ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอจนหน้าดำหน้าแดง: สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่อย่างเราจะมองข้ามไม่ได้

อาการไอของเด็กเล็กเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนต้องเคยพบเจอ แต่หากลูกน้อยมีอาการไอหนัก ไอติดต่อกันจนหน้าดำหน้าแดง หายใจไม่ทัน หรือมีเสียงดังหวีดตอนสูดอากาศเข้า อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่หวัดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคไอกรน (Pertussis) หรือที่ในอดีตเรียกว่าโรคไอจาม ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่มีความรุนแรงสูงมากในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน อาการดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกรัก

รู้จักโรคไอกรนและกลไกความรุนแรงในทารก

โรคไอกรนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่าบอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส (Bordetella pertussis) เชื้อโรคนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปเกาะที่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้น แล้วผลิตสารพิษ (Toxins) ออกมาทำลายขนอ่อนที่ทำหน้าที่โบกพัดสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะปริมาณมากสะสมอยู่ในหลอดลม

ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาการอาจคล้ายหลอดลมอักเสบเรื้อรัง แต่ในทารกแรกเกิดถึงอายุหนึ่งขวบซึ่งมีขนาดหลอดลมเล็กมาก กลไกของโรคจะทำให้เกิดอาการไอเป็นชุดติดต่อกัน 10 ถึง 20 ครั้งโดยไม่มีจังหวะหายใจคั่นกลาง ระหว่างที่ไอเด็กจะพยายามสูดอากาศเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงดังวูฟ (Whoop) และด้วยปริมาณออกซิเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหน้าอกและใบหน้า จึงทำให้เกิดอาการหน้าดำหน้าแดง ริมฝีปากเขียวคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจนชั่วขณะ ซึ่งถือเป็นลักษณะจำเพาะที่อันตรายมาก

ระยะของโรคและอาการสำคัญที่ต้องสังเกต

การดำเนินของโรคไอกรนจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • ระยะแรก (Catarrhal Stage): เกิดขึ้นในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก อาการจะคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ต่ำๆ น้ำูกไหล ไอเบาๆ จาม และตาแดง ระยะนี้เป็นระยะที่แพร่เชื้อได้ง่ายที่สุดเพราะผู้ปกครองมักคิดว่าเป็นเพียงหวัดทั่วไป
  • ระยะออกอาการไอ (Paroxysmal Stage): เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ถึงสัปดาห์ที่ 6 อาการไอจะทวีความรุนแรงขึ้นกลายเป็นการไอเป็นชุดๆ ไม่หยุด จนหน้าดำหน้าแดง อาเจียนพุ่งหลังไอเนื่องจากเสมหะเหนียวข้น หรือมีอาการหยุดหายใจเป็นพักๆ ในทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage): ตั้งแตาสัปดาห์ที่ 6 เป็นต้นไป อาการไอจะค่อยๆ ถี่ลดลงและความรุนแรงลดลง แต่ อาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนเมื่อมีสิ่งกระตุ้น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือนที่ติดเชื้อไอกรน มักไม่มีอาการไอเสียงวูฟชัดเจนเหมือนเด็กโต แต่อาการเด่นคือภาวะหยุดหายใจ (Apnea) ตัวเขียว และหมดสติชั่วขณะ ซึ่งต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทันที

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากพบว่าลูกน้อยมีอาการเข้าข่ายภาวะวิกฤต ห้ามรอให้อาการดีขึ้นเองที่บ้านเด็ดขาด ผู้ปกครองต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วนหากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้

  • ไอจนหน้าดำหน้าแดง ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • มีภาวะหยุดหายใจระหว่างไอ หรือหายใจมีเสียงดังหวีดรุนแรงตลอดเวลา
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง ซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อมแรงขณะหายใจ
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำ
  • มีอาการชักเกร็งร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อยืนยันโรค เนื่องจากอาการไอคล้ายกันอาจเกิดจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) หรือโรคหอบหืดได้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการไอ ประวัติการรับวัคซีนของเด็ก และประวัติการสัมผัสผู้ป่วยไอเรื้อรังในครอบครัว พร้อมทั้งฟังเสียงปอดและตรวจระบบหายใจ
  • การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ: แพทย์จะทำการป้ายเก็บบริเวณโพรงจมูกหรือลำคอ (Nasopharyngeal Swab) เพื่อนำไปตรวจหาพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR Test) ซึ่งมีความแม่นยำสูง หรือการเพาะเชื้อแบคทีเรีย
  • การตรวจเลือด: เพื่อดูเม็ดเลือดขาวซึ่งมักจะสูงผิดปกติในผู้ป่วยไอกรน
  • การเอกซเรย์ปอด: เพื่อประเมินความรุนแรงของการอักเสบและค้นหาภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia)

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไอกรนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอายุของเด็ก โดยมีแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ดังนี้

  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากตรวจพบเชื้อไอกรน แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) เช่น ยาอีริโทรมัยซิน หรืออซิโทรมัยซิน เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แม้ว่ายาปฏิชีวนะอาจไม่ได้ช่วยให้หายไอทันทีในระยะออกอาการ แต่มีความสำคัญมากในการช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น
  • การรักษาตามอาการและการประคับประคอง: ในทารกเล็กมักจำเป็นต้องรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล (Admit) เพื่อให้ออกซิเจนเสริม ดูแลการดูดเสมหะออกจากทางเดินหายใจ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
  • การดูแลที่บ้านสำหรับเด็กอาการไม่รุนแรง: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางลง ใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน จัดให้เด็กนอนในท่าที่ศีรษะสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยลดการสำลัก และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ไอ เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง หรืออากาศเย็นจัด
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาแก้ไอ ยาขับเสมหะ หรือยากดอาการไอให้เด็กกินเองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะยาเหล่านี้อาจไปกดศูนย์การไอ ทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกได้ ส่งผลให้เสมหะอุดตันทางเดินหายใจและอันตรายถึงชีวิต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลเด็กป่วยโรคระบบทางเดินหายใจมีข้อควรปฏิบัติที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย

  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเพื่อลดไข้เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ยี่ซีดร่อม (Reye Syndrome) ซึ่งทำลายตับและสมองอย่างรุนแรง
  • การให้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเสมอ คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อทานเองตามร้านขายยา เพราะส่วนใหญ่การไอในเด็กช่วงแรกเกิดจากไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาและยังทำให้เกิดเชื้อดื้อยาอีกด้วย

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคไอกรนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTaP หรือ Tdap) ตามโปรแกรมสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข

  • เด็กควรได้รับวัคซีนเข็มแรกเมื่ออายุ 2 เดือน และรับซ้ำตามกำหนดที่อายุ 4 เดือน, 6 เดือน, 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 4 ปี และ 12 ปี
  • หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีนกระตุ้นโรคไอกรน (Tdap) ในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 27 ถึง 36 สัปดาห์) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันส่งต่อไปยังทารกในครรภ์และป้องกันการติดเชื้อในช่วงแรกเกิดก่อนครบกำหนดรับวัคซีน
  • บุคคลในครอบครัว ปู่ ย่า ตา ยาย และผู้ดูแลเด็กใกล้ชิดควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไอกรนเช่นกัน เพื่อสร้างวงล้อมภูมิคุ้มกัน (Cocooning Strategy) ป้องกันการนำเชื้อมาสู่ทารก
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เช็กลิสต์ด่วนสำหรับคุณพ่อคุณแม่:
1. สังเกตลักษณะการไอ หากลูกไอเป็นชุด หายใจไม่ทัน หรือมีเสียงหวีด รีบปรึกษากุมารแพทย์ทันที
2. จดจำสัญญาณอันตราย: หน้าดำหน้าแดง ริมฝีปากเขียว ซึม ไม่ยอมดูดนม หอบเหนื่อย คือสัญญาณต้องไปโรงพยาบาลด่วน
3. ห้ามซื้อยาแก้ไอหรือยาปฏิชีวนะให้เด็กกินเอง
4. ตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพของลูก เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับวัคซีนป้องกันไอกรนตรงตามกำหนดเวลา
5. สร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัว ล้างมือก่อนอุ้มทารกทุกครั้งเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down