ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์ภัยพิบัติและภัยเงียบจากโรคฉี่หนูที่ต้องระวัง

ช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัยหรือน้ำท่วมขัง นอกจากปัญหาความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินแล้ว อีกหนึ่งภัยคุกคามสุขภาพที่มักมาพร้อมกับกระแสน้ำคือนั้นคือโรคติดเชื้อร้ายแรงที่รู้จักกันในชื่อ โรคฉี่หนู หรือในทางการแพทย์เรียกว่า โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) โรคนี้ถือเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความสำคัญระดับประเทศ มักพบการระบาดสูงในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ชื้นแฉะเอื้ออำนวยให้เชื้อโรคมีชีวิตรอดได้นานขึ้น และทำให้คนมีโอกาสสัมผัสกับน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เกษตรกร ผู้ที่ต้องลุยน้ำท่วมขังเพื่อทำงานหรือเดินทาง เด็กๆ ที่มักลงไปเล่นน้ำท่วมด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต หรือผู้ที่มีบาดแผลที่ผิวหนัง ซึ่งหากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วอาจเกิดอาการรุนแรงลุกลามจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการเตือน และวิธีจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันโรคฉี่หนูจึงเป็นเกราะคุ้มครองสุขภาพที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคฉี่หนูที่ทุกคนต้องรู้

โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสโรซีท (Spirochetes) ในสกุลเลปโตสไปรา (Leptospira) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีรูปร่างเป็นเกลียวและเคลื่อนไหวได้ดี เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยและแพร่กระจายอยู่ในปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะเช่น หนูนา หนูบ้าน ซึ่งเป็นพาหะหลักที่สำคัญที่สุด รวมถึงโค กระบือ สุนัข และสุกร ที่ได้รับเชื้อเข้าไปแต่ไม่แสดงอาการป่วย

กลไกการติดต่อสู่มนุษย์เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ที่เป็นพาหะขับปัสสาวะที่มีเชื้อแบคทีเรียปะปนออกมาในสิ่งแวดล้อม เช่น แหล่งน้ำขัง ทุ่งนา หรือดินที่เปียกชื้น เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้มีความสามารถพิเศษในการมีชีวิตอยู่รอดในน้ำและดินที่ชื้นแฉะได้นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน หากผิวหนังของมนุษย์มีบาดแผล รอยถลอก หรือแม้แต่ผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานานจนเปื่อยยุ่ย เชื้อโรคจะสามารถซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง นอกจากนี้ การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนปัสสาวะสัตว์ที่มีเชื้อโรค หรือการที่เชื้อเข้าทางเยื่อบุเมือก เช่น ตา จมูก หรือปาก ขณะลงไปในน้ำท่วมขัง ก็เป็นช่องทางในการติดเชื้อที่สำคัญเช่นกัน

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรคฉี่หนู

หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปรา ระยะฟักตัวของโรคโดยทั่วไปจะกินเวลาประมาณ 5 ถึง 14 วัน (อาจสั้นหรือยาวกว่านี้ได้ตั้งแต่ 2 ถึง 30 วัน) ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมา โดยอาการของโรคจะแบ่งออกเป็นระยะหลักๆ เพื่อให้สังเกตความผิดปกติได้ง่าย ดังนี้

  • ระยะแรก (Septicemic Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณน่องและโคนขา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ นอกจากนี้ยังมีอาการหนาวสั่น ตาแดง (Conjunctival suffusion) คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร ระยะนี้มักเป็นอยู่ประมาณ 4 ถึง 7 วัน
  • ระยะที่สอง (Immune Phase หรือ Weil Disease ในรายที่รุนแรง): หลังจากไข้ลดลงช่วงสั้นๆ อาการอาจกลับมาอีกครั้งพร้อมกับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น หากเป็นการติดเชื้อรุนแรงจะเข้าสู่กลุ่มอาการเวลส์ (Weil Disease) ซึ่งมีการทำลายอวัยวะภายในอย่างกว้างขวาง เช่น ตับวายส่งผลให้ตัวเหลืองตาเหลือง ไตวายเฉียบพลันทำให้ปัสสาวะไม่ออก มีเลือดออกผิดปกติ เช่น ไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง และอาจเกิดภาวะช็อกได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการปวดน่องอย่างรุนแรงร่วมกับไข้สูงหลังลุยน้ำท่วม คือสัญญาณเตือนคลาสสิกของโรคฉี่หนู ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะอาจลุกลามจนไตวายเฉียบพลันภายในไม่กี่วัน

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

เนื่องจากอาการเริ่มต้นของโรคฉี่หนูมีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก ทำให้หลายคนชะล่าใจและซื้อยารับประทานเองที่บ้าน ซึ่งอาจทำให้อาการลุกลามเข้าสู่ภาวะวิกฤตได้ ดังนั้น หากสังเกตพบอาการเตือนอันตรายเหล่านี้ ควรนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อแม้

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วันโดยที่รับประทานยาลดไข้แล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • มีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรงจนไม่สามารถเดินหรือขยับขาได้
  • ปัสสาวะมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปัสสาวะเป็นสีเข้มมาก หรือปัสสาวะไม่ออกเลย ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะไตวายเฉียบพลัน
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ซึ่งแสดงถึงการอักเสบและภาวะตับวาย
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระดำ
  • ซึมลง หายใจหอบเหนื่อย ความดันโลหิตต่ำ หรือมีอาการช็อก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยโรคฉี่หนู แพทย์จะดำเนินการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติการเดินลุยน้ำท่วมขัง การสัมผัสดินโคลน การทำงานในพื้นที่เกษตรกรรม หรือประวัติการสัมผัสสัตว์ฟันแทะในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนป่วย ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อหาความผิดปกติต่างๆ

สำหรับการยืนยันการวินิจฉัย แพทย์จะพิจารณา ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) เพื่อดูเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด การตรวจการทำงานของไต (BUN และ Creatinine) และตับ (Liver Function Tests) นอกจากนี้ยังมีการตรวจทาง serology เช่น การตรวจหาแอนติบอดี้ต่อเชื้อเลปโตสไปรา หรือการตรวจหาพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) ในระยะแรกของการติดเชื้อ เพื่อให้สามารถเริ่มให้การรักษาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุด

วิธีดูแลรักษาโรคฉี่หนูตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาโรคฉี่หนูขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในขณะที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ โดยแบ่งเป็นการรักษาหลักดังนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะมารับประทานที่บ้าน เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) หรืออะม็อกซิลลิน (Amoxicillin) แต่หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เช่น เพนิซิลลิน จี (Penicillin G) หรือเซไตรอะโซน (Ceftriaxone) การให้ยาปฏิชีวนะควรเริ่มให้โดยเร็วที่สุดเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
  • การรักษาตามอาการและการประคับประคองชีวิต: ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวายเฉียบพลัน แพทย์อาจต้องพิจารณาให้การรักษาด้วยการฟอกไต (Dialysis) ชั่วคราว การให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทนอย่างเหมาะสม การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดในรายที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ และการดูแลรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อก
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรับประทานยาปฏิชีวนะป้องกันโรค (Chemoprophylaxis) เช่น ด็อกซีไซคลิน จะใช้เฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความจำเป็นต้องลุยน้ำท่วมหรือสัมผัสเชื้อโรคในระยะสั้นตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยารับประทานเองพร่ำเพรื่อ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเบื้องต้น

ช่วงที่เกิดน้ำท่วม การดูแลสุขภาพเบื้องต้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเด็ดขาด: การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกต้องตามข้อบ่งใช้ นอกจากจะไม่ช่วยรักษาโรคแล้ว ยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและส่งผลเสียต่อตับและไตได้
  • การใช้ยาลดไข้: ในกรณีที่มีไข้สูง สามารถรับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ได้ตามขนาดยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว (10-15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้) และห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด หากยังไม่แน่ใจว่าป่วยเป็นโรคฉี่หนู ไข้เลือดออก หรือโรคติดเชื้ออื่นๆ เนื่องจากยาเหล่านี้จะไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติและทำให้โรครุนแรงขึ้น
  • ห้ามปล่อยให้แผลสัมผัสน้ำท่วมขัง: หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำสนิทก่อนลุยน้ำ และทำความสะอาดแผลทันทีหลังจากขึ้นจากน้ำ

วิธีป้องกันโรคฉี่หนูและการจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยจากหนู

การป้องกันโรคฉี่หนูที่ดีที่สุดคือการตัดวงจรการแพร่กระจายของเชื้อและการลดโอกาสที่ร่างกายจะสัมผัสกับเชื้อโรค โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมดังนี้

  • การจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อกำจัดแหล่งหลบซ่อนของหนู: จัดเก็บขยะมูลฝอยและเศษอาหารในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู ทำความสะอาดบ้านเรือนและบริเวณรอบบ้านให้สะอาด โปร่งโล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบที่เป็นที่ทำรังของสัตว์ฟันแทะ กำจัดวัชพืชและสิ่งของเหลือใช้ที่อาจเป็นที่อยู่อาศัยของหนู
  • การป้องกันส่วนบุคคลช่วงน้ำท่วม: หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมขังหรือเดินเท้าเปล่า หากมีความจำเป็นต้องลุยน้ำควรสวมรองเท้าบูทกันน้ำยางสูง หากมีแผลที่เท้าหรือขาควรปิดด้วยวัสดุป้องกันน้ำเข้าอย่างแน่นหนา หลังจากขึ้นจากน้ำท่วมขังหรือเสร็จสิ้นการทำงานในพื้นที่เสี่ยง ให้รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที และเช็ดตัวให้แห้งสนิท
  • การจัดการน้ำและอาหาร: ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ปิดสนิทเท่านั้น รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ด้วยความร้อน และเก็บรักษาอาหารในภาชนะที่มิดชิดเพื่อป้องกันหนูหรือแมลงสัตว์นำโรคมาสัมผัส

สรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลและประชาชนทั่วไป

คำแนะนำจากคุณหมอ: โรคฉี่หนูเป็นโรคที่ป้องกันได้หากปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ช่วงน้ำท่วมควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำขังโดยตรง สวมรองเท้าบูททุกครั้ง และหากมีไข้สูงร่วมกับปวดน่องรุนแรงหลังลุยน้ำ อย่ารอช้า รีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างทันท่วงทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down