจำนวนไม่มาก นอกจากนี้ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือให้สะอาด การหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส และการไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน ก็เป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดการแพร่กระจายของโรคในโรงเรียนและชุมชน

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

  • ทำความเข้าใจว่าโรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มักหายได้เอง แต่ต้องเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนและสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด ใช้เฉพาะพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว
  • ตัดเล็บเด็กให้สั้น ป้องกันการเกา และดูแลตุ่มน้ำด้วยความนุ่มนวลเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • ใช้คาลาไมน์บรรเทาอาการคัน และเมื่อแผลตกสะเก็ดหลุดแล้วให้เริ่มทาเจลลดรอยแผลเป็นร่วมกับการปกป้องผิวจากแสงแดด
  • พาเด็กรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสตามกำหนดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down