ภัยเงียบจากน้ำท่วมที่คนกรุงเทพฯ ต้องระวัง: โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
ในสภาวะที่เกิดน้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานคร หลายคนมักมองข้ามความเสี่ยงที่มากับน้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะโรคฉี่หนู (Leptospirosis) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่น่ากังวลที่สุดคืออาการในระยะแรกมักมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก ทำให้ผู้ป่วยเกิดความชะล่าใจและละเลยการรักษาจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวาย หรือปอดอักเสบเฉียบพลัน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียวที่เรียกว่า เลปโตสไปรา (Leptospira) ซึ่งอาศัยอยู่ในไตของสัตว์นำโรค โดยเฉพาะหนู โค กระบือ และสุนัข เชื้อจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะของสัตว์และปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ ดิน หรือโคลนที่มีความชื้นสูง
เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การสัมผัสโดยตรงผ่านรอยแผล รอยถลอกบนผิวหนัง เยื่อบุตา จมูก หรือปาก รวมถึงการเดินลุยน้ำด้วยเท้าเปล่าเป็นเวลานานจนผิวหนังอ่อนนุ่มและเชื้อซึมผ่านได้ง่ายขึ้น
อาการและระยะของโรค: จุดสังเกตที่ห้ามมองข้าม
อาการของโรคฉี่หนูแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะหลัก ซึ่งมักทำให้คนไข้เข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา:
- ระยะเริ่มแรก (Septicemic Phase): ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง และที่สำคัญคืออาการปวดกล้ามเนื้ออย่างมาก โดยเฉพาะที่บริเวณน่อง โคนขา และหลัง รวมถึงอาจมีอาการตาแดง (Conjunctival suffusion) โดยไม่มีขี้ตา ซึ่งเป็นจุดที่ช่วยแยกจากโรคไข้หวัดได้
- ระยะที่สอง (Immune Phase): หลังจากไข้เริ่มลดลง อาการอาจกลับมาเป็นใหม่รุนแรงกว่าเดิม หากเชื้อลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ (ตัวเหลือง ตาเหลือง) ไต (ปัสสาวะน้อยลง) หรือสมอง (เยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
- ไข้สูงลอยที่ทานยาลดไข้แล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง
- ปัสสาวะมีสีเข้ม หรือปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- อาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
- อาการซึม สับสน หรือคอแข็ง
- หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หรือไอเป็นเลือด
การตรวจวินิจฉัยและแนวทางการรักษา
การวินิจฉัยโรคในระยะแรกทำได้โดยการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติการสัมผัสน้ำท่วมขังในช่วง 1-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทาน (Leptospira IgM) หรือส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อโดยตรง (PCR) หากผลการตรวจเข้าข่ายโรคฉี่หนู แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมกับความรุนแรงของโรคตามน้ำหนักตัวและอาการของผู้ป่วย
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเด็ดขาด เนื่องจากเชื้อแต่ละชนิดตอบสนองต่อยาต่างกัน การได้รับยาไม่ถูกต้องอาจทำให้เชื้อดื้อยาหรือโรคมีความรุนแรงขึ้น
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน หากสงสัยว่าอาจเป็นโรคติดเชื้อ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติและไตวายเฉียบพลัน
วิธีป้องกันและการดูแลตนเองหลังน้ำท่วม
การป้องกันเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับโรคนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้สูงวัยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
- หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมขัง หากเลี่ยงไม่ได้ควรสวมรองเท้าบูทกันน้ำ
- หากผิวหนังมีแผล ควรปิดแผลให้มิดชิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ หรือใช้ถุงพลาสติกหุ้ม
- หลังลุยน้ำ ให้รีบทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดโดยเร็วที่สุด
- จัดเก็บอาหารให้มิดชิดเพื่อไม่ให้หนูเข้ามาปนเปื้อน
- หากมีไข้สูงเฉียบพลันหลังสัมผัสน้ำท่วม ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำทุกครั้ง
สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ดูแล
เมื่อพบว่าตนเองหรือคนในครอบครัวมีไข้หลังจากไปสัมผัสน้ำท่วม ให้บันทึกอุณหภูมิร่างกายและสังเกตอาการผิดปกติ หากมีอาการปวดน่องรุนแรงหรือตาแดงร่วมด้วย ให้รีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด การวินิจฉัยที่รวดเร็วภายในระยะแรกจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและลดโอกาสการเกิดภาวะไตวายได้เกือบ 100%