ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกน้อยเดินลุยน้ำท่วมเสี่ยงโรคฉี่หนูแค่ไหน: รู้ทันภัยเงียบที่มากับน้ำขัง

ในช่วงฤดูฝนหรือยามเกิดอุทกภัยน้ำท่วมขังตามบ้านเรือนและท้องถนน ภาพเด็กๆ ที่สนุกสนานกับการได้เดินลุยน้ำหรือเล่นน้ำมักเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ขอบอกเลยว่าความสนุกสนานเหล่านั้นแฝงมาด้วยภัยเงียบที่น่ากลัวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโรคฉี่หนู (Leptospirosis) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถแพร่กระจายมาสู่เด็กๆ ได้ง่ายผ่านการสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อ การที่ลูกน้อยเดินลุยน้ำท่วมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และพ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจถึงความเสี่ยง กลไกการเกิดโรค รวมถึงวิธีสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องลูกรักให้ปลอดภัยจากโรคอันตรายนี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคฉี่หนูในเด็ก

โรคฉี่หนูเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เลปโตสไปรา (Leptospira) ซึ่งมักพบในสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู สุนัข โค กระบือ และสุกร แบคทีเรียชนิดนี้จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะของสัตว์และปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำขัง ดินโคลน หรืออาหาร สำหรับในเด็กเล็กที่มีผิวหนังบอบบางหรือมีรอยขีดข่วนเล็กๆ บนร่างกาย เชื้อแบคทีเรียตัวนี้สามารถชอนไชผ่านผิวหนังที่เปียกชื้น รอยแผล รอยถลอก หรือแม้กระทั่งเยื่อบุอ่อนอย่างตา จมูก และปาก เมื่อเด็กๆ เดินลุยน้ำท่วมขังโดยไม่สวมรองเท้าบูท หรือนำมือที่เปื้อนน้ำไปสัมผัสใบหน้า เชื้อโรคจะเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต และเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงตามมา

คำแนะนำจากคุณหมอ: ผิวหนังของเด็กมีความหนาน้อยกว่าผู้ใหญ่และมักมีรอยแผลจากการเกาหรือการวิ่งเล่นอยู่เสมอ ทำให้ความเสี่ยงในการรับเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปราจากการลุยน้ำท่วมสูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว การป้องกันไม่ให้เด็กเดินลุยน้ำจึงเป็นมาตรการที่ดีที่สุด

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค

อาการของโรคฉี่หนูมักจะแสดงออกมาหลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 2 ถึง 30 วัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ถึง 14 วัน โรคนี้มีการดำเนินของอาการที่รวดเร็วและแบ่งออกเป็นระยะได้อย่างชัดเจน พ่อแม่จึงต้องสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด

  • ระยะแรก (Leptospiremic Phase): ลูกจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ นอกจากนี้ยังมีอาการหนสั่น ตาแดง (Conjunctival suffusion) เบื่ออาหาร และคลื่นไส้ อาการในระยะนี้มักคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคไข้เลือดออก
  • ระยะที่สอง (Immune Phase): หลังจากมีอาการในระยะแรกประมาณ 4 ถึง 7 วัน ไข้บางส่วนอาจลดลงชั่วคราวแล้วกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ในระยะนี้เชื้อจะเริ่มทำลายอวัยวะภายใน หากเด็กมีอาการรุนแรงจะเริ่มแสดงความผิดปกติของตับและไต เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะมีสีเข้ม หรือมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

โรคฉี่หนูเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเข้าสู่ระยะรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะไตวาย ตับวาย หรือเลือดออกในปอดซึ่งอันตรายถึงชีวิต พ่อแม่ต้องรีบพาลูกน้อยไปโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน และไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรงจนเด็กไม่ยอมเดิน หรือร้องกวนเวลาจับต้องบริเวณน่องและขา
  • ตาเหลือง ตัวเหลืองอย่างเห็นได้ชัด (Jaundice) ซึ่งบ่งบอกถึงการทำงานของตับที่ผิดปกติ
  • ปัสสาวะน้อยลงมาก หรือปัสสาวะไม่ออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะไตวาย
  • มีอาการซึมลงปลุกไม่ตื่น หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติการเดินลุยน้ำท่วม การสัมผัสดินโคลน หรือการเล่นน้ำในระยะเวลา 1 ถึง 3 สัปดาห์ก่อนเริ่มมีอาการ ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด จากนั้นแพทย์จะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันโรค ได้แก่ การเจาะเลือดเพื่อตรวจเม็ดเลือดขาว การตรวจการทำงานของตับและไต (Liver and Renal Function Tests) และการส่งตรวจทางเซรวิทยาหรือวิธีอณูชีววิทยา (PCR) เพื่อหาเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปราโดยเฉพาะ รวมถึงการตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินความเสียหายของไต

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคฉี่หนูในเด็กจะต้องดำเนินการภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล แนวทางการรักษาหลักประกอบด้วย

  • การให้ยาปฏิชีวนะ: แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมกับช่วงอายุและน้ำหนักตัวของเด็ก เช่น ยากลุ่มเพนนิซิลินหรือด็อกซีไซคลีน เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย การรับประทานยาต้องครบตามกำหนดอย่างเคร่งครัดแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • การรักษาตามอาการ: หากเด็กมีไข้สูง แพทย์จะให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่เหมาะสม (10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง) ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ และการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในกรณีที่เด็กมีภาวะขาดน้ำ อาเจียนมาก หรือไม่ยอมรับประทานอาหารและน้ำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองเด็ดขาด และห้ามใช้ยาจำพวกแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร และทำให้ภาวะการทำงานของไตในผู้ป่วยโรคฉี่หนูแย่ลงอย่างรวดเร็ว

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อลูกเดินลุยน้ำท่วม

หากเด็กมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วม หรือเผลอเดินลุยน้ำไปแล้ว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างรวดเร็วสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

  • รีบพาเด็กขึ้นจากน้ำท่วมทันที ล้างทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดโดยเร็วที่สุด เน้นบริเวณขา ซอกนิ้วเท้า และมือ
  • เช็ดตัวให้แห้งสนิท หากพบบาดแผล รอยถลอก หรือแผลแมลงสัตว์กัดต่อย ให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน แล้วปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้สัมผัสน้ำสกปรกซ้ำ
  • ทำความสะอาดเสื้อผ้า รองเท้า และของใช้ที่เปื้อนน้ำท่วมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจตกค้าง

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกัน

การป้องกันโรคฉี่หนูที่ดีที่สุดคือการตัดวงจรการสัมผัสเชื้อโรค โดยมีแนวทางปฏิบัติสำหรับครอบครัวดังนี้

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กเดินลุยน้ำท่วมขังหรือน้ำนิ่งขังเด็ดขาด หากเลี่ยงไม่ได้ควรให้สวมรองเท้าบูทยางกันน้ำสูงเหนือเข่า
  • สำรวจและกำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของหนูภายในบ้านและบริเวณรอบบ้าน ปิดฝาถังขยะให้มิดชิดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของสัตว์พาหะนำโรค
  • ส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี ล้างมือและเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งหลังทำกิจกรรมนอกบ้านหรือสัมผัสดินและน้ำ
  • เก็บอาหารและน้ำดื่มให้มิดชิด ป้องกันไม่ให้สัตว์พาหะเข้าถึงได้
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่/ผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist):
1. ห้ามให้ลูกเดินลุยน้ำท่วมขังโดยเด็ดขาด หากจำเป็นต้องใส่รองเท้าบูทยาง
2. ล้างทำความสะอาดร่างกายและเช็ดให้แห้งทันทีหลังสัมผัสน้ำท่วม
3. สังเกตอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อน่อง ตาแดง นาน 2 สัปดาห์หลังลุยน้ำ
4. ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาลดไข้กลุ่ม NSAIDs ให้เด็กกินเอง
5. รีบพาลูกพบแพทย์ทันทีหากมีไข้สูงร่วมกับซึม ปัสสาวะน้อย หรือตัวเหลือง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down