เมื่อลูกชายก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม: การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ
การเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น (Puberty) นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะในเด็กชายที่มักเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ในช่วงอายุประมาณ 9 ถึง 14 ปี หนึ่งในสัญญาณที่เด่นชัดและสร้างความกังวลใจให้กับทั้งตัวเด็กและผู้ปกครองคือการที่ ลูกชายเสียงแตกหนุ่มพร้อมมีสิวขึ้นเต็มหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความสวยงามหรือบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น แต่เป็นกระจกสะท้อนถึงการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ภายในร่างกายที่กำลังพัฒนาอย่างเต็มที่
ทางการแพทย์ถือว่าอาการเหล่านี้เป็นพัฒนาการตามธรรมชาติ แต่ในบางกรณี ความรุนแรงของสิวและอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วเกินไปอาจเป็นสัญญาณของภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือโรคผิวหนังที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์เฉพาะทาง การเข้าใจกลไกที่แท้จริงจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง ลดความวิตกกังวล และส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างมีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ
กลไกทางสรีรวิทยาและการทำงานของฮอร์โมน: เบื้องหลังเสียงที่เปลี่ยนไปและปัญหาสิว
การเริ่มต้นของวัยแรกรุ่นถูกควบคุมโดยระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ ซึ่งเริ่มจากสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) หลั่งฮอร์โมนจีเอ็นอาร์เอช (Gonadotropin-Releasing Hormone หรือ GnRH) ออกมาเป็นจังหวะ เพื่อกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior Pituitary Gland) ให้หลั่งฮอร์โมนแอลเอช (Luteinizing Hormone หรือ LH) และเอฟเอสเอช (Follicle-Stimulating Hormone หรือ FSH) ฮอร์โมนเหล่านี้จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปกระตุ้นอัณฑะ (Testes) ให้ผลิตอสุจิและหลั่งฮอร์โมนเพศชายหลักคือ เทสโทสเตอโรน (Testosterone)
กลไกการเกิดเสียงแตกหนุ่ม (Voice Deepening)
เมื่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้น ฮอร์โมนนี้จะส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างของกล่องเสียง (Larynx) และเส้นเสียง (Vocal Cords) ทำให้กระดูกอ่อนของกล่องเสียง โดยเฉพาะกระดูกอ่อนธัยรอยด์ (Thyroid Cartilage) ขยายขนาดใหญ่ขึ้นและยื่นออกมาด้านหน้า กลายเป็นลูกกระเดือก (Adam's Apple) ที่เห็นได้ชัดเจน ในขณะเดียวกัน เส้นเสียงจะมีความหนาขึ้นและยาวขึ้น ส่งผลให้ความถี่ของเสียงต่ำลง เสียงจึงทุ้มและลึกขึ้น ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงนี้ กล้ามเนื้อกล่องเสียงยังปรับตัวไม่ทันกับการเจริญเติบโตของโครงสร้างกระดูกอ่อน จึงทำให้เกิดภาวะเสียงแหบ เสียงควบคุมไม่ได้ หรือที่เรียกว่า เสียงแตกหนุ่ม (Vocal Instability หรือ Voice Cracking)
กลไกการเกิดสิวอย่างรุนแรง (Pathophysiology of Acne Vulgaris)
ฮอร์โมนเพศชายกลุ่มแอนโดรเจน (Androgens) โดยเฉพาะ ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (Dihydrotestosterone หรือ DHT) จะเข้าจับกับตัวรับที่ต่อมไขมัน (Sebaceous Glands) บริเวณใบหน้า หน้าอก และหลัง ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางพยาธิสภาพ 4 ประการ ดังนี้:
- การผลิตน้ำมันส่วนเกิน (Sebum Hypersecretion): ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้นและผลิตน้ำมัน (Sebum) ออกมามากผิดปกติ ทำให้ผิวหน้ามันเยิ้ม
- การหนาตัวของชั้นขี้ไคลที่ท่อเปิดต่อมไขมัน (Follicular Hyperkeratinization): เซลล์ผิวหนังบริเวณรูขุมขนหลุดลอกผิดปกติและจับตัวกันแน่น ขวางทางระบายของน้ำมัน ก่อให้เกิดสิวอุดตัน (Comedones)
- การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Colonization of Cutibacterium acnes): แบคทีเรียประจำถิ่นชนิดไม่พึ่งพาออกซิเจนที่ชื่อ คิวติแบคทีเรียม แอคเนส (Cutibacterium acnes หรือ C. acnes) เจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วโดยใช้น้ำมันส่วนเกินเป็นแหล่งพลังงาน
- กระบวนการอักเสบ (Inflammation): การขยายพันธุ์ของแบคทีเรียและการแตกตัวของผนังรูขุมขนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้เกิดสิวอักเสบชนิดตุ่มแดง (Papules) ตุ่มหนอง (Pustules) และสิวหัวช้างขนาดใหญ่ (Nodules หรือ Cysts)
อาการสำคัญและระยะของการเปลี่ยนแปลงในวัยเจริญพันธุ์
การประเมินพัฒนาการทางเพศของเด็กชายทางการแพทย์จะใช้เกณฑ์มาตรฐานที่เรียกว่า การประเมินระยะแทนเนอร์ (Tanner Staging หรือ Sexual Maturity Rating) ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โดยอาการเสียงแตกหนุ่มและปัญหาสิวมักจะเกิดขึ้นในระยะเฉพาะดังนี้:
- ระยะที่ 1 (Tanner Stage 1): วัยก่อนแรกรุ่น ร่างกายยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเพศที่เด่นชัด
- ระยะที่ 2 (Tanner Stage 2): เริ่มก้าวเข้าสู่วัยรุ่น (อายุประมาณ 9-11 ปี) อัณฑะเริ่มขยายขนาด มีขนอ่อนขึ้นบริเวณโคนอวัยวะเพศ
- ระยะที่ 3 (Tanner Stage 3): อวัยวะเพศขยายขนาดตามยาว ร่างกายส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Growth Spurt) เริ่มมีกลิ่นตัว และเริ่มมีเสียงแหบพร่าหรือเสียงแตกหนุ่ม รวมถึงเริ่มพบสิวอุดตันและสิวอักเสบเล็กน้อยบนใบหน้า
- ระยะที่ 4 (Tanner Stage 4): อัณฑะและอวัยวะเพศขยายขนาดใหญ่ขึ้น สีผิวบริเวณถุงอัณฑะคล้ำลง มีขนรักแร้และขนหน้าแข้ง เสียงทุ้มต่ำลงอย่างถาวร และเป็นช่วงที่ฮอร์โมนแอนโดรเจนพุ่งสูงที่สุด ส่งผลให้สิวอักเสบและสิวหัวช้างรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ระยะที่ 5 (Tanner Stage 5): ร่างกายพัฒนาเต็มที่เทียบเท่าผู้ใหญ่ อัตราการเพิ่มส่วนสูงเริ่มชะลอตัว เสียงมีความเสถียร และปัญหาสิวอาจเริ่มลดความรุนแรงลงตามความสมดุลของฮอร์โมนที่คงที่ขึ้น
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางทันที (Red Flag Symptoms)
แม้ว่าการมีสิวและเสียงแตกหนุ่มจะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติบางประการที่อาจบ่งชี้ถึงโรคระบบต่อมไร้ท่อ หรือภาวะแทรกซ้อนทางจิตใจที่รุนแรง หากพบสัญญาณเตือน (Red Flags) ต่อไปนี้ ควรรีบนำลูกชายเข้าพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว:
- ภาวะหนุ่มก่อนวัยผิดปกติ (Precocious Puberty): มีเสียงแตกหนุ่ม อัณฑะขยายตัว หรือมีขนบริเวณอวัยวะเพศก่อนอายุ 9 ปี ซึ่งอาจเกิดจากเนื้องอกในสมอง ต่อมหมวกไต หรือความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ
- ภาวะเป็นหนุ่มช้ากว่าปกติ (Delayed Puberty): ไม่มีสัญญาณของการเข้าสู่วัยหนุ่มเลยเมื่ออายุครบ 14 ปี ซึ่งอาจสะท้อนถึงภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ (Hypogonadism) หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ
- สิวอักเสบรุนแรงชนิดสิวตระกูลรุนแรง (Acne Conglobata หรือ Acne Fulminans): มีสิวอักเสบขนาดใหญ่เป็นหนองติดต่อกันเป็นแผง มีไข้ร่วมด้วย ปวดข้อ หรือผิวหนังมีการเน่าเปื่อย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางผิวหนัง
- ภาวะซึมเศร้าและสูญเสียความมั่นใจอย่างรุนแรง (Severe Psychological Distress): เด็กมีพฤติกรรมแยกตัวจากสังคม ไม่ยอมไปโรงเรียนเนื่องจากอายสิว พูดถึงตัวเองในแง่ลบ หรือมีสัญญาณของโรคซึมเศร้า (Depression)
- ความสูงหยุดชะงักอย่างรวดเร็วผิดปกติ: ร่างกายหยุดสูงเร็วเกินไปหลังจากเสียงแตกหนุ่ม ซึ่งอาจเกิดจากกระดูกปิดเร็วกว่ากำหนดอันเนื่องมาจากระดับฮอร์โมนเพศที่สูงเกินไป
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)
เมื่อเข้าพบแพทย์เฉพาะทาง เช่น กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ (Pediatric Endocrinologist) หรือแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง (Dermatologist) แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบดังนี้:
- การซักประวัติอย่างละเอียด (Clinical History): สอบถามระยะเวลาที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ประวัติการเจริญเติบโต ประวัติสิวและประวัติฮอร์โมนในครอบครัว พฤติกรรมการดูแลผิวหนัง และผลกระทบทางจิตใจ
- การตรวจร่างกาย (Physical Examination): ประเมินระยะการพัฒนาทางเพศตามเกณฑ์ Tanner Staging ตรวจวัดระดับความสูงและน้ำหนักเพื่อนำมาพล็อตลงในกราฟการเจริญเติบโต (Growth Chart) เพื่อดูความเร็วของการเพิ่มส่วนสูง (Height Velocity)
- การประเมินอายุกระดูก (Bone Age Assessment): ในกรณีที่สงสัยว่าหนุ่มก่อนวัยหรือหนุ่มช้า แพทย์จะทำการส่งตรวจเอกซเรย์มือและข้อมือข้างซ้ายเพื่อประเมินอายุของกระดูกเทียบกับอายุจริง ซึ่งจะช่วยทำนายความสูงสุดท้ายเมื่อเป็นผู้ใหญ่ (Predicted Adult Height)
- การตรวจวิเคราะห์ระดับฮอร์โมนในเลือด (Hormonal Profiling): เจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนต่างๆ เช่น เทสโทสเตอโรน (Total/Free Testosterone), แอลเอช (LH), เอฟเอสเอช (FSH), และฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต (DHEAS) เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติ
- การประเมินรอยโรคผิวหนัง (Dermatological Evaluation): จำแนกประเภทของสิวและความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)
การรักษาและดูแลอาการ ลูกชายเสียงแตกหนุ่มพร้อมมีสิวขึ้นเต็มหน้า ต้องทำควบคู่กันทั้งการรักษาทางยาภายใต้การดูแลของแพทย์และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลตนเองที่บ้านอย่างถูกวิธี
การรักษาปัญหาสิวด้วยวิธีทางการแพทย์
การรักษาความรุนแรงของสิวจะแบ่งตามระดับอาการของรอยโรค:
- กลุ่มสิวอุดตันและสิวอักเสบเล็กน้อย (Mild Acne):
- ใช้ยาทาเฉพาะกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Topical Retinoids) เช่น อะดาพาลีน (Adapalene) หรือ ทรีทิโนอิน (Tretinoin) เพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน
- ใช้ยาทาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. acnes และลดการอักเสบ
- ยาทาปฏิชีวนะเฉพาะที่ เช่น คลินดามัยซิน (Clindamycin) ร่วมกับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา
- กลุ่มสิวอักเสบปานกลางถึงรุนแรง (Moderate to Severe Acne):
- แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) หรือ ลิเมไซคลิน (Lymecycline) เพื่อลดการอักเสบและจำนวนแบคทีเรีย โดยจำกัดการใช้ไม่เกิน 3-4 เดือน
- ในรายที่สิวรุนแรงมาก เป็นสิวหัวช้าง หรือดื้อต่อการรักษาอื่นๆ แพทย์ผิวหนังจะพิจารณาให้ยาไอโซเตรติโนอิน (Isotretinoin) ซึ่งเป็นยาที่ควบคุมการหลั่งน้ำมันและลดขนาดต่อมไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง
การดูแลผิวพรรณที่บ้านอย่างถูกหลักการแพทย์
- การทำความสะอาดผิวหน้า: ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ด้วยสบู่อ่อนโยนหรือเจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยนที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างใกล้เคียงผิวหนัง (pH 5.5) หลีกเลี่ยงการขัดถูหน้าแรงๆ
- การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว: เลือกมอยส์เจอไรเซอร์สูตรปราศจากน้ำมัน (Oil-Free) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-Comedogenic) เพื่อรักษาเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier)
- การป้องกันแสงแดด: ยารักษาสิวหลายชนิดทำให้ผิวไวต่อแสงแดด จึงจำเป็นต้องทาครีมกันแดดสูตรปราศจากน้ำมันที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำทุกวัน
- การดูแลเส้นเสียงและเสียงแตกหนุ่ม: แนะนำให้เด็กดื่มน้ำสะอาดอุณหภูมิห้องในปริมาณที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงการตะโกนหรือเค้นเสียงข้ามช่วงระดับเสียงธรรมชาติเพื่อป้องกันกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
ความเข้าใจผิดในการดูแลผิวพรรณมักทำให้อาการสิวแย่ลงและทิ้งรอยแผลเป็นถาวรที่รักษายาก ต่อไปนี้คือสิ่งที่ต้องห้ามทำโดยเด็ดขาด:
- ห้ามบีบ แกะ หรือเค้นสิวเด็ดขาด: การบีบสิวจะทำให้ผนังรูขุมขนที่อักเสบแตกออก ส่งผลให้หนองและแบคทีเรียแพร่กระจายลงลึกไปในชั้นผิวหนังแท้ ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงขึ้น เกิดแผลเป็นหลุมสิว (Atrophic Scars) หรือคีลอยด์ (Keloids) ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายๆ
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาทาสเตียรอยด์มาใช้เอง: การซื้อยาทาสเตียรอยด์มาทาสิวอาจทำให้สิวดูยุบลงชั่วคราว แต่จะส่งผลให้เกิดสิวสเตียรอยด์ (Steroid Acne) ผิวหน้าบาง และเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนในระยะยาว
- หลีกเลี่ยงการใช้สครับเม็ดหยาบขัดหน้า: การขัดผิวหน้าในขณะที่มีสิวอักเสบจะทำให้ผิวหนังระคายเคืองและกระตุ้นให้สิวอักเสบมากยิ่งขึ้น
- ห้ามปล่อยปละละเลยปัญหาสิวโดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่น: ปัญหาสิวที่รุนแรงสามารถทำลายความมั่นใจในตนเองของเด็กอย่างถาวร นำไปสู่โรคซึมเศร้าและการสูญเสียโอกาสทางสังคม
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Nutrition)
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและโภชนาการมีบทบาทอย่างมากในการควบคุมระดับฮอร์โมนและลดความรุนแรงของสิว:
- โภชนาการที่ช่วยลดสิว (Anti-Acne Nutrition):
- ลดการบริโภคอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (High Glycemic Index Foods) เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ขนมปังขาว เนื่องจากอาหารเหล่านี้จะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินและอินซูลินไลค์โกรทแฟคเตอร์-1 (IGF-1) ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น
- จำกัดการบริโภคนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวในรายที่สังเกตพบว่ากระตุ้นให้เกิดสิว เนื่องจากนมวัวมีสารและฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตที่อาจส่งผลต่อต่อมไขมัน
- เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีสังกะสี (Zinc) และโอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acids) เช่น ปลาทะเล ถั่ว และธัญพืช ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบตามธรรมชาติ
- การนอนหลับพักผ่อน: ร่างกายควรได้รับการนอนหลับอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน การนอนหลับที่เพียงพอจะช่วยควบคุมระดับคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดที่กระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน
- การรักษาความสะอาดของสิ่งของที่สัมผัสใบหน้า: เปลี่ยนปลอกหมอนทุกสัปดาห์ ทำความสะอาดหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการเอามือสัมผัสใบหน้าระหว่างวัน
ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านไหนดีที่สุด
เมื่อพบว่าลูกชายมีปัญหาเสียงแตกหนุ่มและสิวขึ้นรุนแรง ผู้ปกครองสามารถเลือกปรึกษาแพทย์เฉพาะทางตามอาการเด่นดังนี้:
- กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น (Adolescent Medicine Specialist): เป็นด่านแรกที่ดีที่สุดในการประเมินการเจริญเติบโตทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมของวัยรุ่นในภาพรวม
- กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม (Pediatric Endocrinologist): หากสงสัยว่ามีความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น หนุ่มก่อนวัย (เสียงแตกหนุ่มเร็วเกินไปก่อนอายุ 9 ปี) หรือ หนุ่มช้ากว่าปกติ (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุ 14 ปี)
- แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง (Dermatologist): หากปัญหาสิวมีความรุนแรง มีสิวอักเสบจำนวนมาก มีสิวหัวช้าง หรือเริ่มมีแผลเป็นหลุมสิวเกิดขึ้น เพื่อรับการรักษาด้วยยาทาและยาหลักที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกชายก้าวสู่วัยหนุ่ม
ขอแนะนำขั้นตอนการดูแลที่ทำตามได้ทันทีเพื่อช่วยให้ลูกชายผ่านพ้นช่วงเวลานี้ได้อย่างมั่นใจ:
- สังเกตและจดบันทึก: จดบันทึกช่วงเวลาที่ลูกเริ่มเสียงเปลี่ยนและเริ่มมีสิว เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการเข้าพบแพทย์
- ปรับชุดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า: จัดหาโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยนและมอยส์เจอไรเซอร์สูตร Non-Comedogenic ให้ลูกใช้เป็นประจำ
- จัดระเบียบตารางโภชนาการ: ลดการซื้อน้ำหวาน ขนมหวาน และอาหารมันจัดในบ้าน สนับสนุนให้ดื่มน้ำเปล่าและรับประทานผักผลไม้มากขึ้น
- พูดคุยเปิดใจ: พูดคุยกับลูกด้วยความเข้าใจ อธิบายว่าเสียงแตกหนุ่มและสิวเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกาย ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เพื่อลดความเครียดและสร้างความมั่นใจ
- พบลักษณะผิดปกติรีบหาหมอ: หากพบสิวอักเสบมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป หรือเริ่มเป็นตุ่มหนองหัวช้าง ให้พาลูกไปพบแพทย์ผิวหนังทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หรือซื้อยามารักษาเอง