ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความกังวลของพ่อแม่เมื่อลูกรักไอจนหน้าดำหน้าแดง

อาการไอในเด็กเล็กและทารกเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยจากหลายสาเหตุ เช่น ไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ แต่หากลูกน้อยมีอาการไอติดต่อกันเป็นชุด ไอจนหน้าดำหน้าแดง หรือมีเสียงดังหวีดในลำคอ อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติและไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่ชื่อว่าโรคไอกรน (Pertussis) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรงสูงมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน อาการไอจนหน้าดำหน้าแดงถือเป็นสัญญาณอันตรายทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากกุมารแพทย์อย่างเร่งด่วน

โรคไอกรนคืออะไร และเหตุใดจึงทำให้เด็กไอจนหน้าดำหน้าแดง

โรคไอกรน (Pertussis หรือ Whooping Cough) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า บอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส (Bordetella pertussis) เชื้อนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสใกล้ชิด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้น สร้างสารพิษทำลายขนอ่อนที่ทำหน้าที่พัดโบกเสมหะ ส่งผลให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง มีเสมหะเหนียวข้นสะสมในทางเดินหายใจ

กลไกการเกิดอาการไอจนหน้าดำหน้าแดง (Paroxysmal Cough) เกิดจากการที่เด็กพยายามไออย่างรุนแรงและต่อเนื่องติดต่อกันหลายครั้งในลมหายใจเดียวกัน ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนชั่วขณะ เลือดดำคั่งบริเวณใบหน้าจนทำให้หน้าดำ หน้าแดง หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ และเมื่อเด็กพยายามสูดหายใจเข้าอย่างแรงผ่านทางเดินหายใจที่ตีบแคบ จะเกิดเสียงดังหวีดสูงคล้ายเสียง Eeee หรือเสียงไอกรน (Whoop) อาการนี้สร้างความทุกข์ทรมานและอันตรายต่อชีวิตของเด็กทารกเป็นอย่างมาก

ระยะของโรคและการดำเนินอาการ

การดำเนินของโรคไอกรนจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ซึ่งผู้ปกครองควรสังเกตอาการเพื่อการรับมือที่ถูกต้อง:

  • ระยะแรก (Catarrhal Stage): เกิดขึ้นในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก อาการจะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ต่ำๆ น้ำูกไหล จาม ไอเล็กน้อย และอ่อนเพลีย ระยะนี้เป็นระยะที่เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายที่สุดแต่ยากต่อการวินิจฉัยว่าเป็นไอกรน
  • ระยะไอเป็นชุด (Paroxysmal Stage): เริ่มสัปดาห์ที่ 2 ถึงสัปดาห์ที่ 4 หรือนานถึง 2 เดือน อาการไอจะรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน กลายเป็นอาการไอติดต่อกันเป็นชุดจนหน้าดำหน้าแดง อาเจียนหลังไอ และมีเสียงวูบวาบหายใจเข้าลำบาก ทารกบางรายอาจหยุดหายใจขณะไอ
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage): เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 เป็นต้นไป อาการไอจะค่อยๆ ลดความรุนแรงและความถี่ลง แต่อาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้อีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน โดยเฉพาะเวลาที่เด็กป่วยเป็นหวัดซ้ำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือนที่ติดเชื้อไอกรน มักจะไม่แสดงอาการไอมีเสียงหวีดชัดเจนเหมือนเด็กโต แต่อาจมีอาการหยุดหายใจ (Apnea) ตัวเขียว และสำลักนม ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

หากเด็กมีอาการไอร่วมกับอาการเหล่านี้ พ่อแม่ต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันที ห้ามรอให้ถึงนัด:

  • ภาวะขาดออกซิเจน: หน้าดำ หน้าแดง ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำขณะไอหรือหลังไอ
  • อาการหยุดหายใจ: ทารกหยุดหายใจชั่วขณะระหว่างการไอ หรือมีภาวะเขียวซึมร่วมด้วย
  • ภาวะขาดน้ำ: ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋ม ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6 ชั่วโมง หรือไม่ยอมดื่มนมและน้ำ
  • อาการทางระบบประสาท: ซึมลงปลุกไม่ตื่น ชักเกร็ง หรือกระสับกระส่ายหายใจไม่ออก
  • อาการหอบเหนื่อยรุนแรง: หายใจแรงจนอกบุ๋ม ปีกจมูกบาน ท้องกระเพื่อม หายใจมีเสียงดังผิดปกติ

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยผ่านขั้นตอนที่ละเอียด ดังนี้:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: สอบถามลักษณะการไอ ระยะเวลา และประวัติการรับวัคซีนของเด็ก รวมถึงประวัติการสัมผัสผู้ป่วยไอเรื้อรังในครอบครัว
  • การเก็บสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Nasopharyngeal Swab): แพทย์จะใช้ก้านสำลีป้ายเอาสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกด้านหลัง เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรียด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส (Real-time PCR) ซึ่งให้ผลแม่นยำและรวดเร็ว
  • การตรวจเลือด (Complete Blood Count): เพื่อดูปริมาณเม็ดเลือดขาว ซึ่งในผู้ป่วยไอกรนจะมีปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์สูงขึ้นอย่างเด่นชัด
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ปอดแฟบ หรือการติดเชื้อแทรกซ้อนอื่นๆ

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไอกรนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอายุของเด็ก ดังนี้:

  • การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) เช่น อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) เพื่อช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ลดการแพร่กระจายของโรค แม้ว่าจะไม่สามารถหยุดอาการไอที่เป็นอยู่ได้ทันทีในระยะไอเป็นชุด แต่ช่วยลดความรุนแรงและตัดวงจรการแพร่เชื้อ
  • การดูแลประคับประคองในโรงพยาบาล: สำหรับทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก จำเป็นต้องรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อให้ออกซิเจนเสริม ดูดเสมหะออกจากทางเดินหายใจอย่างสม่ำเสมอ และให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำหากเด็กรับประทานอาหารไม่ได้และเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: งดเว้นการกระตุ้นให้เด็กตกใจ ร้องไห้ หรือสัมผัสควันบุหรี่ ฝุ่นละออง ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไออย่างรุนแรงขึ้นได้
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาแก้ไอ ยาขับเสมหะ หรือยาลดน้ำมูกให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะยาเหล่านี้อาจไปกดอาการไอ ทำให้เสมหะเหนียวข้นและอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลเด็กที่มีอาการไอหนักจากโรคไอกรน มีข้อควรระวังและข้อห้ามทางการแพทย์ที่เคร่งครัด:

  • ห้ามใช้ยาแก้ไอกดอาการไอ: ในโรคไอกรน การไอคือกลไกการขับเสมหะ การใช้ยากดอาการไอจะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดจนเกิดปอดอักเสบรุนแรง
  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล: หากเด็กมีไข้ สามารถให้ยาลดไข้พาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อมตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายย์ซินโดรม (Reye Syndrome)
  • การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ: ห้ามหาซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เพราะโรคไอกรนต้องใช้ยาเฉพาะกลุ่มและกำหนดระยะเวลาตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคไอกรนที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดยักษ์ (DTaP หรือ Tdap) ตามโปรแกรมกระทรวงสาธารณสุข:

  • กำหนดการฉีดวัคซีนในเด็ก: เด็กควรได้รับวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐานตั้งแต่อายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน และกระตุ้นซ้ำตอนอายุ 1 ปีครึ่ง, 4 ปี และ 11 ถึง 12 ปี
  • การฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์: คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีนป้องกันไอกรน (Tdap) ในช่วงอายุครรภ์ 27 ถึง 36 สัปดาห์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ ปกป้องทารกในช่วงเดือนแรกๆ ก่อนได้รับวัคซีนเข็มแรก
  • การสร้างภูมิคุ้มกันแวดล้อม (Cocooning Strategy): สมาชิกทุกคนในครอบครัว ผู้ดูแล และปู่ย่าตายายที่ต้องใกล้ชิดกับทารกแรกเกิด ควรได้รับการฉีดวัคซีนไอกรนกระตุ้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนสัมผัสทารก
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยทางเดินหายใจ และหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. สังเกตอาการไอของลูก หากไอติดกันเป็นชุดจนหน้าดำ หน้าแดง หวีด หรืออาเจียนหลังไอ ให้สงสัยโรคไอกรนไว้ก่อน
2. ห้ามซื้อยาแก้ไอหรือยาปฏิชีวนะให้ลูกทานเองเด็ดขาด
3. หากพบอาการเตือนอันตราย เช่น ซึม ตัวเขียว หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือไม่ยอมดื่มนม ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันที
4. ตรวจสอบสมุดบันทึกวัคซีนของลูกให้มั่นใจว่าได้รับวัคซีนป้องกันไอกรนตรงตามนัดทุกเข็ม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down