เข้าใจกลไกอาการไอและเสมหะในเด็กเล็ก ปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่กังวลใจ
อาการไอและเสมหะในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในทารกและเด็กวัยเตาะแตะ เป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการขับสิ่งแปลกปลอมและสารคัดหลั่งออกจากทางเดินหายใจ แต่เนื่องจากเด็กยังมีกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อกะบังหน้าท้องที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ รวมถึงหลอดลมที่มีขนาดเล็กและนิ่มกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เด็กไม่สามารถไอขับเสมหะออกมาเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสมหะที่คั่งค้างจึงเป็นสาเหตุให้อุดกั้นทางเดินหายใจ เกิดเสียงครืดคราด หายใจลำบาก และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคปอดบวม (Pneumonia) หรือหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ได้
ในฐานะกุมารแพทย์ พบว่าการใช้ยาละลายเสมหะหรือยาแก้ไอในเด็กอายุต่ำกว่าสองปีมักไม่แนะนำ เนื่องจากอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นหรือไปกดศูนย์การไอในสมอง ส่งผลให้เสมหะตกค้างในปอดมากขึ้น ดังนั้น วิธีการทางกายภาพบำบัดอย่าง วิธีเคาะปอดเด็กและระบายเสมหะถูกวิธี จึงเป็นแนวทางการรักษาเสริมที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง และได้รับการยอมรับทางการแพทย์ ช่วยให้เสมหะที่เหนียวข้นหลุดร่วงจากผนังหลอดลมและเคลื่อนตัวสู่ทางเดินหายใจส่วนบน เพื่อให้เด็กไอขับออกมาได้ง่ายขึ้น
สาเหตุและกลไกการเกิดเสมหะล้นปอดในเด็ก
การสร้างเสมหะปริมาณมากในเด็กมักเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เช่น เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือโรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) เมื่อเยื่อบุทางเดินหายใจเกิดการระคายเคือง ร่างกายจะหลั่งเมือกออกมามากกว่าปกติเพื่อดักจับเชื้อโรคและฝุ่นละออง
ในภาวะปกติ ขนเซลล์พัดโบก (Cilia) ในหลอดลมจะทำหน้าที่พัดโบกเมือกขึ้นมาข้างบนอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเด็กป่วย เสมหะจะมีลักษณะเหนียวข้นเกินกว่าที่ขนเซลล์จะพัดโบกไหว ประกอบกับการนอนราบเป็นเวลานานทำให้เกิดการตกตะกอนของเสมหะในปอดแต่ละกลีบ กลไกการเคาะปอดจึงใช้หลักการสั่นสะเทือน (Percussion and Vibration) เพื่อเปลี่ยนความหนืดของเสมหะและอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก (Postural Drainage) ช่วยระบายเสมหะให้ออกจากหลอดลมขนาดเล็กไปยังหลอดลมใหญ่ได้อย่างปลอดภัย
สัญญาณอันตรายและอาการที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
แม้ว่าอาการไอและมีเสมหะส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่พ่อแม่ต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าเด็กเริ่มมีภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว ซึ่งจำเป็นต้องพาไปพบแพทย์ในทันที
- หายใจหอบแรง อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติ (เด็กแรกเกิดถึงหนึ่งปี หายใจมากกว่า 50 ถึง 60 ครั้งต่อนาที)
- มีอาการหายใจลำบาก สังเกตได้จากซี่โครงบุ๋ม ทรอกอกบุ๋ม หรือไหปลาร้าบุ๋มเวลาหายใจ
- ปลายมือ ปลายเท้า หรือริมฝีปากมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
- มีไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือเด็กซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือไม่ยอมดื่มน้ำ
- มีเสียงหายใจผิดปกติ เช่น เสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดดังมากโดยไม่ต้องใช้หูฟัง
ขั้นตอนและวิธีการเคาะปอดและระบายเสมหะที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การทำกายภาพบำบัดทรวงอกด้วยการเคาะปอดและระบายเสมหะ ควรทำก่อนมื้อนมอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง หรือหลังมื้อนมอย่างน้อยสองชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการอาเจียนและสำลัก โดยมีอุปกรณ์สำคัญคือน้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline 0.9%) เพื่อช่วยล้างจมูกและเจือจางเสมหะในโพรงจมูกก่อนเริ่มกระบวนการ
ขั้นตอนเตรียมความพร้อมก่อนเคาะปอด
- ล้างมือให้สะอาดและเตรียมผ้าขนหนูนุ่มสำหรับรองรับตัวเด็ก
- หยอดน้ำเกลือข้างละ 1 ถึง 3 ซีซี (ขึ้นอยู่กับอายุเด็ก) เพื่อให้เสมหะที่เหนียวข้นในโพรงจมูกและคออ่อนตัวลง
- จัดท่าทางของเด็กตามตำแหน่งของปอดที่มีเสมหะคั่งคั่ง โดยใช้หลักการให้ตำแหน่งของปอดอยู่สูงกว่าลำคอ เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงช่วยระบายเสมหะ
เทคนิคการทำมือและจังหวะในการเคาะปอด
ให้ทำมือลักษณะเหมือนอุ้งมือหรือคล้ายถ้วย (Cupped Hand) โดยให้นิ้วชิดกันและนิ้วโป้งแนบชิดกับนิ้วชี้ เวลาเคาะจะเกิดโพรงอากาศตรงกลางฝ่ามือ การทำเช่นนี้จะช่วยกระจายแรงกระแทก ทำให้เด็กไม่เจ็บและช่วยสร้างคลื่นความสั่นสะเทือนลงสู่เนื้อปอดได้ดี ห้ามใช้ฝ่ามือแบนราบหรือปลายนิ้วเคาะเด็ดขาด
ทำการเคาะด้วยข้อมือ (ไม่ใช่ใช้ข้อศอกหรือหัวไหล่) ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอและมีความนุ่มนวล โดยให้เกิดเสียงดังโปร่งๆ คล้ายเสียงควบม้า ใช้เวลาเคาะประมาณ 1 ถึง 3 นาทีต่อหนึ่งตำแหน่ง สลับกับการทำสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ทรวงอกขณะที่เด็กหายใจออก
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กมีเสมหะ
การดูแลเด็กป่วยต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูง เนื่องจากร่างกายของเด็กยังบอบบาง มีข้อควรปฏิบัติที่เคร่งครัดดังนี้
- ห้ามเคาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะบักส่วนบน ไต หรือบริเวณกระเพาะอาหารโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายในได้ ให้เคาะเฉพาะบริเวณซี่โครงด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังเท่านั้น
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้เด็กรับประทานเอง เมื่อเด็กป่วยจากเชื้อไวรัส เพราะยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาโรคไวรัส และการใช้พร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
- ระวังการใช้ยาลดไข้ประเภทไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้สูงและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยแน่ชัด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก หรือทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้ โดยยาที่ปลอดภัยคือน้ำเชื่อมพาราเซตามอล (Paracetamol syrup) ในขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระบบทางเดินหายใจในระยะยาว
การป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อไวรัสซ้ำๆ และลดการเกิดเสมหะเรื้อรัง สามารถทำได้โดยการดูแลสุขอนามัยและโภชนาการอย่างเหมาะสม
- สนับสนุนให้ทารกกินนมแม่ล้วนอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อรับภูมิคุ้มกัน (Antibodies) ที่ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
- งดการสูบบุหรี่หรือจุดธูปในบ้าน เนื่องจากควันบุหรี่มือสองและมลพิษทางอากาศเป็นตัวกระตุ้นให้เยื่อบุหลอดลมของเด็กอักเสบและสร้างเสมหะมากขึ้น
- พาลูกน้อยรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ RSV
สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ในการดูแลลูกน้อยเมื่อมีเสมหะ
- สังเกตอาการหายใจและวัดไข้อย่างสม่ำเสมอ
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อช่วยเจือจางเสมหะก่อนทำกายภาพบำบัด
- เคาะปอดด้วยอุ้งมืออย่างถูกวิธีในท่าที่เหมาะสม นาน 1-3 นาทีต่อตำแหน่ง
- ดูดเสมหะออกหรือกระตุ้นให้เด็กไอเพื่อระบายเสมหะทิ้ง
- พาไปพบกุมารแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึม หรือไข้สูงไม่ยอมลด