ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกทารกไอผิดปกติ เสียงแหบ หรือมีเสมหะ: สัญญาณเตือนโรคหลอดลมฝอยอักเสบและวิธีดูแลลูกน้อย

เมื่อลูกรักมีอาการไอผิดปกติ เสียงแหบ หรือมีเสมหะยามหายใจ เป็นสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของทารกและเด็กเล็กมีความบอบบางและยังพัฒนาไม่เต็มที่ หลอดลมมีขนาดเล็กและอุดตันได้ง่ายจากเสมหะและอาการบวม โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) เป็นหนึ่งในโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อยและสร้างความกังวลใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่มากที่สุด บทความนี้จะพาท่านทำความเข้าใจตั้งแต่สาเหตุ อาการ สัญญาณอันตราย ตลอดจนแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัยและหายจากอาการป่วยได้อย่างรวดเร็ว

ทำความเข้าใจโรคหลอดลมฝอยอักเสบในทารกและเด็กเล็ก

โรคหลอดลมฝอยอักเสบ คือการอักเสบติดเชื้อของหลอดลมส่วนปลายที่มีขนาดเล็กที่สุด (Bronchioles) ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงอากาศเข้าสู่ถุงลมในปอด เมื่อเกิดการติดเชื้อ หลอดลมฝอยจะเกิดอาการบวม มีการสร้างเมือกและเสmuหะปริมาณมาก ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้ทารกหายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) หรือมีเสียงคร่อกแคร่ในลำคอ โรคนี้พบบ่อยที่สุดในทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี โดยเฉพาะกลุ่มทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน ทารคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคปอดเรื้อรัง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

สาเหตุหลักของโรคหลอดลมฝอยอักเสบเกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดถึงร้อยละ 70-80 คือเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) รองลงมาคือเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza Virus) ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และเชื้อไวรัสอะดิโน (Adenovirus)

เชื้อไวรัสเหล่านี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions จากทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ ผ่านมือหรือสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายของทารก จะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม มีการคั่งของเสมหะและเซลล์ที่ตายแล้ว ส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบตัน อากาศเข้าและออกได้ยาก เกิดเป็นภาวะหายใจลำบากตามมา

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การดำเนินของโรคหลอดลมฝอยอักเสบมักเริ่มจากอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยแบ่งระยะได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (1-3 วันแรก): ลูกน้อยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีน้ำใสๆ ไหล ไอเล็กน้อย จาม และอาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ก็ได้ ในทารกบางรายอาจมีอาการซึมลงหรือทานนมน้อยลงในช่วงนี้
  • ระยะอาการเด่นชัด (วันที่ 3-5 ของโรค): อาการจะเริ่มลุกลามลงสู่หลอดลมฝอย ลูกจะมีอาการไอถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น มีเสียงแหบ มีเสมหะในคอ หายใจเร็ว หายใจแรง หายใจเข้าแล้วซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม เวลาหายใจออกจะได้ยินเสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงคร่อกแคร่ เด็กจะไม่ยอมดูดนมเพราะเหนื่อยหอบขณะกลืน
  • ระยะฟื้นตัว (หลังจากวันที่ 7 เป็นต้นไป): หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการหอบเหนื่อยจะค่อยๆ ดีขึ้น อาการไอและเสมหะจะลดลงตามลำดับ แต่อาการไออาจยังหลงเหลืออยู่บ้างเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการเหล่านี้ในทารก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางเดินหายใจล้มเหลว
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติมาก (ทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที, อายุ 2-12 เดือน หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที)
  • มีภาวะหายใจลำบากชัดเจน เช่น หายใจอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม หรือปีกจมูกบานทุกครั้งที่หายใจ
  • มีอาการเขียวคล้ำบริเวณริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า (Cyanosis) ซึ่งแสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
  • ภาวะขาดน้ำ: ปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6-8 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋มลึก ปากแห้ง
  • มีไข้สูงมาก หรือไข้ไม่ลดลงหลังจากทานยาลดไข้เกิน 3 วัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาเริ่มป่วย ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยไข้หวัด และลักษณะการหายใจ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยใช้หูฟังทางการแพทย์ (Stethoscope) ฟังเสียงปอดเพื่อหาเสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงคร่อกแคร่ (Crepitation)

ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือจำเป็นต้องแยกระหว่างโรคอื่นๆ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีแยงจมูก (Swab) เพื่อหาเชื้อ RSV หรือไข้หวัดใหญ่ การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว หรือการถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เนื่องจากโรคหลอดลมฝอยอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคอง (Supportive Care) เป็นหลัก โดยมีแนวทางดังนี้

  • การพ่นยาขยายหลอดลมหรือน้ำเกลือความเข้มข้นสูง: ในเด็กที่มีอาการหลอดลมตีบและมีเสมหะเหนียวข้น แพทย์อาจพิจารณาพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator) หรือพ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline) เพื่อช่วยลดอาการบวมของทางเดินหายใจและช่วยให้เสมหะระบายออกได้ง่ายขึ้น
  • การให้ออกซิเจนเสริม: หากทารกมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้อออกซิเจนผ่านทางสายจมูกหรือหน้ากาก
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ: ในกรณีที่เด็กเหนื่อยหอบมากจนไม่สามารถดื่มนมหรือน้ำได้เอง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและภาวะหมดแรงจากการหายใจ
  • การดูดเสมหะ: แพทย์หรือพยาบาลจะทำการดูดเสมหะออกจากโพรงจมูกและคอในรายที่มีเสมหะปริมาณมากจนอุดกั้นทางเดินหายใจ
คำแนะนำจากคุณหมอสำหรับการดูแลลูกน้อยที่บ้าน:
  • ให้นมแม่บ่อยๆ หรือดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางลงและไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ (หากเด็กอายุเกิน 6 เดือน)
  • ช่วยเคาะปอดและระบายเสมหะอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัดหรือพยาบาล
  • ใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline Drops) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกเหนียวข้นในจมูกทารกก่อนทำการดูดน้ำมูกออกเบาๆ
  • รักษาสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ปราศจากควันบุหรี่ ควันธูป และฝุ่นละออง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลทารกที่มีอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมฝอยอักเสบ มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่เคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามซื้อยาแก้ไอ ละลายเสมหะ หรือยาลดน้ำMูกให้เด็กกินเองโดยเด็ดขาด: โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากยาแก้ไอหลายชนิดกดศูนย์การไอ ทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้เอง ซึ่งเสมหะจะไปอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทานเอง: ยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่ช่วยให้โรคหายและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา
  • ระวังการใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol): ต้องใช้ขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวเท่านั้น คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้ และห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาจำพวก ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน หรือในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดลมฝอยอักเสบมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทารกเล็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ก่อนสัมผัสทารก
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กทารกไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือสถานที่สาธารณะในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • งดให้ผู้ที่มีอาการป่วย เช่น เป็นหวัด ไอ จาม เข้าใกล้ชิดหรืออุ้มทารก
  • สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารสำคัญที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อ
  • ฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันตามกำหนดของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี (ฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป) และในปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) สำหรับป้องกันเชื้อ RSV ในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

Actionable Checklist สำหรับพ่อแม่:
  1. สังเกตอาการไอ เสียงแหบ และลักษณะการหายใจของลูกอย่างใกล้ชิดทุกวัน
  2. วัดอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอเมื่อสงสัยว่ามีไข้ และให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  3. รักษาร่างกายให้อบอุ่น ดื่มน้ำหรือนมในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  4. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อช่วยระบายน้ำมูกและเสมหะตามคำแนะนำของแพทย์
  5. จดจำสัญญาณอันตราย (Red Flags) เช่น หอบเหนื่อย อกบุ๋ม ซึม ไม่ดูดนม และรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเมื่อพบอาการดังกล่าว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down