ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์น้ำท่วมกับภัยเงียบที่มากับสายน้ำ

ในช่วงฤดูฝนหรือยามเกิดอุทกภัย น้ำท่วมขังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับหลายพื้นที่ หลายคนมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำเพื่อสัญจร ขนย้ายสิ่งของ หรือทำความสะอาดบ้านเรือน ทว่าสายน้ำขังเหล่านั้นไม่ได้มีเพียงความสกปรกทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยเชื้อโรค นานาชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุต่างๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาอย่างคาดไม่ถึง ตั้งแต่แผลอักเสบติดเชื้อผิวหนัง ไปจนถึงโรคติดเชื้อร้ายแรงที่มีอันตรายถึงชีวิต เช่น โรคฉี่หนู การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การดูแลแผลอย่างถูกวิธี และการสังเกตอาการผิดปกติ จึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากการลุยน้ำท่วม

การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นหลังจากการสัมผัสกับน้ำท่วมขัง มีกลไกการเกิดโรคหลักๆ แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับสิ่งขับถ่ายของสัตว์ และการอักเสบติดเชื้อที่ผิวหนังจากบาดแผลสัมผัสกับความชื้นและสิ่งสกปรกเป็นเวลานาน

โรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)

โรคฉี่หนูเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรงและมักพบระบาดในช่วงน้ำท่วมขัง เชื้อโรคนี้มีชื่อว่า เลปโตสไปรา (Leptospira) ซึ่งอาศัยอยู่ในไตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด โดยเฉพาะหนู สุนัข โค กระบือ และสุกร เชื้อจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะของสัตว์ปะปนอยู่ตามพื้นดิน น้ำ หรือโคลนตม เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วม เชื้อเหล่านี้จะกระจายตัวอยู่ในน้ำท่วมขัง เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอกที่ผิวหนัง แม้กระทั่งผิวหนังที่แช่อย่นเป็นเวลานานจนอ่อนนุ่ม หรือผ่านทางเยื่อบุของตา จมูก และปาก หากมีการสำลักน้ำหรือเอามือเปื้อนน้ำไปสัมผัสใบหน้า

การอักเสบและติดเชื้อที่ผิวหนัง

นอกจากโรคฉี่หนูแล้ว การแช่น้ำสกปรกเป็นเวลานานยังทำให้เกราะป้องกันผิวหนังตามธรรมชาติถูกทำลาย ผิวหนังจะเปื่อยยุ่ยและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ทำให้แบคทีเรียและเชื้อราที่อยู่ในน้ำสามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึกได้ง่ายขึ้น ก่อให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) แผลพุพอง โรคน้ำกัดเท้า (Tinea pedis หรือ Athlete's foot) และหากมีแผลเปิดอยู่เดิม แผลนั้นจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนลุกลามเป็นแผลเน่าเปื่อยหรือลามไปสู่กระแสเลือดได้

อาการสำคัญและระยะของการเจ็บป่วย

การสังเกตอาการของตนเองและคนในครอบครัวหลังการสัมผัสน้ำท่วมเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากโรคบางชนิดมีระยะฟักตัวและอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกับไข้หวัดทั่วไป ทำให้หลายคนละเลยจนอาการลุกลามเข้าสู่ระยะวิกฤต

อาการของโรคฉี่หนู

โรคฉี่หนูมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณสองถึงสัปดาห์ (ตั้งแต่สองถึงสามสิบวัน) หลังจากได้รับเชื้อ อาการมักแบ่งออกเป็นระยะ ดังนี้

  • ระยะแรก (Septicemic Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร
  • ระยะที่สอง (Immune Phase): หลังจากมีอาการไข้ระยะแรกประมาณสามถึงห้าวัน อาการไข้บางรายอาจลดลงชั่วคราว ก่อนจะกลับมามีไข้ซ้ำอีกครั้ง และเริ่มมีอาการแสดงของอวัยวะภายในอักเสบ เช่น ตัวเหลืองตาเหลืองจากภาวะตับอักเสบ ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้มจากไตวายเฉียบพลัน ไอมีเลือดปนจากภาวะเลือดออกในปอด หรือมีผื่นตามผิวหนัง

อาการของการติดเชื้อที่แผลและผิวหนัง

  • โรคน้ำกัดเท้า: เริ่มจากอาการคัน ยิบๆ บริเวณซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอก แดง และอาจมีรอยแตกเปื่อย หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนมีหนองไหลและเจ็บปวดมาก
  • แผลติดเชื้ออักเสบ: บริเวณบาดแผลจะมีอาการปวดบวมแดงร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ แผลไม่ยอมแห้ง มีน้ำหนองหรือของเหลวไหลซึมออกมา และมีกลิ่นเหม็น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการปวดน่องอย่างรุนแรงร่วมกับไข้สูงหลังลุยน้ำท่วม ห้ามซื้อยารับประทานเองเด็ดขาด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคฉี่หนูอย่างเร่งด่วน เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จนเข้าสู่ภาวะไตวายหรือเลือดออกในปอด จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากคุณหรือคนในครอบครัวมีประวัติการลุยน้ำท่วมขัง และพบอาการเตือนดังต่อไปนี้ ถือเป็น Red Flag ที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

  • ไข้สูงเฉียบพลันและไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ทั่วไป
  • มีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรงจนไม่สามารถเดินได้ โดยเฉพาะบริเวณน่องและโคนขา
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายน้ำปลา หรือปัสสาวะออกน้อยมากจนเกือบไม่มี
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือไอมีเสมหะปนเลือด
  • ซึมลง สับสน มึนงง หรือหมดสติ
  • แผลที่เท้าหรือขาเริ่มมีอาการบวมแดงลุกลามอย่างรวดเร็ว มีเส้นสีแดงลามขึ้นตามขา หรือมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด (Cellulitis หรือ Sepsis)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเดินทางมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยโรคจากการลุยน้ำท่วม แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามประวัติการเดินลุยน้ำท่วม การสัมผัสโคลน การทำความสะอาดบ้านเรือน หรือกิจกรรมที่มีโอกาสสัมผัสน้ำขังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • การตรวจร่างกาย: ประเมินลักษณะของบาดแผล ตรวจหาอาการตับโต ม้ามโต ภาวะดีซ่าน (ตาเหลือง) และการกดเจ็บตามกล้ามเนื้อ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Tests): การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) การทำงานของไต (BUN, Creatinine) การทำงานของตับ (Liver Function Tests) และการตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อเลปโตสไปรา รวมถึงการตรวจปัสสาวะเพื่อหาความผิดปกติ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

การจัดการกับบาดแคลและการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อต้องสัมผัสน้ำท่วม มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้

การปฐมพยาบาลและทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังลุยน้ำ

  • ทันทีที่ขึ้นมาจากน้ำท่วมขัง ให้รีบทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดโดยเร็วที่สุด เช็ดตัวให้แห้งสนิท
  • หากมีรอยขีดข่วนหรือบาดแผล ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่เบาๆ จากนั้นเช็ดให้แห้ง และใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-iodine) เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผล
  • หลีกเลี่ยงการปล่อยให้เท้าอับชื้น หากจำเป็นต้องใส่รองเท้าลุยน้ำ ควรล้างเท้าและเช็ดให้แห้งทุกครั้งหลังเสร็จภารกิจ

การรักษาทางการแพทย์

  • การรักษาโรคฉี่หนู: หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคฉี่หนู ผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรค เช่น ยาด็อกซี่ไซคลีน (Doxycycline) หรือเพนนิซิลลิน (Penicillin) ตามความรุนแรงของอาการและการพิจารณาของแพทย์ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามกำหนดอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการไขจะหายไปแล้วก็ตาม
  • การรักษาแผลอักเสบติดเชื้อ: แพทย์จะทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี ตัดเนื้อตายออกหากจำเป็น และอาจจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือชนิดรับประทานร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับความลึกและการกระจายตัวของการติดเชื้อ
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากคุณมีแผลเปิดที่เท้าหรือขา ควรงดการเดินลุยน้ำท่วมโดยเด็ดขาด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ควรหาถุงพลาสติกหนาหุ้มพันด้วยเทปกาวกันน้ำให้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำสกปรกสัมผัสถูกบาดแผลโดยตรง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วม มีข้อปฏิบัติทางการแพทย์ที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง: การทานยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่เพียงแต่ไม่ช่วยป้องกันโรคฉี่หนูได้ หากใช้ผิดประเภทยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อตับและไต
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ลดไข้ทันที: เนื่องจากโรคที่มีอาการไข้สูงหลังลุยน้ำท่วมอาจไม่ใช่แค่โรคฉี่หนู แต่อาจเป็นโรคไข้เลือดออกร่วมด้วย การใช้ยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือแอสไพรินจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติในทางเดินอาหารและเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: หากมีอาการไข้ สามารถใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด (สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปรับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม ห่างกันอย่างน้อย 4 ถึง 6 ชั่วโมง และไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน)
  • ห้ามแกะเกาแผลพุพองหรือแผลน้ำกัดเท้า: การแกะเกาจะทำให้ผิวหนังฉีกขาดลึกขึ้น และนำเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การเตรียมตัวและปรับพฤติกรรมสามารถลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยในช่วงน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • สวมรองเท้ายางบูทกันน้ำสูงทุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง
  • หลีกเลี่ยงการลงไปแช่น้ำท่วมโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ล้างมือและเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำท่วม
  • ควบคุมและกำจัดแหล่งอาศัยของหนูรอบบ้าน ปิดฝาถังขยะให้มิดชิดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของสัตว์พาหะนำโรค
  • สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เจ้าหน้าที่กู้ภัย เกษตรกร หรือผู้ที่ต้องทำงานแช่น้ำเป็นเวลานาน แพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มด็อกซี่ไซคลีนเพื่อป้องกันโรคฉี่หนูตามคำแนะนำของแพทย์
คำแนะนำจากคุณหมอ: ส2ุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการป้องกันที่ดี หากต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ขอให้ทุกท่านสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายให้มิดชิด และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตนเองและคนในครอบครัวอยู่เสมอ หากมีอาการไข้สูงปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังลุยน้ำ ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาที่รวดเร็วและปลอดภัยที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down