ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจโรคฉี่หนู (Leptospirosis) กับความเสี่ยงที่มากับน้ำท่วม

โรคฉี่หนู หรือ เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงหลังเหตุการณ์น้ำท่วมขัง เมื่อสภาพแวดล้อมกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีชื่อว่า เลปโตสไปรา (Leptospira) ซึ่งมักปนเปื้อนอยู่ในปัสสาวะของสัตว์พาหะ โดยเฉพาะหนู ที่ขับถ่ายไว้ตามพื้นดินหรือแหล่งน้ำขัง สำหรับเด็กเล็กและทารกที่มีภูมิต้านทานยังไม่สมบูรณ์และมักชอบเล่นสนุกในที่กลางแจ้งหรือลุยน้ำขัง จึงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อผ่านทางบาดแผล รอยถลอก หรือการสัมผัสทางเยื่อบุต่างๆ

กลไกการเกิดโรคและเส้นทางการติดเชื้อ

เชื้อ เลปโตสไปรา สามารถเข้าสู่ร่างกายของเด็กได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การสัมผัสโดยตรงกับปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อ, การลุยน้ำขังที่มีเชื้อปนเปื้อนผ่านผิวหนังที่มีแผลหรือรอยถลอก และการกลืนน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป เชื้อเหล่านี้เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะกระจายตัวไปตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบในระดับเนื้อเยื่อ ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อตับและไตได้

สังเกตอาการอย่างไร: ช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง

ระยะฟักตัวของโรคนี้มักอยู่ที่ประมาณ 5 ถึง 14 วัน หลังจากสัมผัสเชื้อ อาการของเด็กอาจมีความหลากหลาย ตั้งแต่ลักษณะคล้ายไข้หวัดทั่วไปจนถึงอาการรุนแรง พ่อแม่ควรสังเกตอาการดังต่อไปนี้:

  • ไข้สูงเฉียบพลัน: มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
  • ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง: โดยเฉพาะบริเวณน่อง หลัง และโคนขา ซึ่งเด็กเล็กอาจแสดงออกด้วยการร้องกวนหรือไม่อยากเดิน
  • ตาแดง: มีอาการเยื่อบุตาอักเสบโดยไม่มีขี้ตา
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือเบื่ออาหาร
  • อาการทางระบบประสาท: หากเชื้อเข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง อาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง หรือซึมลง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากลูกมีประวัติลุยน้ำท่วมหรือสัมผัสแหล่งน้ำขังในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วเริ่มมีไข้สูงเฉียบพลันร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อหรือตาแดง ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะให้ทานเองโดยเด็ดขาด เพราะเชื้อแต่ละชนิดต้องการยาเฉพาะทาง การได้รับยาไม่ครบหรือผิดประเภทจะทำให้เชื้อดื้อยาและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

สัญญาณเตือนภัยสีแดง (Red Flags) ที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์ด่วน

พ่อแม่ควรรีบนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤต:

  • ไข้สูงลอยไม่ลดลงภายใน 48-72 ชั่วโมง แม้จะได้รับยาลดไข้แล้ว
  • อาการซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
  • มีภาวะขาดน้ำชัดเจน เช่น ปากแห้ง ตาโหล ไม่ปัสสาวะเกิน 6-8 ชั่วโมง
  • หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
  • ผิวหนังเปลี่ยนสี เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง (สัญญาณภาวะตับอักเสบ) หรือมีจุดเลือดออกตามตัว
  • ชัก หรือมีอาการเกร็งตัวผิดปกติ

การตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

กุมารแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียดถึงกิจกรรมในช่วงที่ผ่านมา จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายและอาจพิจารณาส่งตรวจเลือดเพื่อหาค่าเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด รวมถึงค่าการทำงานของตับและไต การตรวจหาเชื้อโดยวิธีเฉพาะทาง เช่น การตรวจหาภูมิต้านทาน (Leptospira IgM) หรือการเพาะเชื้อ จะเป็นตัวยืนยันผลการรักษาที่แม่นยำที่สุด สำหรับการรักษาหลักคือการให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้ออย่างครบถ้วนตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ร่วมกับการดูแลประคับประคองตามอาการ เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหากเด็กรับประทานไม่ได้

การดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธีและการใช้ยา

คำแนะนำจากคุณหมอ: การลดไข้ควรทำด้วยการเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัด สำหรับยาพาราเซตามอลควรคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน โดยเด็ดขาดจนกว่าจะแยกโรคไข้เลือดออกออกจากการวินิจฉัยได้ เพราะยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออกผิดปกติและเป็นอันตรายต่อไต

การป้องกันและสร้างเกราะคุ้มกันให้ลูกน้อย

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กสัมผัสกับแหล่งน้ำขังหรือน้ำท่วมขัง:

  • สวมใส่รองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกันเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำ
  • ล้างมือและทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่ทันทีหลังจากสัมผัสน้ำที่อาจปนเปื้อน
  • ดูแลความสะอาดภายในบ้าน กำจัดขยะเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู
  • หากมีแผลที่ผิวหนัง ควรปิดแผลให้มิดชิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำก่อนทุกครั้งหากต้องออกไปนอกบ้าน

สุขภาพของลูกน้อยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย และปรึกษากุมารแพทย์ทุกครั้งเมื่อไม่แน่ใจ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาวะที่ดีของเด็กในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down